บทที่ 4
“แกนี่—!”
เมธินีโกรธจนหน้าแดง แต่เพราะคนเยอะเลยระเบิดใส่ไม่ได้ ได้แต่ตบอกหายใจเข้าลึกๆ ระงับอารมณ์
มนต์นภาขมวดคิ้วมองผมเขม็ง
“ขอโทษแม่ฉันเดี๋ยวนี้”
ฐานินก็รีบพูดเสริม
“พี่ชนินทร์ อย่าโกรธคุณน้าเลยนะ……”
ผมก้มหน้าลง ทำเป็นไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
มนต์นภาทำท่าจะเข้ามาคว้าตัวผมไปให้ยืนข้างหน้า แต่ก็โดนคุณย่ารจเรขขัดขึ้นมาก่อน
“พอแล้ว!”
แล้วท่านก็เปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“ได้ยินมาว่าฐานินอยากเข้าร่วมโครงการของศาสตราจารย์ณธายุ ช่วงนี้ได้นัดท่านออกมาพบกันบ้างหรือยัง?”
มนต์นภาส่ายหน้า
“ท่านบอกว่าไม่สะดวกเจอ บอกว่าตัวเองมีคนที่เล็งไว้ในใจแล้ว”
เมธินีเริ่มใจร้อน
“หรือว่าของที่เอาไปให้ ท่านไม่ถูกใจ ครั้งหน้าต้องเตรียมอย่างอื่นไปเพิ่มหน่อยนะ อย่าให้ฐานินของเราหลุดโครงการเชียว”
ผมแอบประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
ที่แท้โครงการเดินเรือที่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ กลับเป็นของดีที่ใครๆ ก็อยากแย่งกันเข้า
และที่มนต์นภายอมลงแรงมารับผมถึงที่ ก็แค่เพราะอยากใช้ผมไปสร้างสายสัมพันธ์ให้ฐานินเท่านั้นเอง
ผมยิ่งรู้สึกไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อไปอีกแม้แต่นาทีเดียว
ผมอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ แอบจะเลี่ยงออกไปข้างนอก แต่ก็ถูกมนต์นภาจับได้ก่อน
“จะไปไหน”
มนต์นภาเงยหน้าขึ้นมองผมเขม็ง
สายตาทุกคู่ก็หันมาจับจ้องอยู่ที่ผม
เมธินีฮึดฮัดขึ้นมาทีหนึ่ง
“ได้ยินว่าฐานินจะไปเข้าโครงการ เลยรู้สึกต่ำต้อยล่ะสิ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กเรียนรั้งท้ายอย่างหมอนี่ออกไปแล้วจะทำอะไรได้บ้าง อย่ามาเกาะบ้านเราทีหลังก็แล้วกัน”
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วยิ้มตอบ
“ไม่ต้องลำบากห่วงผมหรอกครับ ผมเรียนจบเมื่อไหร่ ก็มีที่ไปของผมเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับบ้านคุณทั้งนั้น”
เมธินีฟังแล้วก็ชัดเจนว่าไม่เชื่อสักนิด
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ”
หลังงานเลี้ยงจบ เมธินีก็มาตามผม ให้ไปหาเธอที่ห้องหนังสือ
ผมเพิ่งก้าวเข้าไปก็เห็นพ่อของมนต์นภานั่งอยู่ด้วย
เมธินีนั่งอยู่ตรงกลาง วางสัญญาฉบับหนึ่งลงตรงหน้าผม
ผมหยิบขึ้นมาอ่าน ถึงได้รู้ว่าเป็นเอกสารให้ผมยอมสละสิทธิ์ในสัญญาหมั้นกับตระกูลกิติยากรเอง
เธอกอดอกมองผม ดวงตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
“ยังไงเธอก็มีที่ไปของตัวเองอยู่แล้ว อย่ามัวมาเกาะนภาไม่ยอมปล่อยอีกเลย”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กินอยู่บ้านเราฟรีๆ ฉันก็ไม่คิดจะทวงอะไรแล้ว รีบเซ็นให้มันจบๆ ไปซะ”
ผมหยิบสัญญาขึ้นมาดู ยิ่งอ่านใจยิ่งเจ็บ
ตอนที่บ้านเขาตกต่ำ ไม่มีจะกิน ก็เป็นพ่อแม่ของผมนี่แหละที่รับทั้งครอบครัวเขาเข้าบ้าน เลี้ยงดูให้อยู่อิ่มนอนอุ่น
พอวันนี้พ่อแม่ผมจากไป พวกเขากลับทำเป็นไม่รู้จักกัน เสแสร้งทำท่ามีฐานะสูงส่งกว่าใคร
จริงๆ แล้วเป็นผมเองต่างหาก ที่ไม่อยากลดตัวลงมาคิดบัญชีกับพวกเขา
เมธินีรอแม้แต่เสี้ยววินาทีก็ไม่ไหว
“รีบๆ หน่อย!”
ผมหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่ออย่างรวดเร็ว แล้วโยนเอกสารกลับไปให้
สีหน้าเมธินียังเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง แต่ก็กลั้นไว้ หยิบสัญญาขึ้นมาแล้วเดินก้าวยาวออกไปทันที
ส่วนผมก็กลับไปยังห้องเดิมของตัวเองเพื่อเก็บของ
ของที่เป็นของผมจริงๆ ในห้องนี้มีไม่กี่อย่าง ส่วนใหญ่เป็นของที่มนต์นภาเคยซื้อให้
มีทั้งเสื้อผ้าที่เธอซื้อให้ผมใส่
แล้วก็ยังมีเหรียญผ้ายันต์ขอพรที่เธอไปขอมาให้ผมอีกหนึ่งอัน
เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เราเพิ่งเริ่มคบกันใหม่ๆ เธอสงสารที่ผมเรียนไม่เก่งแล้วโดนพ่อแม่ดุ เลยตั้งใจไปวัด กราบพระทีละก้าวเพื่อขอเหรียญนี้มาให้ผม
พอมองย้อนกลับมาตอนนี้ มันช่างน่าขันสิ้นดี
ผมเคยเชื่อมั่นว่าความรักแท้จะไม่มีวันเลือนหาย แต่ไม่คิดเลยว่าต่อให้รักลึกแค่ไหน วันหนึ่งมันก็เปลี่ยนไปได้เหมือนกัน
เหรียญขอพรนี้ ตอนนี้ก็ควรกลับไปอยู่กับเจ้าของคนเดิมแล้ว
นอกนั้นก็เหลือแค่ของใช้จุกจิกที่ผมซื้อเอง
ของกระจุกกระจิกพวกนั้น ใส่เป้ใบเดียวก็เก็บได้หมดแล้ว
ส่วนเหรียญขอพร ผมเก็บใส่กล่องเรียบร้อยแล้วไปวางไว้หน้าประตูห้องของเธอ
ผมเพิ่งเดินพ้นประตูใหญ่ตระกูลกิติยากรออกมา มนต์นภาก็วิ่งเหยาะๆ ตามมาดักผมไว้
“ดึกดื่นแบบนี้อีกแล้วจะเล่นอะไรนักหนา อยู่บ้านดีๆ เงียบๆ ไม่ได้หรือไง”
ผมถอยหลังออกมาอีกก้าว เว้นระยะห่างกับเธอ
“เธอไม่รู้เหรอ เมื่อกี้ฉันเพิ่งเซ็นข้อตกลงกับแม่ของเธอไป ว่าจะยกเลิกสัญญาหมั้นระหว่างเราสองคน เพราะงั้นฉันก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องอยู่ที่นี่ต่อแล้วล่ะ”
มนต์นภาชะงักไปชั่ววูบ แล้วก็ทำหน้าตกใจทันที
“เธอพูดอะไรเพ้อเจ้อ ฉันยังไม่เคยยอมรับเลยว่าจะยกเลิกสัญญาหมั้น!”
