3| สุวรรณกาย
๓
สุวรรณกาย
ผากัณฑ์ภพ
ร่างสูงใหญ่นั่งขัดสมาธิโดยมีบริวารล้อมรอบ โดยที่มีนกอินทรีตัวใหญ่บินเฝ้าหน้าปากถ้ำตลอดเวลา สุวรรณกายลืมตาขึ้นมาจากการบำเพ็ญเพียรตลอดทั้งวัน ร่างกายที่มีแสงสีทองเปร่งประกายล้อมรอบค่อย ๆ ปรับเป็นปกติ
สุวรรณกาย พญาครุฑซึ่งเป็นโอปปาติกะที่เกิดขึ้นได้เองไม่มีบิดามารดา มีรัศมีสีทองทั้งตัวเป็นที่มาของชื่อสุวรรณกาย ร่างสูงใหญ่ราว ๆ 200 เซนติเมตร อีกทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์มากมายเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง จะมียกเว้นก็เพียงบางตนเท่านั้นที่ครุฑไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยเช่นนาค
เมื่อพญาครุฑแรกเกิดว่ากันว่า มีร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจรดฟ้า ดวงตาเมื่อกะพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกทีใด ขุนเขาก็จะตกใจหนีหายไปพร้อมพระพาย รัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายมีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วสี่ทิศ
โอปปาติกะเช่นเขามีอายุมากกว่าพันปี เติบโตขึ้นด้วยบุญกุศลที่สั่งสมมา หากเป็นพญาครุฑทั่วไปก็อาศัยผลงิ้วและน้ำจากดอกงิ้วเป็นอาหารทิพย์
ในป่าหิมพานต์คืออีกโลกที่คู่ขนานกับโลกมนุษย์ มีเหล่าสัตว์และสรรพสิ่งมากมายที่แปลกประหลาด หากแต่เขาพบเจอมันเสียจนคุ้นชิน มนุษย์ได้เพียงแต่คิดและจินตนาการถึงป่าหิมพานต์แห่งนี้ หากแต่ไม่เคยมีใครได้พบเจอจริง ๆ ยกเว้นเพียงแต่ผู้ที่มีบุญญาบารมีเช่นพระธุดงค์ ที่นิพพานได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีพวกเล่นไสยเวทย์ มนต์ดำถอดจิตมายังที่แห่งนี้มากมาย
"เชษฐา นางเป็นอย่างไรบ้าง"สุวรรณกายเอ่ยปากถามบริวารที่ส่งไปเฝ้าลาวัลย์ทั้งวันทั้งคืน เขาจะกลับมาเพื่อรายงานในทุกวันเมื่อถึงเวลา
"หายเศร้าแล้วขอรับ ทว่าตอนนี้มีเรื่องที่นางกำลังหนักใจมากยิ่งกว่า"
"ว่ามา"
"พ่อของนางป่วย ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล อาการแย่ขอรับ ข้าเห็นท่านยมทูตเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ข้าคิดว่า..เขาคงอยู่ได้อีกไม่นาน"เชษฐาเอ่ยรายงานความคืบหน้า อันที่จริงสุวรรณกายเพียงใช้จิตเปิดหน้าต่างแห่งโลกมนุษย์ดูก็สามารถรับรู้ทุกอย่างได้แล้ว เพียงแต่ว่ามันต้องเสียพลังงานไปมากอยู่ทีเดียว
"อืม"ร่างกำยำลุกขึ้นเต็มความสูง สุวรรณกายเดินออกไปก่อนที่ปีกใหญ่สีทองอร่ามจะสยายเป็นวงกว้าง ลมพัดแรงราวกับพายุกำลังจะมา พร้อมกับร่างที่กลายเป็นนกยักษ์ใหญ่บินล่องไปตามลม
ประตูมิติแห่งโลกมิติสว่างวาบทันทีที่เขาผ่านมันเข้ามา จะไม่มีมนุษย์คนไหนได้เห็นเขาง่าย ๆ หากพวกเขาไม่ต้องการให้เห็น
สายลมพัดแรงจนต้นไม้ไหวเอนไปตามแรงลม รั้งเอาหน้าต่างประตูปิดเปิดเสียงดังปึงปัง ลาวัลย์เดินออกมาดูเมื่อคิดว่าฝนคงจะตกหนัก หากแต่มือเรียวที่กำลังจะปิดประตูก็ต้องชะงักเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างกำยำของชายคนหนึ่ง
สุวรรณกายอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ อย่างคนสมัยใหม่ ก็แน่ล่ะ อายุเขาร่วมพันปีได้แล้ว ย่อมเปลี่ยนผันไปตามยุคสมัย
ถึงจะแก่ ก็แก่แต่อายุ แต่ร่างกายและหัวใจเขาไม่มีวันแก่..บอกเลย
"ค..คุณ..มาได้ไงคะ"ลาวัลย์เบิกตาโตอย่างตกใจ ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ผู้ชายคนนี้ชอบทำให้เธอรู้สึกแปลกใจอยู่เรื่อย
"ข้าก็มาปกติของข้า"มือหนาไขว้หลังมองปฏิกิริยาของหญิงสาว ในยามที่เธอแต่งตัวอยู่บ้านก็ดูน่ารักไปอีกแบบ
ลาวัลย์นุ่งกางเกงยีนส์ขาสั้น ใส่เสื้อลูกไม้สีขาวแต่งระบายอ่อน ๆ แขนกุด ผมถูกรวบขึ้นลวก ๆ เผยให้เห็นลำคอขาวผ่อง ใบหน้าเธอไร้การแต่งแต้มจากเครื่องสำอางโดยสิ้นเชิง
"แล้วคุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ"ลาวัลย์มองชายแปลกหน้าอย่างไม่ไว้ใจ เธอเองก็อยู่บ้านเพียงลำพังเสียด้วย เนื่องจากแม่เธอยังต้องเฝ้าพ่ออยู่ที่โรงพยาบาล
"ข้าจะไม่อ้อมค้อมอะไรนะ ตอนนี้เจ้ากำลังมีเรื่องกังวลใจใช่หรือไม่"ลาวัลย์แอบแปลกใจไม่น้อย เขารู้ได้อย่างไรว่าเธอมีเรื่องกลุ้มใจอยู่ แต่เขาก็อาจจะแกล้งเดาเอาก็ได้
"มะ..ไม่มี"เธอเอ่ยปฏิเสธ หากแววตาของเธอมันกำลังบ่งบอกถึงความตื่นตระหนก สุวรรณกายอมยิ้มอย่างนึกเอ็นดู ผู้หญิงของเขาก็ขี้กลัวเหมือนกันนี่
"ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้าอยู่คนเดียว ลาวัลย์"เขาเอ่ยเสียงเย้าอยู่ในที ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ชักจะเดาแม่นเกินไปแล้ว หญิงสาวถอยกรูดด้วยความกลัว เอื้อมมือคว้าบานประตูพร้อมขยับถอยห่าง
"คุณเป็นใครกันแน่..อย่าเข้ามานะ! ไม่งั้นฉันฟาดจริง ๆ ด้วย"ลาวัลย์เอ่ยด้วยความตื่นตระหนก เมื่อชายตรงหน้าสาวเท้าขยับเข้าไปใกล้เธอ เขาไม่มีท่าทีเกรงกลัวเธอเลยสักนิด หญิงสาวคว้าเอาไม้กวาดทางมะพร้าวที่อยู่ใกล้มือที่สุดขึ้นมาถือไว้แน่น หากเขาเข้ามาอีกก้าวเธอได้ฟาดหัวเขาจริง ๆ แน่
"เจ้ากล้าหรือ?"เขาพูดอย่างท้าทาย ไม้กวาดกระจ้อยร่อยนี้หรือจะทำอะไรเขาได้ สุวรรณกายก้าวเท้าเข้าไปชิดเธออย่างไม่เกรงกลัว ทันใดนั้นไม้กวาดก็ฟาดลงมาที่หัวเขาอย่างเต็มแรง แต่ทว่าร่างสูงยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิม ไม่มีท่าทีเจ็บปวดหรือบาดแผลเลยแม้แต่น้อย ลาวัลย์จึงฟาดลงไปอีกครั้ง แต่ผลก็เหมือนเดิม เขาไม่รู้สึกระคายผิวเลยสักนิด
"นะ..นี่คุณ"เธอเบิกตาโตอย่างตกใจก่อนที่ลาวัลย์จะเป็นลมหมดสติไปเสียดื้อ ๆ มือหนายื่นไปรับเธอไว้ได้ทัน สุวรรณกายช้อนร่างงามไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะอุ้มเธอไปนอนที่โซฟาในบ้านด้วยความอ่อนโยน
นิ้วเรียวเกลี่ยเบา ๆ ที่ข้างแก้ม เธอช่างงามหมดจดจริง ๆ "ธิดาวาเลนเซีย" สุวรรณกายเฝ้าเธออยู่ไม่ห่าง ที่เขาไม่ใช้เวทมนตร์ให้เธอตื่นเพราะอยากนั่งมองหน้าเธอแบบนี้ไปนาน ๆ จริงอยู่ที่เธอจำเขาไม่ได้แม้แต่เสี้ยวหนึ่ง แต่เธอคือผู้หญิงที่ตราตรึงในใจเขาตลอดกาล
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ที่ลาวัลย์หลับไป เปลือกตาเธอกระพริบถี่ ๆ เพื่อให้ชินกับแสงสว่าง มือเรียวยกขึ้นกุมขมับ ก่อนที่เธอจะสะดุ้งตกใจเมื่อหันไปเห็นชายหนุ่มนั่งอยู่ข้าง ๆ เขายิ้มบาง ๆ ให้เธอ
"ตื่นแล้วหรือ เจ้าหลับไปตั้งหลายชั่วโมงแน่ะ"หญิงสาวเขยิบตัวหนีห่างจนติดพนักโซฟา ใบหน้าเธอแสดงถึงความหวาดกลัวอย่างชัดเจน
"คุณไม่ใช่คน"เขาต้องเป็นผีหรือพวกปีศาจแน่ ๆ หลายครั้งที่เธอเห็นท่าทีแปลก ๆ ไม่เหมือนมนุษย์ปกติทั่วไป จนได้มั่นใจในวันนี้ เขาไม่มีบาดแผล ไม่มีความรู้สึกเหมือนคนทั่วไปเลยสักนิด ลาวัลย์ตัวสั่นด้วยความกลัว
"อย่ากลัวข้า..ลาวัลย์"สุวรรณกายยื่นมือหมายจะปลอบเธอ แต่กลายเป็นว่ายิ่งทำให้เธอผวามากขึ้นกว่าเดิม เขาชักมือกลับมาที่เดิม มองเธอด้วยสายตาเว้าวอน เขาไม่อยากให้เธอเกลียดเขา
"ดวงใจข้า"หญิงสาวก้มหน้าสะอื้น ชันเข่ากอดตัวเองไว้แน่น ตัวเธอสั่นเหมือนลูกกวางที่กำลังจะเป็นเหยื่อผู้น่าสงสาร สุวรรณกายทอดถอนหายใจ หากเธอพร้อมเมื่อไหร่เขาจะกลับมาอีกครั้ง
กายาใหญ่ลุกเต็มความสูง ก่อนจะเดินผ่านหน้าเธอไป สุวรรณกายหันกลับมามองเธออีกครั้ง ก่อนจะสยายปีกแล้วบินหายไปลับตารั้งเอาลมพัดราวกับพายุใหญ่ ลาวัลย์เห็นแสงสีทองเปล่งประกายจากหางตาก่อนจะหายวับไป
