บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 กลิ่นอายสตรี (3)

กระบี่ของลู่จือเหยาช่างแปลกประหลาด มีรอยแยกเล็ก ๆ บนใบกระบี่ ทำให้ภาพสะท้อนของผู้ที่ปรากฏบนนั้นแตกเป็นเสี่ยง ๆ คมกระบี่บางเบา ใส และเมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็สะท้อนความเย็นเยียบ หลี่รั่วสุ่ยอดที่จะกวาดสายตาผ่านมันแล้วใจเต้นระรัวไม่ได้

"ท่านเช็ดกระบี่ด้วยเหตุใด"

ลู่จือเหยายิ้มอย่างอ่อนโยน ขนตาที่โค้งงอนของเขาสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับคล้ายเศษทองคำ "เพราะไม่เคยใช้มันปาดคอผู้ใดตรง ๆ ฉะนั้นหากไม่ปลอบประโลมมันบ้าง มันจะรู้สึกเหี่ยวเฉา"

หลี่รั่วสุ่ยลุกขึ้นยืนอย่างกระสับกระส่าย ก่อนจะเดินไปที่ริมหน้าต่างพลางมองดูผู้คนที่สัญจรไปมาด้านล่าง นางเลียริมฝีปากแล้วหัวเราะแห้ง ๆ สองสามครั้ง

"นี่...นี่เพิ่งจะผ่านมาสามวันเองไม่ใช่หรือ… ยังเรียกว่าผิดคำไม่ได้"

นางมองลู่จือเหยาที่กำลังตั้งใจเช็ดกระบี่อยู่ข้างโต๊ะ กำแพงในใจเริ่มพังทลายลงแล้ว จากเดิมที่มั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม ตอนนี้ชักเหมือนหินที่เอาแต่เฝ้ารอสามีอยู่ข้างหน้าต่าง

สามวันแล้ว! เหตุใดพระเอกนางเอกถึงยังสืบมาไม่ถึงที่นี่เสียที! หรือว่าโรงเตี๊ยมนี้ไม่ใหญ่และไม่สะดุดตาพอ หรือสตรีเหล่านั้นไม่ได้นำความไปบอก

หากไม่มีใครมาช่วย นางคงต้องกลืนกินกระบี่เล่มนั้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง!

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาได้กำชับกับเสี่ยวเอ้อเอาไว้หรือไม่ แต่ในห้องไม่มีทั้งกระดาษและพู่กันให้ใช้เลย อีกทั้งหูของเขาก็ดีมาก เพียงแค่ผู้ใดบ่นพึมพำเขาก็สามารถได้ยินชัดเจน ไม่ต้องพูดถึงการกระซิบกระซาบกันในโรงเตี๊ยม

นางยืนอยู่ที่หน้าต่างมาสองวัน ไม่รู้ว่าจะได้ผลบ้างหรือไม่

ใต้หน้าต่างมีรถม้าและผู้คนสัญจรไปมา พ่อค้าแม่ค้าข้างถนนต่างส่งเสียงเรียกลูกค้า ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น สายตาของหลี่รั่วสุ่ยก็ได้ประสานเข้ากับคนสองคน

ชายหญิงคู่หนึ่ง ชายสวมชุดสีดำ มีใบหน้าเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา กับหญิงสวมชุดกระโปรงสีดำแดง กอดมีดไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าเคร่งขรึม

ทั้งสองคนกำลังจ้องมองมาทางนางไม่วางตา การแต่งกายและการวางตัวที่โดดเด่นเช่นนี้ หากไม่ใช่พระเอกนางเอกอย่าง ลู่เฟยเยว่ และ เจียงเหนียน แล้วจะเป็นใครได้อีก

หลี่รั่วสุ่ย หันไปชำเลืองมองลู่จือเหยาครู่หนึ่ง แล้วรีบโบกมือให้ลู่เฟยเยว่และเจียงเหนียนด้วยสีหน้าดีใจ

ลู่เฟยเยว่ สายตาเฉียบคม นางกระชับมีดที่อยู่ในอ้อมแขน แล้วเดินมาทางนี้โดยไม่ลังเล ส่วนเจียงเหนียนก็มองหลี่รั่วสุ่ยแวบหนึ่งก่อนจะรีบตามมาเช่นกัน

หลี่รั่วสุ่ยดีใจอยู่เงียบ ๆ พลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะ แล้วรินชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย

"ดูเหมือนพวกเขาจะมาแล้ว"

ลู่จือเหยาหยุดเช็ดกระบี่ หันข้างเงี่ยหูฟังนาง จากมุมนี้นางจึงมองเห็นขนตาที่งอนงามของเขา ให้หลี่รั่วสุ่ยอดคุมรอยยิ้มที่มุมปากไว้ไม่ได้ ทำเป็นวางท่าเฉย ๆ แล้วพยักหน้า

"ในฝันข้าก็เป็นเช่นนี้แหละ"

ลู่จือเหยาก้มหน้าลงหัวเราะเบา ๆ แล้วค่อยเก็บกระบี่กลับเข้าฝัก เสียงเสียดสีของโลหะทำให้นางหุบรอยยิ้มพลันขนลุกซู่

แต่ไม่ทันไร ผ้าเช็ดกระบี่ที่เพิ่งจะถูกเขาหยิบขึ้นมา ในจิบน้ำชาต่อมาก็ถูกธนูแหลมยิงทะลุแล้วปักติดกับขอบหน้าต่าง เขายกคิ้วมองหลี่รั่วสุ่ย ยิ้มอย่างอ่อนโยน "ในฝันเจ้าก็เป็นเช่นนี้ด้วยงั้นหรือ"

"เอ่อ… ใช่"

แน่นอนว่าไม่ใช่เช่นนี้ ในต้นฉบับการพบกันครั้งแรกของทั้งสามคนเป็นไปอย่างสงบ เพราะตัวเอกทั้งสองเป็นคนดี ส่วนเขาเป็นคนเสแสร้ง ทุกคนจึงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

ประตูไม้ถูกพังเข้ามา ลู่เฟยเยว่มองสถานการณ์ในห้องอย่างรวดเร็ว แล้วชักมีดเข้าโจมตีในทันใด นางยังผลักหลี่รั่วสุ่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ออกไปนอกประตู ให้มีดที่พุ่งเข้าใส่อย่างดุดันนั้นถูกลู่จือเหยาใช้สองนิ้วคีบไว้ ก่อนจะถึงหน้าอกของตนอย่างฉิวเฉียด ส่งให้ไม่สามารถรุกคืบได้อีกแม้แต่น้อย

ลู่จือเหยาโค้งริมฝีปาก นิ้วมือของเขาสัมผัสคมมีดเบา ๆ "เจ้าคือใคร"

ลู่เฟยเยว่ออกแรงดึงมีดกลับออกมา ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ พลันหยิบป้ายประจำตัวออกมาจากอ้อมอก "สำนักตรวจการ มือปราบลู่เฟยเยว่"

หลี่รั่วสุ่ย เดินกลับเข้ามาจากนอกประตู "เขาเป็นเพียงคนตาบอดเจ้าค่ะ..."

นางละเลยสีหน้าของลู่เฟยเยว่ที่อึ้งไปเล็กน้อย แล้วรีบเดินไปข้างๆ ลู่จือเหยา "แม้ท่านมองไม่เห็น แต่ข้ายืนยันได้ว่า นี่คือป้ายของสำนักตรวจการจริงๆ"

"มือปราบหญิงหรือ" ลู่จือเหยากล่าวอย่างมีนัยยะ แล้วหยิบไม้เท้าที่อยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา "ข้าเป็นเพียงคนตาบอด เหตุใดต้องมาหาเรื่องข้าด้วย"

ลู่เฟยเยว่หัวเราะเยาะ แต่ปลายมีดยังคงชี้ไปที่เขา "เพราะเราสงสัยว่าท่านกักขังหญิงสาวผู้นี้ไว้เป็นการส่วนตัว"

"เช่นนั้น... เจ้าก็ไม่รู้จักนาง?"

ลู่จือเหยาไม่พูดอะไรอีก เขาหลับตายืนอยู่ตรงนั้นราวกับกำลังเงี่ยหูฟังอะไรบางอย่าง ให้หลี่รั่วสุ่ยครุ่นคิด แล้วลองเอื้อมมือไปจับไม้เท้าของเขา ก่อนจะหมุนตัวเขาไปอีกทิศทาง

"ผ้าเช็ดหน้าของท่านอยู่ทางนั้นโน่น"

เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา "ขอบใจ"

ขณะที่ลู่จือเหยาเดินไปหยิบผ้าเช็ดกระบี่ หลี่รั่วสุ่ยก็รีบอธิบายกับทั้งสองคน "เขาไม่ได้กักขังข้าไว้เจ้าค่ะ"

"แต่ข้าสังเกตเจ้ามาสองวันแล้ว" เจียงเหนียนถือกระบองเดินเข้ามาจากนอกประตูแล้วยืนอยู่ข้างลู่เฟยเยว่

"เจ้าต้องยืนอยู่ข้างหน้าต่างทุกวันด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ข้าไปถามคนงานในโรงเตี๊ยมมา พวกเขาบอกว่าไม่เห็นเจ้าออกไปนอกห้องเลยสักครั้ง ถึงแม้จะไม่ถือว่าเป็นการกักขัง ก็ถือเป็นการจำกัดอิสรภาพของเจ้าอยู่ดีมิใช่หรือ"

"ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ เขาสายตาใช้การไม่ได้ ข้าจึงต้องดูแลเขาก็เท่านั้น"

หลี่รั่วสุ่ยมองคนทั้งสองแล้วทำสีหน้าเศร้าสร้อย "ส่วนที่เศร้าสร้อยก็เพราะข้าเพิ่งหนีออกมาจากคุกใต้ดิน ยังไม่ทันได้พักหายใจ คิดถึงเรื่องที่เกือบจะถูกลักพาตัวไปขาย ข้าก็..."

ลู่เฟยเยว่และเจียงเหนียนสบตากัน แล้วรีบเข้ามาถามนาง "เจ้าหนีออกมาจากที่นั่นงั้นหรือ!?"

"ใช่เจ้าค่ะ และมีหลายคนหนีออกมาพร้อมกับข้าด้วย พวกเขาไปแจ้งความที่ทางการแล้วเจ้าค่ะ"

เจียงเหนียน ได้ยินดังนั้นก็เยาะเย้ยขึ้นมา แล้วเก็บกระบองไว้ที่ด้านหลังเอว "ข้าว่าแล้ว เห็นหรือไม่เฟยเยว่เหตุใดวันนั้นจึงมีคนส่งเจ้าไปที่ป่าไผ่ทางตะวันออกของเมือง ที่แท้ก็เพราะมีคนแอบส่งข่าวบอกลับๆ นี่เอง" เขายืนพิงประตูกอดอกมองลู่เฟยเยว่ "ข้าเคยบอกแล้ว ว่าไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเหมือนพวกสำนักตรวจการ"

ลู่เฟยเยว่แอบกัดฟันเล็กน้อย ขมวดคิ้ว ก่อนจะเงยหน้ามองหลี่รั่วสุ่ย "แม่นางช่วยพาพวกเราไปตรวจดูคุกใต้ดินหน่อยได้หรือไม่"

"ได้สิเจ้าคะ" หลี่รั่วสุ่ยรีบตอบกลับ "ตอนนี้ยังเช้าอยู่ พวกเราออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลยดีหรือไม่"

หลี่รั่วสุ่ยตอบเร็วเกินไปจนทำให้ลู่เฟยเยว่อึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองเจียงเหนียน ก่อนที่เจียงเหนียนจะเดินไปยืนข้างหน้าลู่เฟยเยว่พลางก้มมองหลี่รั่วสุ่ย "ทว่าพวกเรายังไม่ทราบว่าแม่นางหนีออกมาได้อย่างไรเลยนะ"

หลี่รั่วสุ่ยจุกในลำคอ นางจะอธิบายจดหมายที่ระบบส่งไปให้ลู่จือเหยาว่าอย่างไรดี จะหาข้ออ้างหลอกสองคนนี้ว่าเป็นความฝันอีกดีหรือไม่

"ข้าเป็นคนช่วยเอง" ลู่จือเหยาที่เพิ่งคลำหาผ้าเช็ดกระบี่เจอแต่กลับไม่ได้เก็บไว้ เขาโยนมันเข้ากองไฟเล็ก ๆ ข้างลำตัวแทน "ข้าได้รับจดหมายลับฉบับหนึ่ง บอกให้ข้าไปที่นั่นเพื่อช่วยคน"

เขาไม่ได้อธิบายเรื่องป้ายจ้างงาน หรือเรื่องที่เดิมพันกับหลี่รั่วสุ่ย เพียงแต่พลิกเรื่องไปอย่างคลุมเครือ ให้ลู่เฟยเยว่กดไหล่เจียงเหนียนไว้เพื่อหยุดคำพูดที่อีกฝ่ายจะกล่าวต่อไป นางมองข้ามลู่จือเหยาแล้วพยักหน้าให้หลี่รั่วสุ่ยเล็กน้อย

"ชักช้าไม่ได้แล้ว พวกเราไปกันประเดี๋ยวนี้เลยเถิด"

"เช่นนั้นครั้งนี้ท่านจะไปด้วยหรือไม่" หลี่รั่วสุ่ยหันไปถามลู่จือเหยา ในแววตาของนางมีความกังวลเล็กน้อย

อันที่จริง หากเขาต้องการชนะการเดิมพันนี้ สิทธิ์ในการเลือกอยู่ที่ลู่จือเหยา เขาสามารถปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ ทำให้การไขคดีครั้งนี้ล้มเหลวไม่ตรงตามเนื้อเรื่องต้นฉบับได้

"ไปสิ" ลู่จือเหยากลับโค้งคิ้ว ดวงตาอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน "ในฝันของเจ้ามีข้าอยู่ด้วย จะไม่ไปได้อย่างไร"

หลี่รั่วสุ่ยรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ตกลงแล้วเขาอยากเอาชนะนางหรืออยากแพ้กันแน่

คนทั้งสี่เดินไปที่ประตู ขณะที่ลู่จือเหยาเดินนำหน้าไปก่อน ส่วนลู่เฟยเยว่และเจียงเหนียนเดินกระซิบกระซาบกันอยู่ข้างหลัง มีหลี่รั่วสุ่ยเดินอยู่ตรงกลาง มองแผ่นหลังของลู่จือเหยาแล้วครุ่นคิด

นางไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าคนผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่ รู้สึกว่าเขาเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ก็ยิ้มราวกับเป็นคนวิปลาสอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าเขาอ่อนโยนไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่ก็สามารถใช้ดาบแทงนางได้โดยไม่ลังเล

หากนางมีบาป นรกควรจะลงโทษนาง! ไม่ใช่ส่งนางมาที่นี่เพื่อตกหลุมรักกับคนบ้า!

สถานที่กักขังคนตั้งอยู่ใจกลางภูเขาลู่หมิงซาน ที่นั่นมีกระท่อมหลังเล็กๆ ที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย และมีคุกใต้ดินอยู่ข้างๆ พวกชายชุดดำที่ถูกสังหารเมื่อสามวันก่อนยังคงนอนเรียงรายอยู่บนพื้น ศพพวกเขาทอดตัวเป็นทางยาวตั้งแต่ประตูทางเข้ากระท่อมจนถึงทางเข้าคุกใต้ดิน

ลู่เฟยเยว่มองฉากตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่วนเจียงเหนียนเหลือบมองลู่จือเหยา แววตาของเขาแสดงความไม่เข้าใจเช่นกัน

ลู่จือเหยาไม่เห็นภาพทั้งหมดนี้ เขาเพียงยืนนิ่ง ๆ อยู่หน้ากระท่อม มุมปากมีรอยยิ้ม

"มือปราบลู่ ท่านไปตรวจดูคุกใต้ดินเถอะ ส่วนพวกเราจะเข้าไปตรวจดูในกระท่อมเอง" หลี่รั่วสุ่ยต้องการรีบทำภารกิจช่วยคนให้สำเร็จในขณะที่เขายังให้ความร่วมมือดีๆ อยู่ นางกลัวว่าหากช้าไปคนผู้นี้จะสติฟั่นเฟือนเปลี่ยนใจกะทันหัน

ในหนังสือต้นฉบับ ลู่เฟยเยว่ทั้งสองไม่ได้มายังแหล่งกบดานแห่งนี้ แต่เคยกล่าวไว้ในช่วงต้นเรื่องว่าในกระท่อมมีทางลับที่นอกจากคุกใต้ดินอยู่ นางจึงต้องไปดูให้เห็นกับตา

"ในฝันของเจ้าไม่มีขั้นตอนการช่วยคนรึ"

หลี่รั่วสุ่ยเข้าไปในกระท่อมแล้ว ภายในห้องว่างเปล่า นอกจากโต๊ะเก้าอี้แล้วก็ไม่มีอะไรอีก เมื่อมีเรื่องอื่นให้ทำนางจึงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ "ก็เป็นความฝันนี่ ย่อมต้องพร่ามัวเป็นธรรมดา จำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น"

"อย่างนั้นหรือ"

ลู่จือเหยาก้าวเท้าเข้าไปในกระท่อม เสียงไม้เท้าแตะเคาะพื้นดังเบา ๆ

ทันใดนั้นหลี่รั่วสุ่ยที่กำลังเคาะอิฐตามผนังอยู่ก็หยุดมือทันที นางพลันนึกถึงข่าวที่เคยอ่านมาก่อนว่า ผู้ที่ตาบอดแต่กำเนิดจะไม่มีสีสันในความฝัน มีเพียงเสียงเท่านั้น และมักจะฝันร้ายได้ง่าย

นางรู้สึกว่าคำพูดของตนเองเมื่อครู่ไม่เหมาะสมกับบุรุษตาบอดอย่างลู่จือเหยาเสียเลย จึงกล่าวอีกครั้ง "เรื่องในฝันแม้จะพร่ามัว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับท่านข้ากลับจำได้อย่างชัดเจน"

"เป็นเช่นนั้นเอง" ลู่จือเหยาตอบรับ ไม่รู้ว่าเขากำลังนึกถึงอะไร จึงหัวเราะออกมาเบา ๆ

ให้หลี่รั่วสุ่ยหันไปมองเขาเงียบๆ นางไม่รู้เลยว่าจุดไหนที่ทำให้อีกฝ่ายขบขันจนหลุดหัวเราะออกมา

สายตาของนางจับจ้องไปยังดวงตาที่ปิดสนิทคู่นั้น รูปตาของลู่จือเหยาสวยงามมาก เรียวยาวแต่ไม่เล็ก ขนตาเรียวยาว ส่วนโค้งของดวงตาเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ดูแล้วทำให้คนรู้สึกคันยุบยิบในใจไม่น้อย

นางไม่รู้ว่าดวงตาที่สวยงามเช่นนี้ เมื่อเปิดออกแล้วจะเปล่งประกายเช่นไร

"เจ้ามองข้าด้วยเหตุใด"

ลู่จือเหยาแม้จะมองไม่เห็น แต่ประสาทสัมผัสอื่น ๆ ไวมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ยิน มิน่าถึงเคยช่วยพระเอกและนางเอกไขคดีมาแล้วหลายครั้งในต้นฉบับ

แต่การถูกจับได้ว่าแอบมองเช่นนี้ย่อมปฏิเสธไม่ได้

"กระท่อมหลังนี้ค่อนข้างเล็ก"

ลู่จือเหยาดูจะสงสัยเรื่องนี้มาก เขายิ้มและหันหน้ามาหานางแล้วถามอีกครั้ง "เหตุใดเจ้าถึงชอบมองข้านัก"

แม้จะปิดตาอยู่ แม้จะยิ้ม แต่ก็ทำให้หลี่รั่วสุ่ยรู้สึกขนลุกอย่างประหลาด ราวกับถูกปีศาจอะไรบางอย่างจ้องมอง หลี่รั่วสุ่ยลูบคออย่างไม่สบายใจ จากนั้นก็เดินไปข้างหลังเขาแล้วเคาะผนัง "ข้าคิดว่ากลไกน่าจะอยู่ที่นี่"

ลู่จือเหยาได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าเข้าใจทันที พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูจริงใจเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย "มิน่าเล่า เดิมทีเจ้ากำลังหากลไกในกระท่อมหลังนี้อยู่สินะ ไม่ได้จงใจมองข้า"

ถ้านางไม่หากลไก จะให้มาเล่นดนตรีในกระท่อมหรืออย่างไร!

ลู่จือเหยาตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยกเท้าเดินไปทางมุมซ้ายของห้อง เขาวางไม้เท้าไว้ข้าง ๆ แล้วปลดกระบี่ที่เอวออก ก่อนจะเสียบปลายกระบี่ลงไปที่รอยต่อของแผ่นอิฐปูพื้นแผ่นหนึ่ง

แผ่นอิฐร้าวเป็นรูปใยแมงมุมโดยมีกระบี่เป็นจุดศูนย์กลาง พร้อมส่งเสียง 'แกรก แกรก' ที่ไม่อาจทนทานได้

ลู่เฟยเยว่ทั้งสองที่เพิ่งกลับจากคุกใต้ดิน พอได้ยินเสียงก็รีบวิ่งเข้ามาในกระท่อม เห็นภาพตรงหน้าแล้วก็อึ้งไป

แผ่นอิฐปูพื้นแตกสลายง่ายดายภายใต้การกระทำของลู่จือเหยา ราวกับเป็นน้ำแข็งบาง ๆ เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง เป็นฟันเฟืองเหล็กสีเทาขนาดใหญ่เล็กสี่ห้าอันปรากฏอยู่ด้านล่าง หนึ่งในนั้นกำลังหมุนดัง 'ครืน ครืน'

"เจอแล้ว"

ลู่จือเหยายิ้มอย่างอ่อนโยน แต่ในชั่วพริบตาถัดมา เขาก็ดึงกระบี่ออกมา แล้วเสียบปลอกกระบี่กลับเข้าไปที่ฟันเฟืองขนาดเล็กที่กำลังหมุนอยู่ ทำให้มันติดขัดและส่งเสียง 'ติ๊ง ติ๊ง' กระแทกกับตัวปลอกกระบี่

จากนั้นก็มีเสียง 'โครม' ดังขึ้น ห่างไปสองก้าวพลันมีหลุมดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น มีลมหนาวพัดออกมาเป็นระยะ ดูลึกจนมองไม่เห็นก้นหลุม

หลี่รั่วสุ่ยมองฉากตรงหน้าแล้วแทบจะอุทานว่าดีจริงๆ!

เป็นคนอื่นเขาคงใช้การคิดวิเคราะห์เพื่อเปิดกลไกทางเข้าแบบนาง แต่คนผู้นี้ไม่แม้แต่จะลูบคลำ กลับใช้กำลังทำลายตรงไปยังกลไกข้างในเลย หลี่รั่วสุ่ยเดินไปสองก้าวเพื่อจะดูให้ชัดขึ้น ทันใดฟันเฟืองขนาดเล็กที่เคยส่งเสียง 'ติ๊ง ติ๊ง' ก็กระแทกกับปลอกกระบี่หนักขึ้นแล้วหยุดหมุน

หลุมดำขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งหลี่รั่วสุ่ยหลบมันไม่พ้น

"มารดามันเถอะ!!!—"

ในวันนี้หลี่รั่วสุ่ยเพิ่งอุทานคำหยาบออกมาเป็นครั้งแรกของวัน ก่อนจะตกลงไป นางก็คว้าชายเสื้อของลู่จือเหยาที่อยู่ข้างกายไว้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel