1 การเริ่มต้นของสายลม
เสียงแป้นพิมพ์ของคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานเงียบสงบลงเมื่อเข็มนาฬิกาบนผนังเดินผ่านตัวเลขสิบสอง บอกเวลาเที่ยงคืนตรง คืนนี้ฝนทางด้านนอกตกหนักจนละอองน้ำเกาะเป็นฝ้าหนาบนกระจกใสตึกสูงทรงทันสมัย ริชา—เฌอริชา วางปากกาลงบนโต๊ะทำงาน ปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตสีเบจออกเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า
เธอยืนขึ้นเต็มความสูง เดินตรงไปยังริมกระจกหน้าต่าง มองลงไปเห็นแสงไฟจากรถยนต์ที่ส่องสว่างเป็นสายบนถนนกรุงเทพมหานคร เสียงเพลงในวิทยุคลื่นเก่าที่เปิดทิ้งไว้เบาๆ ดังคลอขึ้นมาด้วยท่วงทำนองกีตาร์โปร่งอันคุ้นเคย... ท่วงทำนองดนตรีสายเดิมที่เคยหยุดเวลาในหัวใจของเธอไว้เมื่อสิบปีก่อน
เพลงเดิม... ที่ฟังทีไร ภาพความทรงจำในวัยขาสั้นคอซองก็มักจะย้อนคืนกลับมาเสมอ
ย้อนกลับไปในฤดูฝนเมื่อสิบปีก่อน
เสียงกริ่งเลิกเรียนของโรงเรียนมัธยมชื่อดังใจกลางเมืองดังขึ้นพร้อมกับเสียงเฮฮาของนักเรียนชั้น ม.4/2 ที่ต่างพากันรีบเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน แต่สำหรับ ริชา ห้องเรียนในยามเย็นกลับเป็นช่วงเวลาที่เธอโปรดปรานที่สุด
ริชาเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารัก นัยน์ตาสุกใสแต่ทว่าแฝงความเรียบง่ายและถ่อมตัว เธอชอบสะพายกระเป๋าเป้ใบเดิม ยิ้มง่ายแต่พูดน้อย และมักจะเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่างแถวหลังสุดเสมอ ห้องเรียนที่เหลือเพียงเสียงพัดลมเพดานหมุนดังหึ่งๆ กับเสียงหยดน้ำฝนกระทบขอบกระจก คือพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้เธอได้เฝ้ามองใครบางคนอย่างเปิดเผย
คนที่นั่งอยู่โต๊ะหน้าสุดฝั่งขวา... เอิร์ธ — วรัญญู
เอิร์ธเป็นหนุ่มนักกิจกรรมขวัญใจประจำรุ่น เขาเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาพร้อมรอยยิ้มสดใสที่สามารถทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวได้เพียงแค่เขายิ้ม ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนของโรงเรียน เสียงกรี๊ดและสายตาของสาวๆ มักจะตามหลังเขาเสมอ เอิร์ธเป็นทั้งนักฟุตบอลของโรงเรียน และยังเป็นมือกีตาร์ควบตำแหน่งร้องนำของวงดนตรีประจำชั้นปี แต่ถึงแม้จะมีผู้คนรายล้อมมากมาย เอิร์ธกลับไม่เคยถือตัว เขากลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของเพื่อนๆ ทุกคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ
"ริชา! ยังไม่กลับเหรอ"
เสียงทุ้มสดใสติดอารมณ์ดีดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงที่เดินตรงมายังโต๊ะของเธอ เอิร์ธถือกล่องกีตาร์โปร่งใบโตไว้ในมือ ผมสั้นรอยเปียกเหงื่อเล็กน้อยจากการซ้อมเพลงเมื่อครู่ เขาส่งยิ้มกว้างมาให้พร้อมกับวางขนมปังนมสดก้อนหนึ่งลงบนโต๊ะของเธอ
"พอดีเราเคลียร์เวรทำความสะอาดห้องอยู่น่ะ เอิร์ธล่ะ ซ้อมดนตรีเสร็จแล้วเหรอ" ริชาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น พยายามสะกดก้อนเนื้อในอกซ้ายที่ไม่เคยฟังความ และมักจะเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งทุกครั้งที่เขาเข้ามาใกล้
"เรียบร้อยแล้ว วันนี้ครูให้เลิกไว จะกลับเลยไหม ฝนข้างนอกตกหนักมากเลยนะ เดี๋ยวเรากางร่มไปส่งที่ประตูหน้าโรงเรียน" เอิร์ธหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋านักเรียนของเธอขึ้นมาถือไว้อย่างถือวิสาสะตามนิสัยคนอารมณ์ดีและเอื้อเฟื้อ
"ไม่ต้องลำบากหรอกเอิร์ธ เรากลับเองได้" ริชารีบปฏิเสธ แต่มือหนาของเขากลับคว้าเอาร่มคันยาวของตัวเองขึ้นมาแล้วกางออกตรงทางเดินทันที
"ลำบากอะไรกัน เพื่อนกันทั้งนั้น ปะ... ไปด้วยกันนี่แหละ"
คำว่า 'เพื่อน' ที่หลุดออกมาจากปากเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้อกข้างซ้ายของริชากระตุกวูบ แต่มุมปากของเธอก็ยังคงเว้นรอยยิ้มละมุนไว้เช่นเดิม เธอเดินตามหลังแผ่นหลังกว้างของเขาออกไปนอกอาคารเรียน ร่มคันเดียวไม่ได้กว้างพอที่จะกันสายฝนที่พัดกระหน่ำ เอิร์ธเอียงร่มมาทางเธอจนไหล่ขวาของเขาเปียกปอนไปครึ่งแถบ โดยที่เขาไม่สนใจตัวเองเลยแม้แต่น้อย
"เอิร์ธ เอียงร่มไปทางเอิร์ธบ้างสิ เสื้อเปียกหมดแล้วนะ" ริชาเอ่ยเตือนด้วยความห่วงใย มือเรียวเล็กยื่นไปแตะแขนเสื้อที่เปียกชื้นของเขาเบาๆ
"ไม่เป็นไรหรอก ริชาเป็นผู้หญิง อย่าให้เปียกฝนเลย เดี๋ยวจะไม่สบายเอา" เขายิ้มตอบ สายตามองตรงไปข้างหน้า ขณะที่มือยังคงกุมด้ามร่มไว้อย่างมั่นคง
ความอบอุ่นเล็กๆ ที่ส่งผ่านความใส่ใจของเขาในวันนั้น คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ 'หัวใจ' ของริชาตกเป็นของวรัญญูอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่ชีวิตมัธยมปลาย
ริชาแอบรักเอิร์ธ... เธอรู้ดีตั้งแต่แรกว่าเธอเป็นใคร และเขายืนอยู่ที่จุดไหน เอิร์ธเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจ้าลอยโดดเดี่ยวอยู่บนฟ้า ส่วนเธอเป็นเพียงแค่ 'สายลม' บางเบาที่พัดผ่านอยู่รอบตัวเขา คอยให้ความเย็น คอยช่วยซับเหงื่อในวันที่เขาเหนื่อยล้า โดยที่ไม่เคยเรียกร้องให้เขากลับมามอง
ความรู้สึกนี้กลายเป็นความลับที่ลึกที่สุดในชีวิตของเธอ ริชาไม่เคยบอกใคร ไม่เคยระบายลงในไดอารี่ และไม่เคยหลุดปากบอกแม้กระทั่ง 'ปลา' เพื่อนสนิทที่สุดคนเดียวในกลุ่มที่คอยกินข้าวและไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา เพราะเธอรู้ดีว่า หากความจริงข้อนี้ถูกเปิดเผยออกไป ความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ในฐานะเพื่อนร่วมห้องอาจจะต้องสั่นคลอน และสายลมก้อนนี้ก็อาจไม่มีสิทธิ์ได้อยู่ใกล้ชิดเขาอีกต่อไป
เธอเลือกที่จะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเสมอ...
ยามที่เอิร์ธซ้อมดนตรีจนดึกดื่น ริชาจะเป็นคนแอบซื้อน้ำเกลือแร่และผ้าเย็นไปวางไว้ที่โต๊ะเรียนของเขาก่อนใคร ยามที่เขาหาปิ๊กกีตาร์ไม่เจอ หรือลืมสมุดโน้ตเพลงไว้ใต้โต๊ะ ริชาจะเป็นคนที่คอยเก็บรวบรวมและวางคืนไว้ในตำแหน่งที่เขาสังเกตเห็นได้ง่ายที่สุด และยามที่เขามีความสุขหรือยิ้มหัวเราะ ริชาก็ทำเพียงแค่ยิ้มตามอยู่ห่างๆ ในมุมมืดของห้องเรียน
เธอไม่ต้องการเป็นดาวที่แข่งแสงกับใคร ไม่ต้องการเป็นคนสำคัญที่เขาต้องคอยดูแล แค่ได้เป็นสายลมที่คอยพัดความหวังดีไปถึงเขาในทุกๆ วัน... เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับเด็กสาววัยสิบห้าปีแล้ว
จ๊อก...
เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานในปัจจุบันสั่นครืน ตัดสลับภาพความทรงจำสมัย ม.4 ให้หายวับไปในอากาศ ริชาถอนหายใจยาว ดึงตัวเองกลับสู่ความจริงในวัยยี่สิบห้าปี เธอยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ
ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้หัวใจที่เคยสงบนิ่งกลับมากระตุกเกร็งอีกครั้ง
[Earth : วรัญญู]
ริชากดรับสาย นำโทรศัพท์ขึ้นแนบหู น้ำเสียงของเธอคงความเรียบเย็นและอบอุ่นไว้ได้เสมอไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี "ว่าไงเอิร์ธ ดึกขนาดนี้แล้ว ยังไม่กลับอีกเหรอ"
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ มีเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ และเสียงสายฝนกระทบกระจกรถยนต์ดังแทรกเข้ามา ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เคยสดใสของเอิร์ธจะตอบกลับมาด้วยความสั่นพร่าและโรยแรง... น้ำเสียงของคนที่กำลังหลงทางและหัวใจแตกสลาย
"ริชา... อยู่ไหนเหรอ ทำงานเสร็จหรือยัง"
"เพิ่งเสร็จน่ะ อยู่ที่ออฟฟิศ มีอะไรหรือเปล่าเอิร์ธ น้ำเสียงดูไม่ดีเลย" ริชาถามด้วยความห่วงใย ความรู้สึกปกป้องและอยากดูแลเขาพุ่งขึ้นมาในอกทันทีเหมือนเมื่อสิบปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
"เรา... ไปหาได้ไหม" ปลายสายหยุดถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้คนฟังรู้สึกหน่วงในอก "เราทะเลาะกับเขาอีกแล้วว่ะริชา... ทะเลาะกันหนักมากจริงๆ คราวนี้เราไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว นอกจากเธอ"
ริชานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ยืนมองหยดน้ำฝนที่ไหลผ่านกระจกใสตึกสูง ความรู้สึกเจ็บลึกๆ ที่คุ้นเคยวิ่งผ่านหัวใจอีกครั้ง 'เขา' ที่เอิร์ธพูดถึง... คือผู้หญิงคนนั้น คนที่ครองหัวใจของเอิร์ธมาตั้งแต่สมัยเรียน คนที่ทำให้เอิร์ธมีทั้งรอยยิ้มที่สดใสที่สุด และบาดแผลที่ลึกที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม... หน้าที่ของสายลมก็ยังคงเป็นหน้าที่ของสายลมวันยังค่ำ
"มาสิเอิร์ธ... เรายังอยู่ที่ออฟฟิศ เดี๋ยวลงไปรอข้างล่างนะ" ริชาตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่มีใครเห็นผ่านสายโทรศัพท์
เธอกดวางสาย มองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกใส สายลมที่หวังดีก้อนนี้... ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่เคยเดินจากไปไหนตลอดสิบปีที่ผ่านมา และพร้อมที่จะพัดพาความสุขกลับมาให้เขาเสมอ แม้ว่าคนที่ซับน้ำตาให้เขาตรงนี้ จะต้องเป็นคนที่เจ็บปวดที่สุดก็ตาม
