ตอนที่ 20 ลูกพลับ กับดอกเบญจมาศป่า
“ท่านพ่อ นั่นคือ…” หยางจื้อซีชี้ไปที่ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลซึ่งปกคลุมไปด้วยผลไม้สีเหลือง ถ้านางมองไม่ผิดมันควรจะเป็นต้นพลับใช่หรือไม่ แต่เหตุใดถึงไม่มีใครเก็บมัน หรือพวกเขาไม่รู้ว่ามันกินได้
“มันไม่อร่อยอีกทั้งยังมีรสขมและฝาด ไม่มีใครในหมู่บ้านกินมัน” คำพูดของหยางต้าจู้ทำให้หยางจื้อซีดีใจมาก
เอ่อ... แน่นอนว่าผู้คนในอาณาจักรฝูเหลียงไม่มีผู้ใดกินลูกพลับ ต้นนี้น่าจะมีหลายร้อยลูกบนต้น เพียงแค่ต้นนี้ต้นเดียว ดวงตาของหยางจื้อซีหรี่ลงเป็นเส้นตรง ภายในหัวนางเห็นก้อนเงินกำลังโบกมือให้นางอยู่ หากมีใครรู้ความคิดของนางในตอนนี้ ทุกคนคงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นางอยากได้เงินจนเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ
หากหยางจื้อซีคาดคะเนไม่ผิด น่าจะเป็นเพราะว่าผู้คนในอาณาจักรฝูเหลียงไม่รู้ว่าลูกพลับจะต้องปอกเปลือกและกินหลังจากที่ปอกลูกพลับและสิ่งที่กินได้คือเนื้อข้างใน ทุกคนต้องเริ่มกินลูกพลับก่อนที่จะสุกเกินไป ลูกพลับคือหนึ่งในผลไม้สุดโปรดของหยางจื้อซี มันมีกลิ่นที่หอม เนื้อสัมผัสนุ่มและหวาน แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว
“น้องสาว นี่นับเป็นสมบัติด้วยรึ ?” หยางจื้อหมิงยืนอยู่ใกล้กับหยางจื้อซีมากที่สุด และมองเห็นพฤติกรรมของน้องสาวได้ชัดเจนที่สุด เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ชาย หยางจื้อห่าวก็มองดูน้องสาวของเขาอย่างคาดหวัง เกาลัดตุ๋นกับไก่ฟ้าเมื่อคืนนี้แทบจะทำให้หยางจื้อห่าวกลืนลิ้นของเขาเข้าไปด้วย และทุกคนในบ้านก็คิดเช่นเดียวกับหยางจื้อห่าว ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะเป็นพ่อลูกกันได้อย่างไร ? หยางจื้อซีมองเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง นางก็แอบหัวเราะพี่ชายอยู่ในใจ และตอบคำถามของพี่ชายทันที
“ใช่แล้วล่ะ มันคือสมบัติ” หยางจื้อซีกระแอมและพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดต่อไปอีกว่า “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง ผลไม้นี้เรียกว่าลูกพลับ มันสามารถทำเป็นลูกพลับตากแห้งแสนอร่อยได้ นอกจากนี้เรายังสามารถนำมันไปขายในเมืองได้เช่นกัน จะต้องมีคนชอบกินมันมากมายอย่างแน่นอน”
หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ หยางต้าจู้ หยางจื้อหมิง หยางจื้อห่าว พ่อและลูกชายของเขาต่างก็เชื่อคำพูดของหยางจื้อซีจนหมดใจ เมื่อนางเห็นว่าทุกคนไม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับลูกพลับแล้วนางจึงพูดขึ้นว่า
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง อย่ามัวชักช้าอยู่เลยรีบลงมือเก็บลูกพลับกันเถอะ” หยางจื้อห่าวที่รอมานานจนแทบจะหมดความอดทนแล้ว ดังนั้นเมื่อได้ยินน้องสาวบอกว่าให้เก็บลูกพลับเขาจึงพร้อมที่จะทำมันทันที เขาปีนขึ้นไปบนต้นลูกพลับ สำหรับการปีนต้นไม้ถือว่าเป็นเรื่องง่ายของเด็กทุกคนในหมู่บ้าน
“พี่รอง ระวังอย่าให้ตกลงมา ระวังอย่าทำให้มันแตกหรือเสียหาย ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นของไร้ประโยชน์” หยางจื้อซีตะโกนอยู่ใต้ต้นพลับ และเตือนพี่ชายอย่างไม่สบายใจ
“ไม่เป็นไร พี่รองรู้ว่าต้องทำยังไง ท่านพ่อช่วยรีบมาเก็บลูกพลับใต้ต้นไม้หน่อย” หยางจื้อห่าวพูดอย่างใจเย็น
“มาแล้ว มาแล้ว” หยางจื้อหมิงวิ่งมาถึงก่อน
“จื้อซี พ่อจะไปเก็บลูกพลับกับพี่ใหญ่และพี่รองของเจ้า ส่วนเจ้าให้นั่งรออยู่ที่นี่ หากว่าเจ้าเบื่อที่จะนั่งรอ เจ้าสามารถเดินไปรอบๆ แถวนี้ได้ แต่อย่าไปไกลจนเกินไปมันอันตรายรู้หรือไม่ บนภูเขามีสัตว์ป่าดุร้ายมากมาย” หยางต้าจู้บอกกับลูกสาวของเขา
หยางจื้อซีพยักหน้าและพูดว่า “อย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าจะคอยดูพวกท่านจากด้านข้าง ข้าจะไม่ไปไหน” เนื่องจากการค้นพบเมื่อวานนี้ หยางจื้อซีจึงหยิบถุงผ้ามาอีกหลายใบเมื่อขึ้นมาบนภูเขาในวันนี้ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีถุงไม่เพียงพอ
หยางจื้อซีรู้ว่าพ่อของนางและพี่ชายทั้งสองคนสามารถเก็บลูกพลับได้เร็วมาก ดังนั้นนางจึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วยเก็บ หยางจื้อซีจึงได้แต่มองไปรอบๆ อย่างตั้งใจและหวังว่าจะพบเจออะไรที่สามารถกินได้อีก เมื่อมองดูทั้งสองข้างทางมันเต็มไปด้วยกลุ่มดอกเบญจมาศสีทองกำลังเบ่งบานเต็มที่อยู่ในขณะนี้ แม้ว่าดอกเบญจมาศจะไม่สวยงามและไม่สวยเท่ากับดอกไม้ที่ปลูกขึ้นมา แต่ดอกเบญจมาศป่าพวกนี้มีรสชาติดีมากและมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง เมื่อพวกมันถูกนำไปตากแห้งและทำเป็นชาดอกเบญจมาศ
หยางจื้อซีจำได้ว่าเบญจมาศป่าดูเหมือนจะถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทางการแพทย์ และยังสามารถนำไปใช้ทำชาได้ ในขณะนั้นเองหยางจื้อซีตัดสินใจเลือกดอกเบญจมาศป่าเพื่อนำกลับบ้านไปตากให้แห้ง เท่านี้นางก็จะมีชาดอกเบญจมาศดื่ม สรรพคุณของชาเบญจมาศช่วยดับร้อนและขับพิษได้
เมื่อตัดสินใจได้แล้วหยางจื้อซีก็ยุ่งอยู่กับการเลือกเก็บดอกเบญจมาศป่า นางเดินไปหยิบกระเป๋าผ้าใบเล็ก ก้มลงหยิบดอกเบญจมาศป่าข้างทาง เด็กหญิงเดินไปมา เดินไปรอบๆ และเด็ดดอกไม้ด้วยความรวดเร็ว มือเล็กๆ ของนางที่ยุ่งอยู่กับการเด็ดดอกเบญจมาศป่าที่มีสีสันสวยงาม นางเลือกที่จะเก็บดอกที่ยังตูมและแย้มบานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดอกเบญจมาศป่าที่บานเต็มที่แล้วใช้ชงชาได้ไม่ดีเท่าดอกตูมและดอกที่เพิ่งแย้มบานเล็กน้อย ส่วนดอกบานเต็มที่เหมาะแก่การนำไปทำหมอน วันนี้มีเวลาไม่พอที่จะเก็บดอกที่บานแล้วพวกนี้ จำเป็นจะต้องรอจนกว่าจะมีเวลามาเก็บอีกครั้ง ก่อนที่อาหารและเสื้อผ้าจะได้รับการแก้ไข ทุกอย่างในบ้านก็ดูว่างเปล่าจริงๆ
ดอกเบญจมาศสีเหลืองทองเล็กๆ บานสะพรั่งและพลิ้วไหวไปตามลม ทำให้ผู้ที่เห็นรู้สึกสดชื่นไม่น้อย ดอกไม้พลิ้วไหวไปกับสายลมและส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่หยางจื้อซีกลับรู้สึกว่ามันเป็นภาพที่งดงามมาก นางนำดอกเบญจมาศป่าบานมาถักทำมงกุฎสวมศีรษะของตัวเองอย่างมีความสุข เมื่ออดใจไม่ไหวเพราะความสวยของดอกเบญจมาศป่าในขณะนี้ หยางจื้อซีเป็นเหมือนเจ้าหญิงตัวเล็กๆ ยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุข
“ท่านพ่อขอรับ น้องสาวของพวกเราไม่ได้ยิ้มอย่างมีความสุขเช่นนี้มานานแล้ว” หยางจื้อหมิงซึ่งอยู่ไม่ไกล มองใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสของหยางจื้อซี และรู้สึกว่าจมูกของเขาเจ็บและเขาอยากจะร้องไห้ มันนานมากแล้วที่เขาไม่เคยเห็นรอยยิ้มของน้องสาวที่เต็มไปด้วยความสุขเช่นนี้ ภาพที่เห็นตรงหน้ามันทำให้เขาอยากร้องไห้จริงๆ
“ไม่เป็นไร เจ้าใหญ่ ลูกเป็นพี่ชาย ตราบใดที่ลูกรักและดูแลน้องสาวของลูกให้มากขึ้น ในอนาคตพ่อเชื่อว่าน้องสาวของเจ้าจะยิ้มอย่างมีความสุขเหมือนเช่นวันนี้” หยางต้าจู้มองดูรอยยิ้มที่สดใสของลูกสาวของเขา และหัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยความสุข ที่ผ่านมาเขาโทษตัวเองว่าเป็นพ่อที่ไร้ประโยชน์ ทำให้ลูกๆ ต้องทนทุกข์ลำบากไปพร้อมกับเขา
“ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้าจะทำดีกับน้องสาวของข้าตลอดชีวิต” หยางจื้อหมิงพยักหน้าอย่างจริงจังและตอบ
“ท่านพ่อ ข้าเองก็จะดีกับน้องสาวและดูแลนางไปตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน ข้าจะปกป้องดูแลน้องสาวให้ดี และจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกน้องสาวของข้าได้” หยางจื้อห่าว
ในตอนที่พ่อและลูกชายกำลังคุยกันอยู่นั้น หยางจื้อซีได้บังเอิญเห็นไก่ฟ้าหลายตัวกำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหารอยู่ไม่ไกล นางรีบวิ่งไปที่ต้นพลับเพื่อเรียกพ่อและพี่ชายให้มาจับไก่ฟ้า
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง มีไก่ฟ้าหลายตัวอยู่ทางนี้”
หยางจื้อซีค้นพบสิ่งที่น่าประหลาดใจเมื่อวานนี้ นางพบว่าพี่ใหญ่ของนางเก่งเรื่องการล่าสัตว์มาก และเก่งกว่าท่านพ่อของนางเสียอีก
“เจ้าใหญ่ ลูกไปดูกับน้องสาวก่อน” หยางต้าจู้พยักหน้าให้หยางจื้อหมิงซึ่งดูลังเล จากนั้นเขาก็พูดต่อไปว่า “อย่างไรก็ตาม ลูกพลับเหล่านี้เกือบจะถูกเก็บหมดแล้ว แค่มีพ่อและน้องชายของเจ้าอยู่ที่นี่ก็เพียงพอแล้ว แต่เจ้าต้องระวังความปลอดภัยของตัวเองและน้องสาวด้วย เจ้ารู้หรือไม่”
“ข้ารู้ขอรับท่านพ่อ” หยางจื้อหมิงวางลูกพลับในมือลง หยิบคันธนูและลูกธนูที่ทำเองไว้ในมือ แล้วเดินช้าๆ ไปยังทิศทางที่หยางจื้อซีบอกเอาไว้
“พี่ใหญ่ รอข้าด้วย” หยางจื้อซีวิ่งตามหลังพี่ชายไปด้วยความรีบร้อน
“น้องสาวอย่าวิ่ง ประเดี๋ยวจะหกล้มเอาได้” หยางจื้อหมิงหยุดเดินเพื่อรอให้น้องสาวตามทัน
เมื่อสองพี่น้องไปถึงก็พบว่าไก่ฟ้าทั้งฝูงกำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหารโดยไม่ทันได้ระวังว่าจะมีใครมาทำอันตรายพวกมันเลย หยางจื้อหมิงเล็งธนูไปที่ไก่ฟ้าที่ตัวใหญ่ที่สุด และมีหยางจื้อซีที่คอยลุ้นพร้อมๆ กับการให้กำลังใจพี่ชายอยู่ข้างๆ ด้วยร่างกายที่อ่อนแอนี้ หากได้กินเนื้อสัตว์บำรุงร่างกายบ้างก็คงจะดีขึ้นไม่น้อย
นางไม่แน่ใจว่าความสามารถของนางที่ติดตัวมาจากชาติที่แล้วยังมีอยู่มากน้อยแค่ไหน เพราะตอนที่นางเดินทางข้ามเวลามาในครั้งแรกนั้น พละกำลังของนางมหาศาล นอกจากนี้นางยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์จนถึงขั้นปรมาจารย์แล้ว แต่พอหยางจื้อซีอีกคนกลับเข้าร่างเดิมของตัวเอง ทำให้นางต้องเดินทางข้ามเวลาอีกครั้งและมาอยู่ในร่างของหยางจื้อซีที่แสนอ่อนแอคนนี้ ทำให้หยางจื้อซีคนนั้นได้รับสืบทอดความสามารถของนางไป สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งนางเสียจริง
อีกอย่างนางไม่มีเวลาได้ทดสอบพละกำลังของตัวเองเลย เพราะมาเกิดใหม่ในครอบครัวที่รักลูกสาว ดูแลลูกสาวเหมือนไข่ในหินเช่นนี้ ซึ่งแตกต่างจากครั้งแรกที่ได้เกิดใหม่ ที่มีปู่ย่าตายายและญาติที่น่ารังเกียจ นึกไปถึงตอนนั้นที่นางจับพวกเขาโยนลงแม่น้ำเพื่อแก้แค้นให้กับเจ้าของร่างเดิมมันช่างสาแก่ใจจริงๆ
ในตอนที่หยางจื้อซีกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น หยางจื้อหมิงก็ได้ยิงไก่ฟ้าไปแล้วถึงสามตัว ส่วนตัวที่เหลือบินหนีไป เขาค้นหาดูรอบๆ ก็พบรังไก่ฟ้าที่มีไข่อยู่มากกว่ายี่สิบฟอง ทำให้หยางจื้อหมิงดีใจมาก ไข่เป็นสิ่งที่บำรุงร่างกายได้ดี เช่นนี้แล้วน้องสาวและท่านปู่จะได้กินไข่เพื่อบำรุงร่างกายไปอีกหลายวัน
“น้องสาวดูสิ ที่นี่มีไข่มากมาย เจ้ากับท่านปู่จะได้กินเพื่อบำรุงร่างกาย”
“ไข่จริงๆ ด้วย พี่ใหญ่เก่งมากเจ้าค่ะ”
