7| ท่านหญิง
๗
ท่านหญิง
"ข้าเอง"เสียงทุ้มเอ่ยท่ามกลางไฟสลัว เขาย่ำเท้าเดินมาหยุดยืนที่ข้างเตียงของลาวัลย์ นัยน์ตาสีนิลจ้องมองใบหน้าหวานที่เบิกตาโตอย่างตื่นตระหนก
"คุณ.."ลาวัลย์นั่งนิ่ง เริ่มปรับสภาพให้ชินกับการมาของเขา เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่าเขาเป็นคนจริง ๆ หรือเปล่า แม้ร่างกายจะปกติทั่วไปเหมือนมนุษย์หากแต่มีหลายสิ่งที่แปลกประหลาดออกไป เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเป็นใครกันแน่
"คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่คะ คุณบอกฉันมาตรง ๆ เถอะ อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ"ลาวัลย์เอ่ยด้วยความอัดอั้นตันใจ หากยังเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ เธอคงเสียสุขภาพจิตแน่ ๆ
"ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ..ข้าให้เวลาเจ้าแค่เพียงเจ็ดวัน และวันนี้มันก็ถึงเวลาแล้ว"หญิงสาวเบิกตากว้าง ยิ่งงงหนักกว่าเดิม ตกลงอะไรกัน เมื่อนึกทวนถึงความหลังก็ถึงบางอ้อ วันที่เธอเจอเขาครั้งแรก
"เจ้าคือคนที่ข้าเลือก จากนี้ไปข้าจะอยู่ในชีวิตเจ้า ข้าให้อิสระแก่เจ้าเพียงเจ็ดวัน เมื่อครบกำหนดแล้วเจ้าจะเป็นของข้าไปตลอดกาล"
คำพูดเขาย้อนกลับเข้ามาในหัว ลาวัลย์หน้าตาตื่นไม่รู้จะตกใจอะไรก่อนดี เธอขยับชิดหัวเตียงพลางกุมผ้าห่มไว้แน่น นี่ก็ครบเจ็ดวันจริง ๆ ดั่งที่เขาว่า แต่ทำไมเธอต้องยอมทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักตัวตนเขาด้วยเล่า
"คุณต้องบอกฉันมาก่อนว่าคุณเป็นใคร เรายังไม่รู้จักกันเลยนะคะ จะให้ฉันเชื่อคุณได้ยังไง"หญิงสาวต่อรอง สุวรรณกายยิ้มขันกับท่าทางตื่นกลัวของเธอ นี่ขนาดไม่รู้ยังกลัวขนาดนี้
"เจ้าอยากรู้จริง ๆ หรือ?"ลาวัลย์พยักหน้าหงึก ๆ
"เจ้าจะเชื่อข้าจริง ๆ หรือ?"คราวนี้หญิงสาวนิ่งไปสักพักอย่างใช้ความคิด แต่ก็ยอมพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
"เจ้าต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่กลัวข้า..และจะไม่เป็นลมล้มพับไปอีก"
"บอก ๆ มาเถอะน่า ลีลาอยู่ได้"ลาวัลย์บ่นอุบอิบด้วยเพราะหงุดหงิด จะพูดอะไรก็ไม่ยอมพูดเสียทีจนเธอชักจะไม่อยากรู้แล้ว
"ข้าเป็นพญาครุฑ"สุวรรณกายเอ่ยเสียงเรียบ บ่งบอกถึงความจริงจังที่เขาต้องการจะสื่อ ลาวัลย์เบิกตาโตอ้าปากค้างก่อนจะหลุดขำออกมาในที่สุด ถึงกับงอตัวขำจนไหล่โยก
"ฮ่า ๆ ๆ โอ้ย ปวดท้อง พญาครุฑ คิก ๆ คุณก็เข้าใจเล่นนะคะ"หญิงสาวหัวเราะเสียงดังลั่นเสมือนเรื่องที่เขาบอกนั้นน่าขำเสียเต็มประดา เธอคิดว่าเขากำลังโป้ปดเธออยู่
สุวรรณกายยืนนิ่ง ไม่ยินดียินร้ายอะไรมองเธอนั่งขำไหล่โยกอยู่อย่างนั้น ลาวัลย์หยุดหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้านิ่งเรียบของอีกฝ่าย หรือเขาจะพูดจริง
"คะ..คุณพูดเล่นหรือพูดจริงเหรอ"สีหน้าเขาไม่ตลกด้วยเลยสักนิด หญิงสาวนั่งนิ่งไต่ตรองในสิ่งที่ผ่านมา มีเรื่องราวแปลก ๆ ที่ชวนเชื่ออยู่เหมือนกัน
"เจ้าต้องพิสูจน์เอง"
"ยังไงคะ?..ว๊าย!!"
ยังพูดไม่ทันขาดคำก็ถูกช้อนตัวขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง สุวรรณกายเดินไปยังริมหน้าต่างพร้อมกับกระโดดลงมาจนหญิงสาวต้องหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ทว่าปีกสีทองอร่ามกลับสยายใหญ่พร้อมกับร่างเธอที่ค่อย ๆ ลอยขึ้นสูงเรื่อย ๆ
"กรี๊ดด!! อึก~ กะ..กลัว"ลาวัลย์กรีดร้องเสียงดังลั่น มองลงไปยังเบื้องล่างที่มีตึกและผืนป่า หากตกลงไปร่างคงแหลกเป็นเสี่ยง ๆ มือเรียวยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งอัตโนมัติ เธอซบใบหน้าลงที่อกเขาอย่างต้องการหาที่พึ่ง
"อย่ามอง"สุวรรณกายเอ่ยบอกหญิงสาว ให้เธอพิงอกอยู่อย่างนั้น สองมืออุ้มร่างงามไว้ในอ้อมแขนพร้อมกับโบยบินขึ้นสู่ฟ้า
ประตูมิติเผยแสงสีรุ้งงดงามก่อนจะหายวับไปเมื่อเขาแทรกผ่านประตูทะลุมิติ ในยามนี้เองที่ลาวัลย์รวบรวมความกล้ามองไปยังรอบ ๆ ด้วยความสนอกสนใจ ที่นี่ไม่มืดอย่างโลกมนุษย์ ทุกสิ่งอย่างเรืองแสงรังรองสวยงามอร่ามตา
"โห้ว~ ที่นี่ที่ไหนคะ"มือยังคงเกาะไว้แน่น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ยามนี้เธอได้มาเห็นกับตาด้วยตัวเอง มองลงไปเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยพืชนานาพันธุ์ที่แปลกประหลาดมาก ๆ อีกทั้งยังมีสิงสาราสัตว์ที่เธอไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
"ป่าหิมพานต์"ร่างใหญ่บินโฉบลงไปยังผากัณฑ์ภพ ถ้ำขนาดใหญ่และกว้างขวางเป็นอย่างมาก นกอินทรียักษ์ตัวใหญ่ที่เฝ้าหน้าถ้ำจ้องมองเธอไม่วางตา ทุกสิ่งทุกอย่างเหลือเชื่อทั้งหมด ลาวัลย์เองก็ไม่คิดว่าจะได้เจอ มันเกินบรรยายจริง ๆ
สุวรรณกายวางเธอลงบนพื้น ก่อนจะจูงมือเข้าไปในถ้ำ ภายในตกแต่งอย่างสวยงาม สิ่งของเครื่องประดับล้วนเป็นทองและเพชรนิลจินดาทั้งสิ้น ลาวัลย์จำได้ว่าเธอเคยมาที่นี่
"ครั้งแรกที่คุณ..เอ่อ..ท่าน..จะเรียกยังไงดี"ลาวัลย์เอ่ยตะกุกตะกักด้วยเพราะไม่รู้ว่าคำไหนควรหรือไม่ควร หญิงสาวรู้สึกประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก
"ตามที่เจ้าพอใจเถอะ"สุวรรณกายหยุดยืนที่กลางห้องโถง บริวารสาวกว่าห้าคนต่างนั่งก้มหน้า พวกเธอแต่งกายนุ่งผ้าซิ่นขลับดิ้นทองสีขาวทั้งตัว ด้านบนเป็นผ้าแถบคลุมด้วยผ้าฝ้ายบางสีขาวนั่งสำรวมกันอยู่ที่พื้น ลาวัลย์จึงขยับเข้าไปใกล้พวกนางพร้อมกับเอ่ยถามเสียงกระซิบ
"เอ่อ ขอโทษนะจ้ะ พวกพี่เรียกคนนั้นว่าอะไรเหรอคะ"หญิงสาวชี้นิ้วไปยังสุวรรณกายที่ยืนมือไขว้หลังมองเธออย่างฉงน ท่าทางก๋ากั่นไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย
"ท่านสุวรรณกายเจ้าค่ะ"ทั้งห้าคนผสานเสียงพร้อมกัน ลาวัลย์พยักหน้าเข้าใจก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปหาชายร่างใหญ่ตรงหน้า
"งั้นฉันขอเรียกท่านสุวรรณแล้วกันนะคะ ชื่อมันย๊าว ยาว"ยังมีแก่ใจทะเล้น สุวรรณกายอมยิ้มกับท่าทางของเธอ เธอช่างเหมือนเด็กที่ยังไม่โตเสียจริง
"แล้วแต่เจ้าเถิด"เรียกอะไรเขาก็ชอบทั้งนั้นแหละ ขอเพียงแต่เป็นเธอเท่านั้น
"ถ่วงเวลามามากแล้ว ไปอาบน้ำแต่งตัวเถิด"หากปล่อยให้เธอซักถามอยู่อย่างนี้ได้เสียฤกษ์พอดี นี่ก็ใกล้ถึงเวลาแล้วเสียด้วย
"หือ ตะ..แต่งตัว? แต่งตัวไปไหนคะ"ลาวัลย์ขมวดคิ้วยุ่งอย่างไม่เข้าใจ ทว่าบริวารต่างพากันกรูเข้ามาหาเธอแล้วลากเธอไปยังห้องห้องหนึ่งท่ามกลางเสียงโวยวายของลาวัลย์
ในถ้ำใหญ่แบ่งออกหลายสัดส่วน ตกแต่งเสมือนบ้านเพียงแต่เป็นผนังถ้ำก็เท่านั้น เมื่อเข้ามาด้านในลาวัลย์ก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตะลึง แมกไม้นานาพันธุ์ประดับประดาอยู่บนฝาผนัง กลีบไม้งามสีแดงสดเบ่งบานโชว์เกสรสดใสราวกับต้อนรับการมาเยือนของเจ้าหล่อน เครือไม้แหวกออกเป็นทางเข้าก่อนจะหุบปิดสนิทเมื่อเธอก้าวผ่านเข้ามา
"ดะ..เดี๋ยวค่ะ ลัลอาบเองได้ค่ะ พวกพี่ออกไปเถอะ"ลาวัลย์หยิบผ้าใยไหมสีเข้มมาถือไว้ในมือเสียเอง ครั้นจะให้พวกนางอาบให้ก็ไม่คุ้นชิน แม้จะยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องทำเช่นนี้ก็ตาม
"เจ้าค่ะ"บริวารออกไปจนหมดแล้ว ลาวัลย์พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เชิงตะเกียงที่อยู่รอบ ๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มือเรียวลูบไล้อ่างดินที่ไม่ใหญ่มาก ลักษณะเป็นวงกลมคล้ายอ่างน้ำ ภายในน้ำมีกลีบดอกไม้ลอยล่องอยู่เต็มอ่าง ส่งกลิ่นหอมสดชื่นให้เธอรู้สึกดี ดอกไม้แปลกตาพวกนี้ช่างทำให้เธอผ่อนคลายได้ดีจริง ๆ
หญิงสาวเปลื้องเสื้อผ้าออก ก่อนที่ร่างงามจะลงไปแช่อย่างต้องมนต์สะกด ลาวัลย์เอนหลังผิงขอบอ่างดินอย่างผ่อนคลาย เพลิดเพลินไปกับมัน เวลาล่วงเลยไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมงที่ลาวัลย์ขลุกอยู่ในห้องน้ำ สาวเจ้าพยายามใส่เสื้อผ้าที่พวกเขาเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเธอใช้ไม่เป็นเลยสักนิด
"ท่านหญิง เสร็จหรือยังเจ้าคะ"เสียงบริวารเอ่ยเรียก ลาวัลย์ขมวดคิ้วยุ่งเธอตัดสินใจหยิบเสื้อผ้าชุดเดิมของเธอมาสวมใส่แทน หญิงสาวเปิดประตูออกไปก็พบกับบริวารที่นั่งขวางอยู่
"ฉันขอไม่ใส่ชุดนั้นนะ สะ..ใส่ไม่เป็น"เธอเอ่ยเสียงค่อย ลูบต้นขาไปมาอย่างประหม่าเมื่อถูกจับจ้อง
บริวารทั้งห้ายิ้มเอ็นดูก่อนจะเชิญเธอกลับเข้าไปด้านใน จัดการเสื้อผ้าพร้อมกับแต่งตัวให้เสียใหม่ นุ่งซิ่นลายไทยสีส้มอ่อน ๆ ด้านบนเคียนอกด้วยผ้าแพรเยื่อไม้สีโอรส ห่มทับด้วยผ้าคลุมไหล่ผืนบางสีเดียวกัน
ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยแป้งร่ำสีขาวกลิ่นหอมฟุ้ง ส่วนคิ้วนั้นใช้เป็นมะพร้าวห้าวที่ฝนให้ปลายแหลมแล้วนำไปเผาไฟติดทนนานดีทีเดียว ปากอิ่มใช้ชาดสีชมพูระเรื่อแต้มทับ ผมถูกปล่อยสยายเต็มแผ่นหลังเงางาม
"สวยจัง"เธอเอ่ยปากชมตัวเองในกระจก ราวกับหลุดมาจากวรรณคดีแน่ะ ลาวัลย์หมุนซ้ายหมุนขวาอย่างพึงพอใจ รูปหน้าเธอเข้ากับยุคสมัยได้ดีจริง ๆ
"เสร็จแล้วเจ้าค่ะท่านหญิง"
"ขอบคุณค่ะ..ว่าแต่ ทำไมถึงให้ฉันแต่งตัวแบบนี้เหรอคะ"หญิงสาวเอียงหน้าถามด้วยความสงสัย ทว่าไม่ได้รับคำตอบนั้น บริวารเมื่อหมดหน้าที่ก็ก้มหน้าแล้วเดินออกไป ลาวัลย์ทำหน้ายู่ราวกับเด็กน้อยถูกขัดใจ
เธอเดินออกมาก่อนจะไปยังห้องโถงที่สุวรรณกายยืนรออยู่ก่อนหน้า หญิงสาวยืนนิ่งอย่างคนทำอะไรไม่ถูก รู้สึกขัดเขินเมื่อถูกสายตาเฉี่ยวคมจ้องมอง
"จะให้..ฉะ..ฉันทำอะไรต่อคะ"จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเขาพาเธอมาที่นี่ทำไม แต่ก็ต้องยอมรับว่าชอบที่นี่มากเลยทีเดียว มีสิ่งใหม่ ๆ ให้เธอได้ตื่นเต้นอยู่เสมอ
"งดงามมาก วาเลนเซียของข้า"เขาเอ่ยเสียงนุ่ม เธอจะเขินมากกว่านี้หากเขาเอ่ยชื่อของเธอ
"หือ?"คิ้วเรียวเลิกขึ้นด้วยความฉงน สุวรรณกายยิ้มกริ่มทว่าไม่ได้เอ่ยตอบอะไรออกมา เขาเดินเข้าไปใกล้หญิงสาวพร้อมกับโน้มใบหน้าลงเข้าไปใกล้ จับปลายผมเธอขึ้นมาสูดดมอย่างห้ามใจไม่อยู่
"เจ้าสวยมาก ลาวัลย์"แววตาลึกซึ้งสื่อความหมาย บ่งบอกถึงความจริงใจที่เขามีให้ แก้มนวลแดงเรื่อด้วยความเคอะเขิน ริมฝีปากยักยิ้มด้วยความพอใจ
"ท่านยังไม่ตอบฉันเลยนะคะ"หญิงสาวยังไม่ละทิ้งความพยายาม ยังคงอยากรู้อยากเห็นเช่นเดิม ก็จะคาดคั้นจนกว่าเขาจะตอบนั่นแล
"มันถึงเวลาแล้วลาวัลย์"
