ตอนที่ 12 สวรรค์ท่านล้อข้าเล่นใช่หรือไม่
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่หยางจื้อซีจับบ้านใหญ่โยนลงแม่น้ำในวันนั้น คนบ้านใหญ่ก็ไม่กล้ามาหาเรื่องพวกนางพี่น้องอีก เงินที่ได้จากม่อหลิงเจ๋อ นางนำไปซื้อยาให้ท่านแม่ และเตรียมตัวส่งน้องชายเข้าสำนักศึกษา วันนี้เป็นวันที่ม่อหลิงเจ๋อตกลงกับนางว่าจะให้คนนำเงินมาให้นาง หลังจากกินมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว หยางจื้อซีก็ขึ้นเขาไปยังจุดนัดพบทันที เมื่อนางไปถึงก็พบว่ามีคนมารอนางอยู่ก่อนแล้ว
“แม่นางจื้อซี นี่เป็นตั๋วเงินทั้งหมดที่ท่านแม่ทัพของพวกเราได้เตรียมเอาไว้ให้ท่าน ท่านลองนับดูก่อนว่าครบหรือไม่”
“ข้าไม่จำเป็นต้องนับ ข้าเชื่อในตัวท่านแม่ทัพ”
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน แม่นางจื้อซีรักษาตัวด้วย”
“ท่านเองก็เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ หากมีเรื่องต้องการให้ข้าช่วย มาหาข้าที่หมู่บ้านได้เลย หากเป็นเรื่องที่ข้าสามารถช่วยได้ ข้าย่อมยินดีช่วยเจ้าค่ะ ฝากท่านขอบคุณท่านแม่ทัพแทนข้าด้วย”
“ได้ ข้าขอตัว”
หลังจากได้เงินมามากมาย หยางจื้อซีคิดว่าอันดับแรกคือต้องซื้อที่ดินเพิ่ม เพียงแต่นางไม่ต้องการทำตัวตระการตาเกินไป ในเมื่อนางมีมากที่สุดคือพละกำลัง เช่นนั้นก็เปิดพื้นที่รกร้างทางด้านหลังบ้านที่ติดกับเชิงเขาย่อมดีที่สุด เปิดพื้นที่รกร้าง สามปีแรกละเว้นภาษี หยางจื้อซีหวังว่าหยางซานหลางท่านพ่อของนางจะกลับมาในเร็ววันนี้
ในโลกคู่ขนานอันไกลโพ้นอีกมิติหนึ่ง หยางจื้อซีเจ้าของร่างเดิมที่วิญญาณหลุดลอยออกจากร่างได้เดินทางข้ามเวลาไปอยู่ในร่างของเด็กหญิงที่มีชื่อเดียวกับนาง หยางจื้อซีที่ป่วยติดเตียงมานับสิบปี ในหมู่บ้านป่าหมอกเช่นเดียวกับที่นางจากมา เพียงแต่ว่านางไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้ และนางเป็นตัวภาระของพ่อแม่และพี่ชายน้องชายมานานหลายปี หยางจื้อซีรู้สึกเสียใจมาก นางอยากกลับไปหาพ่อแม่ของนาง กลับไปหาน้องสาว ถึงแม้ว่าครอบครัวนี้จะไม่มีปู่ย่าตาทวดที่คอยข่มเหงรังแก
แต่ทว่าที่แห่งนี้ครอบครัวหยางสุดแสนจะยากจน ยากจนกว่าครอบครัวเดิมของนาง ในโลกใบนี้ พ่อของนางไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้านในที่ห่างไกล พ่อของเจ้าของร่างเดิมเป็นเพียงชาวนาผู้ซื่อสัตย์ ท่านแม่ของนางไม่ได้ป่วยเหมือนโลกที่นางจากมา เพียงแต่ทำงานหนักและมีอาหารไม่เพียงพอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่ายาและเงินทั้งหมดจ่ายไปกับค่าหมอค่ายาของนาง หยางจื้อซีคิดว่าตัวเองช่างโชคร้ายเสียเหลือเกิน นางอยากกลับบ้าน อยากกลับบ้านเหลือเกิน นางไม่อยากเป็นคนป่วยที่นอนเป็นผัก ไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้เช่นนี้
กลับมาที่หมู่บ้านป่าหมอกแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย หยางจื้อซีหลังจากได้รับเงินแล้วก็เข้าไปในเมืองเพื่อนำเงินไปฝากที่โรงรับฝากเงิน หลังจากนำเงินทั้งหมดไปฝากเอาไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว ในมือนางยังมีเงินตำลึงอีกมาก หยางจื้อซีซื้อข้าวของเอาไว้มากมาย ทั้งข้าวสาร เครื่องปรุง เครื่องเทศ นอกจากนี้ยังมีผ้า ชุดกันหนาว ผ้าห่มของทุกคนในบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ของท่านพ่อที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน นางเพียงอาศัยความทรงจำของร่างเดิมจึงได้รู้สัดส่วนของคนในครอบครัว หลังจากซื้อข้าวของเอาไว้มากมาย หยางจื้อซีจึงไปที่ตลาดค้าสัตว์เพื่อซื้อเกวียนลา เพื่อที่จะได้ขนข้าวของกลับหมู่บ้านไปเสียทีเดียวไม่ต้องนั่งเกวียนรับจ้างกลับหมู่บ้าน ถึงอย่างไรในอนาคตเกวียนลาก็เป็นสิ่งจำเป็นในการเดินทางเข้าเมืองเพื่อขายสัตว์ป่าที่ล่ามาได้
หยางจื้อซีขับเกวียนลาบรรทุกข้าวเต็มเกวียน มุ่งหน้ากลับไปที่หมู่บ้านป่าหมอก ท่ามกลางสายตาอิจฉาของชาวบ้าน บางคนรู้สึกดีใจไปกับครอบครัวของหยางซานหลาง ในที่สุดลูกสาวของเขาก็กลายเป็นคนมีความสามารถถึงแม้ว่านางจะความจำเสื่อมก็ตามที แต่ก็มีชาวบ้านอีกหลายคนที่รู้สึกอิจฉาริษยา แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับไม่กล้าพูดจาไม่ดีต่อหน้าหยางจื้อซีแม้แต่ครึ่งคำ
เช้าวันรุ่งขึ้นในขณะที่หยางจื้อซีขึ้นไปบนภูเขา อยู่ ๆ นางก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี พอเดินขึ้นไปถึงเนินเขาเล็ก ๆ หยางจื้อซีก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย ความเจ็บปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เจ็บจนทนไม่ไหว นางล้มลงและกลิ้งไปมาจนเวลาผ่านไปสองเค่อ อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าร่างกายเบามาก ความรู้สึกเจ็บปวดก่อนหน้านั้นหายเป็นปลิดทิ้ง หยางจื้อซีเกาหัวด้วยความงุนงง
นางหันซ้ายแลขวารู้สึกว่าร่างกายตัวเองเบาเหมือนลอยได้ ทันใดนั้นมองลงไปด้านล่างก็พบว่ามีร่างของเด็กหญิงนอนอยู่ที่พื้น หยางจื้อซีคิดว่าเหตุใดเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงคนนี้เหมือนกับตนเอง แต่เมื่อมองดูหน้าของเด็กคนนั้นแล้วนางก็ต้องตกใจ นั่นมันไม่ใช่ร่างของเด็กผู้หญิงที่นางเดินทางข้ามเวลามาอาศัยอยู่หรอกหรือ เหตุใดตอนนี้นางถึงได้วิญญาณหลุดลอยออกมาแล้ว หรือว่านางจะตายไปแล้วจริง ๆ ยังไม่ทันที่หยางจื้อซีจะคิดหาเหตุผล ก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดที่ไม่สามารถต้านทานได้ หยางจื้อซีที่วิญญาณล่องลอยออกจากร่างนางได้แต่สบถด่าด้วยความโมโห
“สวรรค์ นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน ข้าตายแล้วเกิดใหม่ได้หกวัน ข้าก็ต้องมาตายอีกครั้ง สวรรค์กลั่นแกล้งกันเกินไปแล้ว หากจะให้ข้ามาเกิดใหม่และมีอายุสั้นเพียงนี้ก็อย่าให้ข้าเกิดมาเสียดีกว่า อายุของข้าสั้นกว่ายุงเสียอีก”
หยางจื้อซีหลับตาลงด้วยความปวดใจ นางเสียใจที่ไม่ได้เอาป้ายฝากถอนเงินทิ้งไว้ให้หยางอัน ถึงแม้ว่านางจะเป็นพี่สาวได้เพียงหกวัน แต่นับว่ามีความผูกพันกันนิดหน่อย อย่างน้อย ๆ ก็ให้โอกาสนางได้มอบเงินให้กับครอบครัวบ้าง ทันใดนั้นหยางจื้อซีรู้สึกว่าวิญญาณของนางเหมือนมีใครมาฉุดกระชาก จากนั้นนางก็ไม่รับรู้อะไรอีก
กลับไปที่เนินเขา หยางจื้อซีที่ได้กลับมาเข้าร่างเดิมของตัวเองแทนที่จะเป็นหยางจื้อซีที่ป่วยติดเตียงร้องไห้โฮด้วยความดีใจ ในที่สุดก็ได้กลับมา ในที่สุดก็ได้กลับมาหาครอบครัวแล้ว หลังจากร้องไห้จนพอใจแล้วจู่ ๆ หยางจื้อซีก็รู้สึกปวดหัว จากนั้นความทรงจำบางอย่างก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของนาง ทำให้หยางจื้อซีรู้ว่าหลังจากที่ตัวเองวิญญาณออกจากร่างไปหกวัน ก็มีหญิงสาวจากที่ไหนสักที่ที่เหมือนไม่ใช่คนของโลกนี้มาอาศัยอยู่ในร่างของนาง และช่วยนางระบายความแค้นจากบ้านใหญ่ หลังจากนั้นยังหาเงินเอาไว้มากมาย แต่ด้วยเหตุผลอันใดหยางจื้อซีก็ไม่อาจรู้ได้ ว่าเหตุใดนางจึงได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมกับได้รับความสามารถของหญิงสาวที่มาอยู่ในร่างของนางอีกด้วย
“ขอบคุณสวรรค์ นอกจากจะมีเงินนับหมื่นตำลึงแล้ว ข้ายังได้รับสืบทอดพละกำลังมาด้วย จากนี้ไปคนบ้านใหญ่อย่าหวังจะได้รังแกพวกข้าอีก” หยางจื้อซีออกล่าสัตว์พร้อมทั้งหัวเราะประหนึ่งคนบ้า
ส่วนหยางจื้อซีจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด หลังจากวิญญาณถูกดึงออกจากร่าง วิญญาณได้ล่องลอยมาอยู่ในร่างของหยางจื้อซีในอีกมิติหนึ่ง ใช่แล้ว หยางจื้อซีเดินทางข้ามเวลาอีกครั้ง ครั้งนี้มาอยู่ในร่างของหยางจื้อซีที่ป่วยติดเตียงมาหลายปี แต่ทว่าความสามารถของนางได้หายไปบางส่วน พละกำลังมหาศาลได้หายไป เหลือเพียงน้ำพุวิญญาณเท่านั้น
หยางจื้อซีลืมตาขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง นางอยากให้มันเป็นเพียงแค่ความฝัน จึงได้หลับตาลงและนอนต่อไป เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน นางไม่อาจยอมรับว่านางได้เดินทางข้ามเวลาอีกครั้ง และครั้งนี้สถานการณ์เลวร้ายมาก ครั้งที่แล้วนางมีอายุเพียงหกวันก็ต้องตายอย่างไร้สาเหตุ ครั้งนี้นางจะมีอายุขัยได้กี่วัน
นางไม่อยากจะลุกขึ้นไปดิ้นรนหาอาหารและทำเพื่อครอบครัวอีกแล้ว นอกจากนอนและมีคนนำอาหารมาป้อน หยางจื้อซีไม่เอ่ยปากคุยกับใคร เพราะนางคิดว่าตัวเองคงจะตายอีกครั้งในเวลาไม่นาน เพราะร่างที่วิญญาณของนางมาอาศัยอยู่ในครั้งนี้ป่วยติดเตียงนอนเป็นผักมาหลายปีแล้ว คิดว่าอีกไม่นานคงจะตายไป ไหน ๆ ก็จะตายแล้วไม่สู้นอนอยู่นิ่ง ๆ เสียดีกว่า
หลังจากนอนอยู่สิบกว่าวัน หยางจื้อซีลืมตาขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้ ในที่สุดหยางจื้อซีก็คิดว่านี่คงจะเป็นร่างสุดท้ายแล้ว และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เกิดใหม่ เมื่อมองดูไปรอบ ๆ บ้านหลังนี้กลับไม่พบเจออะไรเลย บ้านที่สามารถพูดได้คำเดียวว่า โทรม โทรม โทรม และโทรมมาก ด้วยสภาพบ้านเช่นนี้จะสามารถผ่านร้อนผ่านหนาวไปได้เช่นไร หลังคามีรูรั่วขนาดใหญ่ ดีที่ไม่ใช่หน้าฝน เกิดใหม่ทั้งทีเป็นคนป่วยติดเตียงก็นับว่าแย่แล้ว แต่สภาพครอบครัวแย่กว่าครั้งที่แล้วอีก หยางจื้อซีได้แต่ถอนหายใจและยอมรับชะตากรรมของตนเอง
“สิ่งแรกที่ข้าต้องทำคือ ต้องรักษาตัวเองให้หายก่อนสินะ” หยางจื้อซีเรียกน้ำพุวิญญาณออกมาและรีบดื่มลงไปก่อนที่จะมีใครเข้ามาเห็น ในตอนที่หยางจื้อซีที่กำลังจะหลับตาลงนอนอีกครั้งก็มีหญิงวัยกลางคนเปิดประตูเข้ามา
หญิงวัยกลางคน สวมเสื้อคลุมสีฟ้าเก่า ๆ คลุมด้วยผ้าท่อนล่าง มีกระโปรงสีเดียวกัน มีเข็มขัดสีดำผูกอยู่รอบเอว มีปิ่นปักผมที่ทำจากไม้ปักอยู่บนมวยผม เอ่อ... เห็นได้ชัดว่าเป็นชุดของผู้หญิงโบราณ
หญิงวัยกลางคนเดินไปที่เตียงและนั่งลง ใบหน้าที่แห้งผากและคล้ำเล็กน้อยยังคงมีน้ำตา เมื่อมองดูเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่นอนอยู่บนเตียง อาการเจ็บจมูกและน้ำตาของนางก็อดไม่ได้ที่จะไหลอีกครั้ง จากนั้นนางก็พูดว่า
“จื้อซี แม่ขอโทษ แม่เป็นแม่ที่ไร้ประโยชน์ ทำให้เจ้าต้องทุกข์ทรมาน” หญิงวัยกลางคนกุมมือเล็ก ๆ ของเด็กหญิงเอาไว้ และร้องไห้เงียบ ๆ หยางจื้อซีไม่รู้ว่าจะปลอบใจหญิงวัยกลางคนคนนี้อย่างไรดี ดูเหมือนว่านางจะเป็นแม่ที่รักลูกสาวมาก
“ท่านแม่”
“จื้อซีเจ้าตื่นแล้ว แม่ทำให้ลูกตื่นใช่หรือไม่” หญิงวัยกลางคนพูดด้วยความประหลาดใจ ขณะเดียวกันนางก็หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกจากอกเสื้อ และเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เบา ๆ
“จื้อซี นอนลง ทำตัวดี ๆ ว่าง่าย ๆ ประเดี๋ยวแม่จะไปทำอาหารอร่อย ๆ ให้เจ้าได้กิน” ทันทีที่พูดจบ หญิงวัยกลางคนก็จากไปราวกับลมกระโชกแรง
หญิงวัยกลางคนที่เพิ่งจากไปในขณะนี้ไม่รู้ว่าเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่นอนอยู่บนเตียงไม่ใช่หยางจื้อซีลูกสาวของนางอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นวิญญาณที่มาจากโลกอนาคตในอีกหนึ่งพันปีข้างหน้า เป็นหญิงสาวที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับลูกสาวของนาง หยางจื้อซี
