ตอนที่8
ค่ำคืนยามจื่อช่างเงียบสงบนักเมื่อเทียบกับตอนกลางวัน จวนราชครูหลิวยามนี้มีเพียงทหารยามคอยเดินตรวจตราอย่างเข้มงวดเท่านั้น
หลิวฟางเซียนที่นอนไม่หลับจึงออกมาเดินเล่นรับลมยามดึก ไม่บ่อยนักที่นางจะออกมาเดินอยู่ลำพังเช่นนี้ หลังจากกลับมาจากหอชุนฉวี่นางก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อน วันนี้อาจูอาจิ้นจึงไม่ได้มาปรนนิบัตินางเข้านอน
หลายปีก่อนตอนที่มารดายังอยู่ หลิวฟางเซียนมักจะตัวติดกับนางตลอดเวลา ยามตื่นยามหลับจะมีมารดาอยู่ข้างกายเสมอ ช่างเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตนัก
หลังมารดาจากไปเพราะครรภ์เป็นพิษพร้อมกับน้องชายในท้องเมื่อสามปีก่อน หลิวฟางเซียนก็อยู่ในเรือนหลังเดิมเพียงลำพัง
แม้ว่าท่านย่ามักจะชักชวนให้นางย้ายไปอยู่ที่เรือนท่านด้วยบ่อยครั้ง ทว่าหลิวฟางเซียนมิอาจทำใจไปจากเรือนที่เต็มไปด้วยความทรงจำของนางกับมารดาได้
หญิงสาวหยิบถุงหอมที่มารดาเคยให้ไว้ออกมา ลวดลายดอกท้อบานสะพรั่งที่ถูกปักอย่างประณีตนั้นพลันให้น้ำตาของนางไหลออกมาอย่างมิอาจห้าม
มารดาของนางชอบดอกท้อและถุงหอมใบนี้มาก กลิ่นบุปผาหอมหวานเย็นสะอาดนี้ เป็นกลิ่นเดียวกับกลิ่นกายที่ติดตัวนางมาตั้งแต่เกิด ด้วยเหตุนี้กระมังมารดาจึงตั้งชื่อนางว่าฟางเซียน
มารดาของนางทดลองผสมสมุนไพรและบุปผาหลายชนิดจนได้กลิ่นที่เหมือนกับกลิ่นกายของนางที่สุด กลิ่นที่ทั้งหอมหวานและสดชื่น
"คิดถึงท่านแม่หรือ" หลิวเฟิงเหลียนที่แอบมองมาสักพักเอ่ยทักน้องสาว
"เจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าท่านแม่อยู่บนนั้น จะสบายดีหรือไม่" หลิวฟางเซียนตอบพลางยกมือเรียวขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาลวกๆ
"ท่านแม่ย่อมสบายดี หากมองลงมาแล้วเห็นเซียนเอ๋อร์มีความสุข แข็งแรงปลอดภัย" หลิวเฟิงเหลียนบอกน้องสาว มือหนาลูบเรือนผมนุ่มสลวยของนางอย่างเอ็นดู
"เซียนเอ๋อร์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปข้าจะไม่ทำให้คนที่รักข้าเป็นห่วงอีก ท่านพี่วางใจเถิดนะเจ้าคะ"หลิวฟางเซียนยิ้มหวานจนตาหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
"เซียนเอ๋อร์ของพี่ช่างรู้ความนัก เอาล่ะ ไปนอนได้แล้วเจ้าเทพธิดาน้อยขี้อ้อน ประเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้ เป็นหมอห้ามป่วยเสียเองรู้หรือไม่" ครั้งนี้หลิวเฟิงเหลียนเปลี่ยนจากลูบเรือนผมอย่างเอ็นดูเป็นดึงแก้มนิ่มของดรุณีน้อยอย่างมันเขี้ยวแทน
"รู้แล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่ของข้านับวันช่างบ่นเก่งกว่าท่านพ่อเสียอีก" คนถูกดึงแก้มเอ่ยเย้า ผู้เป็นพี่ชายที่เห็นว่าน้องสาวของเขามิได้จมอยู่กับความโศกเศร้าก็รู้สึกวางใจ
ณ คฤหาสน์ไป๋หู โม่เสวี่ยหยาง ประมุขพรรคหนุ่มกำลังอ่านรายงานที่เหวินเต๋อองครักษ์คนสนิทนำมาส่งให้ด้วยใบหน้าสีเข้ม
ดวงตาคมแผ่ไอสังหารออกมาจนนัยน์ตาสีดำครามแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม ยามมีโทสะพลุ่งพล่านจิตพยัคฆ์เหมันต์ที่ผนึกรวมกับจิตวิญญาณของประมุขหนุ่มจะสำแดงฤทธิ์ออกมา บรรยากาศรอบกายเย็นยะเยือกราวอยู่ในฤดูเหมันต์
"ท่านประมุขโปรดระงับโทสะขอรับ" เหวินเต๋อเอ่ยปากเตือนผู้เป็นนายอย่างกล้าๆ กลัวๆ
"พวกพรรคมารวิหคอัคคีล้ำเส้นข้าเกินไปแล้ว เพื่อตำแหน่งผู้นำพรรคต่างๆ ในยุทธจักร จึงได้กระทำลอบกัดเช่นนี้"โม่เสวี่ยหยางกล่าวน้ำเสียงเรียบเย็น ก่อนจะปรับน้ำเสียงกับอารมณ์ให้เป็นปกติและกล่าวต่อ "แล้วเรื่องสตรีนางนั้นเล่า ได้เรื่องว่าอย่างไรบ้าง"
"แม่นางผู้นั้นมีชื่อว่า หลิวฟางเซียน เป็นบุตรีฮูหยินเอกกับท่านราชครูหลิว หลิวหลิ่งเหอ นางเป็นสตรีที่มีชื่อเสียงและงามเป็นอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ว่ากันว่านางมีกลิ่นกายหอมหวานกรุ่นกลิ่นบุปผาติดตัวมาแต่กำเนิด กลิ่นหอมที่ยังติดอยู่ในห้องนอนท่านประมุข น่าจะเป็นกลิ่นหอมที่พวกเราได้กลิ่นจากตัวนางมิใช่จากถุงหอม"
"เป็นเจ้ามิผิดแน่ เจ้าปีศาจน้อย" ประมุขหนุ่มพึมพำเบาๆ ก่อนจะโบกมือให้เหวินเต๋อเล่าต่อ
