ตอนที่ 1 ปัญญาชนกลุ่มใหม่
ปี 1976 หน่วยผลิตจื่อจิ้ง
ยามเช้าตรู่กลุ่มชาวบ้านกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ที่ใต้ต้นไทรใหญ่ท้ายหมู่บ้าน
“พวกเธอได้ยินข่าวหรือยัง หมู่บ้านของเราจะมีกลุ่มปัญญาชนมาลงงานอีกแล้วนะ” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น
“รู้แล้วล่ะ หัวหน้าหมู่บ้านออกไปรับตั้งแต่เช้าแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่รู้พวกเบื้องบนคิดยังไง ถึงได้ส่งเด็กน้อยพวกนี้มาลำบากที่ชนบทกันหมด แต่ละคน ก็หยิบจับแบกหามอะไรไม่ได้ แถมยังต้องมาแบ่งเสบียงอาหารของพวกชาวบ้านไปอีก” หญิงอีกคนพูดขึ้น
“นั่นสิๆ พวกปัญญาชนหญิงก็แต่งตัวล่อหน้าล่อตา วันๆ เอาแต่ยั่วยวนพวกหนุ่มๆ ในหมู่บ้านเราจนหัวปั่นไปหมด ลูกสาวฉันเลยพลอยหาคู่ยากไปด้วยเลย”
เมื่อแม่หลี่พูดประโยคนี้ออกมา บรรยากาศในการสนทนาก็เงียบลงทันที
ทุกคนต่างพากันพูดไม่ออก แต่ก็มีป้าคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นมา “หลี่ซื่อ เรื่องนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับพวกปัญญาชนนั่นหรอก ลูกสาวบ้านเธอมีข้อเรียกร้องสูงเกินไปต่างหาก”
พูดถึงเรื่องนี้แล้วใครบ้างจะไม่รู้ว่า ‘หลี่หนิงหนิง’ ลูกสาวของอีกฝ่ายเป็นคนยังไง เรียกได้ว่าขี้เกียจยิ่งกว่าพวกปัญญาชนจากเมืองหลวงเสียอีก อายุสิบแปดแล้ว แต่แทบไม่เคยลงนาเลยสักครั้ง
ชาวไร่ชาวนาบ้านไหนเขาจะอยากแต่งงานกับคนแบบนี้ไปเป็นสะใภ้กันล่ะ
แถมหลี่หนิงหนิงยังเป็นเลือกมาก ก่อนหน้านี้เคยมีคนมาสนใจในหน้าตาของเธอและพาไปดูตัวอยู่หลายครั้ง แต่หญิงสาวก็ไม่สนใจ
ถ้าไม่บ่นว่าเขาจน ก็ด่าว่าเขาขี้เหร่
ทั้งที่ตัวเองอ่านหนังสือไม่ออกสักตัว แต่กลับเรียกร้องให้คนอื่นต้องมีการศึกษา และถ้าจะให้ดีต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในเมืองด้วย คำพูดพวกนี้ทำเอาแม่สื่อโกรธจนปากเบี้ยวไปตามๆ กัน
ถึงขนาดนี้แล้ว พวกเขาสองสามีภรรยาก็ยังไม่เคยตำหนิลูกสาวของตัวเองเลยสักคำ แถมตอนนี้ยังโยนความผิดไปให้พวกปัญญาชนจากเมืองหลวงอีก
ถ้าเอาหลี่หนิงหนิงไปเทียบกับพวกปัญญาชน กลายเป็นว่าพวกปัญญาชนดูดีขึ้นมาถนัดตาเลยทีเดียว
เมื่อได้ยินคนอื่นๆ พูดแบบนั้น แม่หลี่ก็ชักสีหน้าทันที “พวกเธอจะไปรู้อะไร ลูกสาวฉันสวยขนาดนี้ เลือกมากหน่อยมันจะแปลกตรงไหน!”
“แต่หนิงหนิงอายุสิบแปดแล้วนะ ตอนนี้ยังไม่ได้หมั้นหมายเลย ในอนาคตต่อไปจะทำยังไง” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น
“สิบแปดแล้วยังไงล่ะ ฉันเลี้ยงได้ ต่อไปก็ยังมีน้องชายของเธอคอยดูแลอยู่แล้ว ไม่ต้องให้พวกเธอมาเดือดร้อนแทนเลย!”
แม่หลี่ไม่อยากคุยกับเพื่อนร่วมหมู่บ้านอีกแล้ว เธอเก็บข้าวของเตรียมจะเดินหนีไป
แต่ในจังหวะนั้นเอง หัวหน้าหมู่บ้านก็ขับเกวียนวัวกลับมาพอดี
บนเกวียนด้านหลังมีกลุ่มปัญญาชนที่เพิ่งลงมาชนบทในครั้งนี้ มีชายสามคน และหญิงสองคน ปัญญาชนรุ่นนี้ แต่ละคนหน้าตาหล่อเหลาสวยงามกันทั้งนั้น
เสื้อผ้าของพวกเขาดูเรียบกริบ สะอาดสะอ้าน มองไกลๆ ไม่เห็นรอยปะเลยแม้แต่นิดเดียว
แม่หลี่กลอกตาไปมา เท้าที่จะเดินหนีหยุดกะทันหัน เธอรีบเดินตามไปดูความคึกคักที่บ้านพักของเหล่าปัญญาชนทันที
หัวหน้าหมู่บ้านเพิ่งพาทุกคนมาถึงหน้าประตูบ้านพัก พวกชาวบ้านก็มารุมล้อม ชะโงกหน้ามองเข้ามาด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น
‘ฉู่เหล่ย’ ขมวดคิ้ว ชายหนุ่มไม่นึกเลยว่าชนบทจะเป็นแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นชินเป็นอย่างมาก
ชายหนุ่มปรายตามองหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านเห็นดังนั้นก็รีบก้าวออกมาไล่คน "ไม่เคยเห็นปัญญาชนกันหรือไง มองอะไรกัน กลับไปทำงานให้หมด ไม่อย่างนั้นผมจะหักแต้มค่าแรงพวกคุณนะ!"
ชาวบ้านที่มุงอยู่พอได้ยินแบบนั้นก็วงแตกทันที เพราะแต้มค่าแรงคือรายได้หลักของพวกเขา ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง
แม่หลี่เดินรั้งท้ายอย่างอ้อยอิ่ง และเห็นว่าหัวหน้าหมู่บ้านหันไปประจบเอาใจปัญญาชนชายที่อยู่ตรงกลางคนนั้น เธอตาไวมากและสังเกตเห็นว่าที่ข้อมือของเขามีนาฬิกาเรือนหนึ่งอยู่ด้วย
แม้เธอจะดูไม่ออกว่านาฬิกานั้นราคาเท่าไหร่ แต่ดูยังไงก็ไม่ใช่ของราคาถูกแน่ๆ ยิ่งเห็นท่าทางของหัวหน้าหมู่บ้านด้วยแล้ว ฐานะของฝ่ายชายคงจะไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
แม่หลี่เก็บความตื่นเต้นไว้ในใจแล้วรีบเดินกลับบ้านไปทันที
"สหายฉู่ พวกคุณดูสิ ข้างหน้านั่นคือบ้านพักปัญญาชน แต่บอกตามตรงนะ ตอนนี้ปัญญาชนที่ลงมาชนบทมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทางคอมมูนก็ไม่ได้จัดสรรงบมาให้ ที่พักอาจจะเบียดเสียดกันหน่อย พวกคุณอย่าถือสากันเลยนะ"
จี้หานได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว "พี่เหล่ย พวกเราจะพักที่นี่จริงเหรอครับ"
"ถ้าไม่พักที่นี่ นายจะไปพักที่ไหนล่ะ" ฉู่เหล่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขามองไปยังที่ว่างข้างๆ ก่อนจะหันไปถามหัวหน้าหมู่บ้าน "หัวหน้าหมู่บ้าน ถ้าผมอยากจะสร้างบ้านเอง ทางกองผลิตจะอนุมัติที่ดินให้ผมได้ไหมครับ"
ฉู่เหล่ยยังมีเงินติดตัวอยู่บ้าง และไม่รู้ว่าจะได้กลับเมืองหลวงเมื่อไหร่ ปีหน้าก็น่าจะมีคนมาเพิ่มอีก การเบียดเสียดกันอยู่แบบนี้คงไม่ใช่ทางออกที่ดี
หัวหน้าหมู่บ้านฟังแล้วก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "อันที่จริงมันก็ได้อยู่หรอก แต่ถ้าถึงเวลาพวกคุณได้กลับเข้าเมือง บ้านหลังนี้ต้องตกเป็นของกองผลิตนะครับ"
"แน่นอนครับผมเข้าใจดี งั้นรบกวนหัวหน้าหมู่บ้านช่วยอนุมัติที่ดินให้สักสองแปลง แล้วก็ช่วยหาคนมาสร้างบ้านให้ด้วยนะครับ ผมอยากจะแยกออกมาอยู่เองต่างหาก"
"ได้ๆๆ เดี๋ยวผมไปจัดการให้ตอนนี้เลย พวกคุณจัดของกันไปก่อนนะ ถ้าไม่มีธัญพืชก็มาเบิกล่วงหน้าจากกองผลิตก่อนได้ แล้วค่อยใช้แต้มค่าแรงหักคืนทีหลัง ถ้ายังขาดเหลืออะไร ที่หน้าหมู่บ้านมีสหกรณ์เล็กๆ อยู่ พวกคุณไปหาซื้อเอาเองได้เลย"
พูดจบหัวหน้าหมู่บ้านก็ยิ้มหน้าบานเดินจากไป
ไม่นึกเลยว่าปัญญาชนพวกนี้จะใจใหญ่ถึงขั้นอยากสร้างบ้านเอง ตามข่าววงในที่เขาได้รับมา อีกไม่นานเบื้องบนก็จะฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ปัญญาชนพวกนี้คงจะอยู่ที่นี้ไม่นานหรอก สุดท้ายบ้านที่สร้างไว้ก็ต้องตกเป็นของกองผลิตอยู่ดี คิดแล้วเขาก็รู้สึกมีความสุขจริงๆ
เมื่อเห็นว่าหัวหน้าหมู่บ้านเดินออกไปไกลแล้ว ฉู่เหล่ยก็หันมาพูดกับเพื่อนๆ ในกลุ่มปัญญาชน"คำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านเมื่อครู่ พวกนายก็ได้ยินแล้ว เราไม่รู้ว่าจะต้องติดอยู่ที่นี่นานแค่ไหน ส่วนตัวฉันจะสร้างบ้านอยู่เอง มีที่ดินเหลือข้างๆ ถ้าพวกนายอยากสร้างก็มาสร้างด้วยกัน เลือกเอาตามสะดวกเลย"
"ครับ ๆ พวกผมจะไปสร้างบ้านข้างๆ พี่เหล่ย"
"ใช่ค่ะ พี่เหล่ย พวกเราฟังพี่ค่ะ พวกเราก็จะสร้างบ้านเหมือนกัน"
พวกเขาเติบโตมาจากชุมชนทหาร ย่อมต้องอยู่รวมกลุ่มด้วยกัน อีกอย่างพวกเขาก็ไม่ใช่คนขาดแคลนเงินทองอยู่แล้ว
ฉูเหล่ยพยักหน้ารับ "ตกลง งั้นเก็บของก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านเรื่องค่าใช้จ่าย"
…..
ฝ่ายแม่หลี่นึกถึงปัญญาชนชายคนนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งพึงพอใจ เธอเดินยิ้มกริ่มกลับบ้านไปจนถึงห้องของหลี่หนิงหนิง "โธ่ ลูกรักของแม่ ตื่นเร็วเข้า"
หลี่หนิงหนิงยังคงงัวเงียอยู่ พอได้ยินเสียงแม่เธอก็ปรือตาขึ้นถาม "แม่ มีอะไรเหรอคะ"
"แม่จะบอกให้ กองผลิตเรามีปัญญาชนมาใหม่อีกแล้วนะ"
"มันแปลกตรงไหนล่ะแม่ ก็มีคนลงมาที่ชนบททุกปีอยู่แล้วนี่คะ"
"คราวนี้ไม่เหมือนกันลูกรัก แม่บอกเลยนะ คราวนี้มีคนหนึ่งหล่อเหลาเอาการเชียวล่ะ แถมที่ข้อมือยังสวมนาฬิกาด้วย หัวหน้าหมู่บ้านยังเกรงใจเขาเลย แม่ว่าฐานะทางบ้านของเขาคงจะไม่ธรรมดาแน่ๆ"
พอหลี่หนิงหนิงได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เธอลุกขึ้นนั่งพรวด "แม่ พูดจริงเหรอคะ"
"แม่จะหลอกลูกทำไมล่ะ แม่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าลูกกับเขาช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน พรุ่งนี้ตอนลูกไปทำงาน เดี๋ยวแม่จะพาแอบไปดูสักหน่อย"
เมื่อหลี่หนิงหนิงได้ยินแม่พูดแบบนี้ ก็เริ่มหวั่นไหวขึ้นมาทันที เธอไม่อยากที่จะอยู่ในชนบทไปตลอดชีวิตหรอก หากว่าปัญญาชนชายคนนั้นฐานะดีและหน้าตาหล่อเหลาอย่างที่ผู้เป็นแม่พูดจริงๆ เธอก็อยากจะลองเสี่ยงดูสักครั้ง