บทที่ 1.1 หลิงหลาน
ในความเลือนรางท่ามกลางม่านหมอกบดบัง คฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีกำแพงสูงลิบล้อมรอบ กระทั่งไม่อาจมองเห็นความเคลื่อนไหวด้านใน เกิดมีเสียงประหลาดดังเล็ดลอดออกมา
บางครั้งมีเสียงบรรเลงเพลงพิณ บางคราเกิดมีเสียงขลุ่ยอันไพเราะ กระนั้นรอบด้านกลับไม่มีผู้คนสัญจรผ่าน อีกทั้งความเงียบและด้านนอกที่รกทึบ กลับให้ความรู้สึกวังเวงน่าหวาดหวั่น
ทั้งที่เสียงเพลงบรรเลงไพเราะราวกับเพลงจากสรวงสวรรค์ หากแต่ก็ยังคงไร้ผู้คนเข้ามายินยล
ทอดสายตามองด้านในคฤหาสน์จากจุดที่สูงกว่า ตัวคฤหาสน์ด้านในอันแสนผุพัง กลับปรากฏเงาร่างในชุดสีขาวกระจ่างตา
บุรุษหนุ่มอายุราวยี่สิบสองยี่สิบสาม กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าประตูห้องโถง ใบหน้าหล่อเหลาเหม่อมองไร้จุดสิ้นสุด ดวงตาเศร้าสร้อยราวกับกำลังรอคอยบางอย่าง ใครสักคนที่กักขังเขาเอาไว้ทำให้ไม่อาจก้าวออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ชั่วนิรันดร์
“เยี่ยนเฟิง เจ้ามาแล้วหรือ ข้าได้ยินเสียงนึกว่าเจ้ายังอยู่ในห้อง”
บุรุษอีกคนเดินเข้ามา เสื้อผ้าบนเรือนกายของเขาหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย ใบหน้าปรากฏเค้าความอิ่มเอิบ เรือนร่างน่าหลงใหลสมเป็นบุรุษเพศภายใต้ชุดคลุมตัวยาว เผยออกมาให้เห็นรำไรภายใต้แสงจันทร์
เขามีนามว่า ‘ว่านหรง’
‘เยี่ยนเฟิง’ มองข้ามสภาพของอีกฝ่าย เพียงมองตรงไปยังประตูใหญ่ จากนั้นจึงยิ้มออกมาที่มุมปาก รอยยิ้มหล่อเหลาแฝงประกายขมขื่น
“นั่นคงมิใช่เสียงข้า เจ้าก็รู้”
“นั่นสินะ”
“จื่อเสียนเล่า”
“ข้าอยู่นี่”
บุรุษนาม ‘จื่อเสียน’ ก้าวออกมาจากอีกด้านของคฤหาสน์ สภาพของเขาไม่ต่างไปจากว่านหรงนัก ออกจะหนักกว่าด้วยซ้ำ เนื่องจากเส้นผมยาวสยายดูยุ่งเหยิง ทั้งที่เจ้าตัวเองก็พยายามจัดให้เข้าที่
ในช่วงยามจื่อ[1]ของทุกค่ำคืน ทั้งสามมักจะมานั่งหน้าประตูห้องโถง มองดูประตูใหญ่นิ่งราวกับกำลังรอคอยใครบางคน กระนั้นวันเวลาก็ล่วงเลยไปมากกว่าพันปี ทุกอย่างยังคงไม่เปลี่ยน ทั้งสามยังคงถูกกักขังไม่มีใครมาปลดปล่อยให้เป็นอิสระทั้งสิ้น...
ไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกนานเท่าไร ไม่รู้ว่าทั้งสามตายไปแล้วหรือยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่รู้ว่าด้านนอกกำแพงสูงนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
ที่รู้ก็คือพวกเขาทั้งสามถูกกักขังอยู่ด้วยกันมามากกว่าพันปีแล้ว
มองดูพระจันทร์บนท้องฟ้า เมฆหมอกที่ยังคงลอยมาบดบัง ทำให้แสงที่เล็ดลอดลงมาบางครั้งสว่างบางครั้งก็มืดมน ความหดหู่ก็ยิ่งเข้าครอบงำทั้งสาม คำถามที่พวกเขาไม่เคยได้คำตอบกลับยังคงวนเวียนอยู่เช่นนั้น
‘เพราะเหตุใดพวกเขาจึงถูกกักขังยังสถานที่แห่งนี้ กระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ก็ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย’
สายลมหนาวเหน็บพัดผ่าน กลิ่นดอกหลิงหลาน[2]ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ กลิ่นที่ทำให้บุรุษทั้งสามตัวแข็งทื่อ ดวงตาคมแปรเปลี่ยนจากสุขุมกลับกลายเป็นสีดำทะมึน ทั้งสามเสียการควบคุมตัวเองไปโดยสิ้นเชิง หลังจากสูดกลิ่นนั้นเข้าไป
ดังเช่นทุกคืนที่วนเวียนไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด ทั้งสามคนเดินกลับไปยังห้องนอนของตนซึ่งอยู่คนละฟากของเรือน จากนั้นก็ตรงไปยังเตียงนอน
“ใครอยู่ตรงนั้น”
เสียงหวานของอิสตรีดังขึ้น เยี่ยนเฟิงที่พยายามควบคุมตัวเองเหงื่อซึมออกมาจากหน้าผาก ดวงตาของเขาวูบไหว หากแต่ร่างกายกลับยังคงก้าวเข้าไปยังหน้าเตียง
ความกระหายเช่นบุรุษเพศยามค่ำคืน ทำให้ตัวตนของเขาตื่นตัวเหยียดขยาย ลมหายใจของเขาหอบหนักหน่วง ทั้งต้องการและขยะแขยงตัวเองในเวลาเดียวกัน
ในยามที่ก้าวเข้าไปใกล้เตียงนอน มือใหญ่ค่อยๆ ปลดอาภรณ์ออกทีละชิ้น ๆ กระทั่งก้าวขึ้นไปบนเตียงและรั้งร่างอรชรของหญิงสาวบนเตียงเข้ามาอิงแอบ
เป็นเช่นนี้เสมอทั้งที่เขาพยายามขัดขืน หากแต่ทุกค่ำคืนราวกับมีคำสาปทำให้เขาต้องการปลดปล่อย ทั้งยังไม่อาจควบคุมตัวเอง ทุกค่ำคืนอันมืดมิดเวลาเดียวกันนี้ บนเตียงนอนจะปรากฏร่างของสตรีไม่ซ้ำหน้า เรียกร้องให้เขาและสหายทั้งสามเดินกลับมายังเตียงนอนแห่งนี้
หลังจากกอดก่ายคลอเคลียกระทั่งสุขสม รุ่งเช้าวันต่อมาทุกอย่างล้วนหายวับไป ราวกับเป็นความฝันตื่นหนึ่ง
ที่ยังคงอยู่ก็คือพวกเขาซึ่งถูกกักขัง ไม่อาจก้าวออกไปข้างนอก ไม่ต้องกิน ไม่ต้องดื่ม ไม่เจ็บป่วย เพียงรอค่ำคืนผันผ่านวันแล้ววันเล่า
หลายครั้งเขาเคยพยายามปลิดชีวิตตัวเอง หากแต่กลับไร้ผล ราวกับร่างกายนี้เขาหาได้เป็นเจ้าของไม่
ม่านหน้าเตียงถูกปลดลง เช่นกันกับเสียงแห่งความรัญจวนที่เล็ดลอดออกมา นับจากยามจื่อจนกระทั่งฟ้าสาง เยี่ยนเฟิงไม่ได้ก้าวลงมาจากเตียงอีกเลย...
[1] ยามจื่อคือช่วงเวลาห้าทุ่มจนถึงตีหนึ่ง
[2] ดอกระฆังแก้ว หรือ ลิลลี่แห่งขุนเขา