Ep.7 นัดคุย
Ep.7 นัดคุย
บรรยากาศได้เงียบไปนานสักพัก จากนั้น ผู้เป็นยายเลยพูดขึ้น ด้วยความอยากรู้อะไรบางอย่าง
“ตะวัน รู้จักเขามาก่อนหรอลูก? ”
ผู้เป็นยายถามด้วยความสงสัย เพราะดูเหมือนว่าหลานรักจะเคยพบกับพ่อหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนี้มาก่อน
“นั่นสิ ลูกพี่”
ไอ้แฝดถามออกมาอย่างนึกสงสัย และที่พวกเขาได้แต่ดูเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้พูดอะไรสักคำออกมา เพราะมัวแต่กลัวพวกชายชุดดำที่พกปืนกันทุกคน เลยต้องเงียบปากไว้สักพักเพื่อต่อลมหายใจของตัวเอง
“…..”
คำถามที่ออกมาจากปากผู้เป็นยายและลูกน้องของเธอ ถึงกับทำให้ร่างบางไปไม่ถูกเลยทีเดียว เธอเลยตอบว่า
“ยายหมายถึงใครค่ะ? ” เธอทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ว่ายายเธอหมายถึงใคร
“ก็พ่อหนุ่มรูปงามเมื่อกี่ไง”
เธอว่าจะไม่อะไรแล้ว แต่คำว่าพ่อหนุ่มรูปงามเท่านั้นแหละ เธอเบะปาก รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่น่าหมั่นไส้ชะมัด
“ไม่รู้จักหรอกจ๊ะยาย และไม่อยากด้วย”
สิ่งที่เธออยากจะพูดมากกว่าคือ รูปงามแต่ภายนอกน่ะสิไม่ว่า ได้แต่หักห้ามปากไว้ไม่ให้พูดออกมา
“งั้นเรื่องหนี้ละ ตะวันจะทำยังไง เรามีเวลาแค่สอง เดือน เงินมากมายขนาดนั้นจะหาทันได้ยังไง”
“ตะวันก็ยังไม่รู้เลย แต่ตะวันจะหาทางออกให้ได้จ๊ะ” คิดแล้วก็ไม่เข้าใจพ่อกับแม่เลย ทำไมต้องกู้เงินเยอะขนาดนั้น
“ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราจะช่วยลูกพี่เอง” โจ้พูดปลอบใจร่างบาง
“อือ ขอบใจ” ร่างบางได้แต่ตอบกลับไปแบบนั้น
ช่วงพลบค่ำ
ร่างบางนอนกระสับกระส่ายไปมา เพราะนอนไม่หลับ มัวแต่คิดถึงเรื่องหนี้ ว่าจะทำยังไงถึงจะหาเงินมากมายขนาดนั้นมาคืนเขาได้
มรดกที่พ่อเเม่เธอทิ้งไว้ให้ก็ไม่อยากขาย เพราะเธอคิดจะดูเเลส่วนนี้ให้ดีที่สุด
“ฉันจะมีปัญญาจากไหนไปหาเงินตั้ง 300 ร้อยล้านมาคืนนายล่ะ ไอ้คนหน้าเงิน!”
ลำพังร้านขายดอกไม้ของเธอกำไรก็ไม่มากนัก เพราะเธอไม่ได้เปิดร้านเพื่อหวังผลกำไรขนาดนั้น ที่เปิดเพราะความชอบก็เท่านั้นเอง
ส่วนไร่ทานตะวัน รายได้ก็ไม่ได้มากนักเช่นกัน ที่มีไร่ทานตะวันขึ้นมา ก็เพราะว่าผู้เป็นแม่ของเธอชื่นชอบดอกทานตะวันมาก พอมีลูกแม่ของเธอจึงตั้งชื่อลูกว่า ทานตะวันไง แล้วอย่างนี้ เธอจะทำยังไงต่อดีละเนี้ย
เช้าวันต่อมา
ณ ไร่แสงตะวัน
วันนี้เพื่อนๆของทานตะวันทั้งสองคนมาหาเธอถึงบ้าน เนื่องจากได้ยินข่าวเรื่องหนี้ของเธอจากไอ้แฝดสองหน่อมา
“เป็นไปได้ยังไงกัน พ่อแม่แกไปกู้ยืมเงินเขามาตั้ง 300 ล้านเลยหรอ” ท๊อปฟี่ถามด้วยความที่ไม่อยากจะเชื่อ ทำหน้าทำหน้าเหมือนเห็นผี
“เงินตั้งมากขนาดนั้น ใครจะมีปัญญาหามาได้ ภายในสองเดือน บ้าไปแล้วววว!!”
“เออ จริง แล้วคนที่มาทวงนี้แกเขาเป็นใครล่ะ ตะวัน” แสงเหนือ ผู้มีความอยากรู้อยากเห็น เลยถามขึ้น
“ไม่ต้องไปอยากรู้จักหรอก ขนาดฉันยังไม่อยากเลย”
เธอตอบเสียงดังฟังชัด ทำหน้าบดหน้าบึ้งเมื่อต้องพูดถึงผู้ชายหน้าเดียว เย็นชาคนนั้น
“อ้าวววว ทำไมล่ะ? ”
“เพราะฉันไม่ชอบขี้หน้า คนหรือหุ่นยนต์ นิ่งฉิบเป๋งเลยย” ก็จริงของเธอ
“แล้วหน้าตาล่ะ หล่อป่ะ? ”
ท๊อปฟี่คิดแต่ว่าถ้าหล่อเขาจะจีบ เผื่อถ้าเขาเอามาเป็นสามีในอนาคตได้ จะได้ช่วยเจรจาเรื่องหนี้ให้เพื่อนรัก
“ก็งั้นๆ” แต่ที่จริงแล้วเธอก็รู้สึกว่า ไอ้หุ่นยนต์น่ะหล่อมาก แบบตะโกนนนแต่หล่อแล้วไง I don’t care!
“นี่พวกแกเลิกถามถึงหมอนั้นได้แล้ว เพราะมันจะทำให้ฉันอารมณ์เสีย”
“เออๆ ก็ได้ๆ”
หลังจากที่คุยเรื่องหนี้ของเธอเสร็จ เพื่อนๆก็ได้แต่ปลอบใจให้สู้ๆ ชีวิตมันก็งี้แหละ มีทุกข์มีสุขเป็นเรื่องธรรมดา เเต่ถ้าใจเราสู้ไม่มีอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้หรอก
หลังจากนั้นก็บอกลาทานตะวัน แล้วพากันกลับบ้านของตัวเอง
ในห้องนอน
ร่างบางนึกคิดคำพูดของเพื่อนเธออยู่บนเตียงนอน
'แล้วแกคิดจะทำยังไงต่อละทีนี่ หรือแกลองไปขอเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้แกใหม่ไหม เผื่อเขาเกิดใจดีลดหนี้ให้ หรือไม่ก็ขอเวลาเพิ่ม ไม่ลองก็ไม่รู้น่ะตะวัน'
ร่างบางนั่งคิดไปคิดมา คำพูดของผู้เป็นเพื่อนอย่างแสงเหนือที่ได้พูดก่อนหน้านี้ก็น่าสนแฮะ ไม่ลองก็ไม่รู้
จากนั้นร่างบางจึงตัดสินใจไปค้นหานามบัตรที่ทิ้งไว้ในถังขยะ
เพราะตอนที่เจ้าหนี้ของเธอเดินไปขึ้นรถนั้น ก็มีลูกน้องคนหนึ่งของเขายื่นนามบัตรมาให้เธอ พอหานามบัตรเจอเธอก็หยิบขึ้นมา
“อยู่นี้ นี่เอง” เธอจึงอ่านชื่อของเจ้าของนามบัตรใบนี้
“สก็อต เรซเตอร์ ไม่เห็นจะเหมาะกับหน้าตาเลย นายน่าจะชื่อ อืมมม อะไรดีหนา ไอ้หุ้นยนต์หน้าเลือดซะมากกว่า หึๆ” เธอหัวเราะในลำคอคนเดียวอย่างเยาะเย้ยเหมือนกับคนบ้า
ช่วงสายๆของอีกวัน
“เป็นไงเป็นกันว่ะ”
เพราะเมื่อคืนหลังตัดสินใจได้ว่าเธอจะไปพบเจ้าหนี้ เธอก็ได้ติดต่อเบอร์ทางในนามบัตรไป ส่วนคนรับสายก็ไม่ใช่เจ้าหนี้เธอหรอก เพราะน้ำเสียงไม่เหมือนกันเลย น่าจะเป็นลูกน้องของเขารับแทน แล้วคนที่รับสายก็บอกให้ไปเจอนายของเขา ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในตัวเมือง...
