4 พันธะเสน่หา
มาริสายืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าโต๊ะทำงานของกฤตดนัย ใบหน้าซีดเผือดราวกับไร้เลือด คำพูดของเขาดังก้องอยู่ในโสตประสาท เธอไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากพยักหน้ารับคำอย่างจำนน อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้คืนเขา หรือทำให้แม่ต้องเดือดร้อน
“ถ้าเธออยากฝึกงานจบ ก็ไม่ต้องถาม” เสียงทุ้มต่ำของกฤตดนัยเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เป็นการตอกย้ำถึงอำนาจที่เขามีเหนือเธอ
“แล้วฉันต้องทำไปถึงเมื่อไหร่กัน ถึงจะใช้หนี้คุณหมด” เธอถามออกไปอย่างสิ้นหวัง
“ฉันให้เธอทำงานให้ฉันจนครบหนึ่งปี โอเคไหม แต่ไม่ใช่แค่ทำความสะอาดห้องนี้หรอกนะ ต้องห้องนอนของฉันด้วย”
มาริสาเริ่มคิดหนัก เธอรู้ดีว่านี่คือบ่วงที่เขาโยนมาคล้องเธอไว้ แต่ก็จำต้องยอมรับมันอย่างจำนน หวังเพียงว่าคงไม่มีเรื่องเอาตัวเข้าแลกมาเกี่ยวข้องหรอกนะ แล้วเธอจะไว้ใจเขาได้อย่างไร ขนาดเมื่อคืนนี้เขายังลวนลามเธอ!
“วันนี้เธอเริ่มฝึกงานที่ห้องทำงานฉันเลย” กฤตดนัยออกคำสั่ง
“ค่ะ”
หลังจากฝึกงานจนครบชั่วโมง ชีวิตของมาริสาก็ไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ เธอต้องตื่นแต่เช้าไปเรียนหนังสือ จากนั้นก็ต้องมาทำงานใช้หนี้ให้กับกฤตดนัยที่ห้องทำงานของเขา บางวันก็ลามไปถึงห้องนอนของเขาด้วย
กฤตดนัยใช้งานเธออย่างหนักหน่วงราวกับจะแก้แค้นเรื่องคืนนั้น เขาสั่งให้เธอทำความสะอาดห้องทำงาน จัดเอกสาร ชงกาแฟ และงานจิปาถะอื่นๆ อีกมากมาย บางครั้งก็เป็นงานบ้านที่คอนโดของเขา มาริสาไม่เคยปริปากบ่น เธอทำทุกอย่างตามที่เขาสั่ง ขอเพียงอย่างเดียว อย่าลุ่มล่ามกับเธอก็พอ
ภายในคอนโดมิเนียมเพนต์เฮาส์หรูที่ตบแต่งด้วยโทนสีขรึมและเฟอร์นิเจอร์นำเข้า บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของ มาริสา ที่กำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดถูโต๊ะรับประทานอาหารหินอ่อนอิตาลีอย่างตั้งใจ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมตามไรผมสีน้ำตาลอ่อน ทำให้เธอดูเย้ายวนอย่างเป็นธรรมชาติในสายตาของเจ้าของห้อง
กฤตดนัย ยืนกอดอกพิงผนังกระจกบานใหญ่ มองดูร่างอ้อนแอ้นในชุดนักศึกษาที่รัดรึงเน้นสัดส่วนเว้าโค้ง ขยับเขยื้อนไปตามแรงเช็ด สายตาคมกริบของเขาไล่โลมไปตามแผ่นหลังบางและสะโพกกลมกลึงอย่างเปิดเผย ความจริงแล้วโต๊ะตัวนั้นสะอาดไร้ที่ติจนเงาวับ แต่ความปรารถนาที่พลุ่งพล่านในอกทำให้เขาหาเรื่องเหนี่ยวรั้งเธอไว้
“ริสา!!... ตรงนี้ยังไม่สะอาดเลยนะ” เสียงทุ้มต่ำพร่าเล็กน้อยเอ่ยขึ้นพลางชี้นิ้วลงบนพื้นผิวหินอ่อนที่ว่างเปล่า
มาริสาชะงักมือ ตวัดสายตามองเขาตาขวางอย่างนึกโมโห รู้อยู่เต็มอกว่าเขาแค่กลั่นแกล้ง แต่ความเหนื่อยล้าจากการทำงานบ้านสารพัดอย่างบวกกับความกดดันจากการเป็นหนี้ทำให้เธอไม่มีแรงพอจะต่อปากต่อคำ หญิงสาวถอนหายใจยาวเหยียด ยอมเดินเข้าไปใกล้ตรงจุดที่เขาบอกว่าไม่สะอาดเพื่อตัดรำคาญ อยากทำหน้าที่ให้เสร็จๆ ไปเสียที
ทันทีที่เธอขยับเข้าไปในระยะประชิด กฤตดนัยก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ แขนแกร่งตวัดรวบเอวบางไว้แน่น กลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนมผสมกลิ่นอายบุรุษเพศของเขาจู่โจมประสาทสัมผัสของเธอจนมึนงง เพียงเสี้ยววินาที ร่างของเธอก็ลอยหวือลงไปนั่งเกยอยู่บนตักกว้างของเขา
“อุ๊ย! คุณกฤตดนัย!” มาริสาร้องอุทาน หน้าแดงซ่าน พยายามดิ้นรนออกจากพันธนาการ
เขาไม่ฟังเสียง ใบหน้าหล่อเหลาซุกไซ้ลงที่ลำคอระหง สูดดมความหอมละมุนแบบสาวแรกรุ่นอย่างหิวกระหาย ก่อนจะกดจูบหนักๆ ลงบนแก้มนวลใสจนเกิดเสียงดัง ฟอด ใหญ่ ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเป่ารดใบหู ทำให้รอยเสียวซ่านแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
“นอนกับฉันสิ... ริสา” เขาซุบซิบชิดใบหู น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยแรงอารมณ์
“ถ้าไม่อยากเหนื่อยแบบนี้ ยอมเป็นของฉัน แล้วฉันจะยกหนี้ทั้งหมดให้”
คำเสนอข้อแลกเปลี่ยนที่ตรงไปตรงมาทำให้นาริสาตัวสั่นเทา ไม่ใช่ด้วยความสมยอม แต่ด้วยความอดสู ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกัน ก่อนที่เธอจะรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของเขา
“ฉันยอมเหนื่อยค่ะ... และถ้าคุณลวนลามฉันแบบนี้อีก ฉันจะคิดเงินเพิ่ม!” เธอตอบกลับเสียงแข็ง นัยน์ตากลมโตฉายแววดื้อรั้นอย่างชัดเจน แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว
กฤตดนัยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากอย่างนึกเอ็นดูในความพยศของคนบนตัก สายตาคมกริบจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่เพิ่งเอ่ยประโยคอวดดีออกมาอย่างนึกอยากจะบดจูบให้หายหมั่นไส้
“สำหรับเธอ... อะไรมันก็เป็นเงินเป็นทองไปหมดสินะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบพลางกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น บดเบียดร่างกายแข็งแกร่งเข้าหาร่างนุ่มนิ่มอย่างจงใจ
วันต่อมาความอยากรู้เกี่ยวกับตัวเธอเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของกฤตดนัย เขาอยากรู้ว่าเธอจะไปไหนในวันหยุดที่แสนมีค่านี้ เขาจึงตัดสินใจขับรถตามไปดักรอเธอที่มหาวิทยาลัย และภาพที่เห็นก็ทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ
มาริสากำลังนั่งคุยกับผู้ชายคนหนึ่งอย่างสนิทสนม หัวเราะต่อกระซิกกันอย่างอารมณ์ดี ผิดกับท่าทางเย็นชาที่เธอแสดงออกกับเขาอย่างสิ้นเชิง กฤตดนัยไม่เคยเห็นเธอยิ้มหรือหัวเราะแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกหงุดหงิดและหึงหวงที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเริ่มกัดกินหัวใจของเขา
“หึ!!..ที่แท้ก็มาระริกระรี้กับผู้ชาย เธอมันก็ไม่ต่างจากผู้หญิงอื่นหรอก” กฤตดนัยบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างไม่พอใจ เขาหลงคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่หวงเนื้อหวงตัว
“สงสัยต้องสั่งสอนสักหน่อยแล้ว” กฤตดนัยแสยะยิ้มร้าย แววตาคมกริบฉายแววเจ้าเล่ห์ เขาจะทำให้เธอรู้ว่าใครคือเจ้าของหนี้ และใครคือคนที่เธอต้องยอมจำนน
เช้าวันรุ่งขึ้น กฤตดนัยเดินวนไปมาในห้องทำงานอย่างกระสับกระส่าย เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เขายืนถอนหายใจคล้ายโล่งอก ก่อนจะเดินไปเปิดประตูเหมือนรู้ว่าใครกำลังยืนอยู่ด้านนอก