บทที่ 7 สามีที่ฉันเก็บได้ในยุค 70
บทที่ 7 สามีที่ฉันเก็บได้ในยุค 70
จี้กวงยิ้มอย่างยินดี เวลานี้เขามีความสุขเหลือเกิน ที่ได้ยินคำพูดพวกนี้จากปากของลูกสาว เขาจึงบอกเธออย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรหรอกลูก พ่อเข้าใจ ตอนนั้นลูกยังเด็กเลยเห็นเรื่องความรักเป็นเรื่องสำคัญ ทว่าตอนนี้ลูกคิดได้แล้ว พ่อกับแม่เองก็ดีใจมากเลยนะ”
“ฉันขอสัญญาว่าต่อจากนี้ไปฉันจะตั้งใจทำงาน ฉันจะทำงานหาเงินมาให้มาก ๆ เพื่อชดเชยในส่วนที่ฉันเอาของที่บ้านไปให้คนอื่น อีกอย่าง ฉันจะทำให้ครอบครัวของเรามีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ พ่อกับแม่เชื่อฉันนะคะ ฉันต้องทำได้อย่างแน่นอน” จี้อู๋เจินให้คำมั่นสัญญากับพ่อแม่อย่างหนักแน่น
“แม่เชื่อมั่นในตัวลูก แม่เชื่อว่าถ้าลูกตั้งใจแล้วจะต้องทำได้แน่” เฉิงลู่พูดอย่างเชื่อมั่นในตัวลูก นางยิ้มอย่างยินดีที่เหมือนได้ลูกสาวคนใหม่ ที่รู้ว่าสิ่งไหนควรทำและสิ่งไหนไม่ควรทำ
“ค่ะ พวกเรามาสู้ด้วยกันนะคะ” หญิงสาวบอกพร้อมกับยิ้มให้พ่อแม่ เธอตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นอย่างที่บอกออกไป
ตอนนี้ยาในหม้อถูกต้มจนเดือดปุด ๆ ส่งกลิ่นฉุนที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม จี้กวงชะโงกหน้าไปดูสียาในหม้อว่าได้ที่แล้วหรือยัง เมื่อเห็นว่าได้สีที่น่าพอใจแล้ว เขาก็ยกหม้อยาลงจากเตา
เฉิงลู่เมื่อเห็นสามียกหม้อยาลงมาแล้ว ก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่ออย่างไม่รีรอ นางรีบไปหยิบถ้วยขนาดเล็กออกมาสองใบ จากนั้นก็เทยาลงในถ้วย แล้วยื่นถ้วยหนึ่งให้กับจี้อู๋เจิน
“ดื่มสิลูก ก่อนดื่มก็เป่าสักหน่อยนะ ยานี้ร้อนมากเลยนะลูก”
“ค่ะแม่” หญิงสาวรับยาถ้วยนั้นมา ก่อนจะเป่าให้คลายร้อนลงไปสักหน่อย ทว่ายังไงยาก็ยังคงร้อนอยู่ดี เธอจึงวางเอาไว้ข้างตัวก่อน โดยตั้งใจว่าให้ยาเย็นลงกว่านี้อีกสักหน่อยแล้วค่อยดื่ม
“ว่าแต่พ่อคะ คนที่ฉันช่วยเอาไว้เขาเป็นยังไงบ้างคะ” จี้อู๋เจินถามพ่อเมื่อนึกขึ้นมาได้ สายตามองเข้าไปในบ้านแวบหนึ่ง เพราะอยากรู้ว่าคนที่ร่างเดิมช่วยมานั้น พักอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า
“พ่อหนุ่มคนนั้นน่ะเหรอ ตอนนี้เขายังไม่ฟื้นเลย แต่ไม่ต้องห่วงเขาหรอก ก่อนที่จะพาเขามาที่นี่ คนในหมู่บ้านช่วยกันปฐมพยาบาลและเอาน้ำออกจากตัวเขาหมดแล้ว ตอนนี้เขายังหายใจดีอยู่ พ่อคิดว่าเขาคงไม่เป็นอะไรมากหรอก” จี้กวงตอบกลับลูกสาวอย่างละเอียด
ก่อนหน้านี้หญิงสาวจำได้เพียงแค่คร่าว ๆ ว่า ก่อนตายเจ้าของร่างนี้ได้ช่วยชายคนหนึ่งเอาไว้จากการจมน้ำ แต่เธอก็จำหน้าชายคนนั้นไม่ได้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นเธอคิดเพียงแค่จะช่วยชีวิตอีกฝ่ายไว้ให้ได้ จึงไม่ได้สนใจว่าเขาจะเป็นใคร มีหน้าตายังไง ดังนั้นตอนนี้เธอจึงนึกหน้าของคนที่ร่างนี้ช่วยมาไม่ออก
เฉิงลู่เอามือแตะถ้วยยาของลูกสาว เมื่อสัมผัสได้ว่าเย็นลงแล้ว ก็ยกขึ้นมาแล้วยื่นให้ลูกสาวอีกครั้ง “ดื่มได้แล้วนะลูก ยาเริ่มอุ่นแล้ว”
จี้อู๋เจินรับยามาแล้วดื่มจนหมด ความรู้สึกหลังจากที่ดื่มยาเข้าไป ก็รู้สึกชุ่มคอและอุ่นคอเล็กน้อย ถ้าไม่ติดว่ายาขมมาก เธอก็คงจะรู้สึกดีกว่านี้
“พ่อกับแม่พาฉันไปดูเขาหน่อยได้ไหมคะ ฉันอยากรู้ว่าเขาเป็นยังไงบ้าง” หญิงสาวบอกกับพ่อแม่ แล้วลุกจากเก้าอี้เพื่อจะไปดูผู้ชายคนนั้น
“เขาอยู่ที่ห้องข้าง ๆ ห้องลูกนั่นแหละ มาเถอะพ่อจะพาไปดู” จี้กวงบอกพร้อมกับเดินนำหน้าไป ส่วนเฉิงลู่ก็ถือถ้วยยาอีกถ้วยหนึ่งตามไปด้วย
เมื่อเข้ามาถึงจี้กวงก็เปิดประตูห้องอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนที่นอนอยู่ในห้อง
พอเห็นใบหน้าของผู้ชายคนนั้น จี้อู๋เจินถึงกับตกใจแทบสิ้นสติ นั่นเพราะว่าใบหน้าของผู้ชายคนที่ร่างนี้ช่วยชีวิตเอาไว้ ดันเหมือนกับใบหน้าของเซิงเหยาฉวน เจ้าของเซิงหล่ายกรุ๊ปไม่มีผิดเพี้ยน เรื่องนี้จึงทำเอาเธองุนงงไปหมด
หญิงสาวยืนมองผู้ชายที่นอนอยู่บนเตียงครู่ใหญ่ ในใจนั้นคิดว่า ‘หรือเขาอาจจะทะลุมิติหรือข้ามมิติมาด้วย’ แต่หลังจากทบทวนและคิดดูแล้ว ก็รู้สึกว่ามันก็เป็นไปได้ยากมากที่จะเป็นแบบนั้น
แต่จะไม่มีความเป็นไปได้เลยมันก็ไม่ใช่เหมือนกัน ขนาดเธอยังทะลุมิติมาได้ แล้วทำไมเขาจะทะลุมิติมาบ้างไม่ได้ล่ะ
‘เท่าที่จำได้ เขาไม่ได้ตายนี่นา เพราะฉันเองที่เอาตัวเองบังกระสุนเอาไว้ บางทีคนนี้อาจจะเป็นแค่คนหน้าเหมือนก็ได้มั้ง คงไม่มีอะไรหรอก’ หญิงสาวคิดในใจหลังจากทบทวนทุกอย่างแล้ว
แต่การที่ได้เห็นหน้าเขาอยู่ในบ้านเดียวกันแบบนี้ มันกลับทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร นั่นเพราะว่าหากชาติที่แล้วเธอไม่รับงานนี้ เธอก็คงไม่ต้องเอาตัวเองไปบังกระสุนให้เขา และเธอก็คงยังไม่ตาย แล้วต้องมาอยู่ในยุคที่ขาดแคลนอย่างนี้หรอก
หญิงสาวคิดว่าการที่เธอต้องตายก็เพราะเขาชัด ๆ ทว่าจะมาโกรธเกลียดผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ได้ เพราะยังไงเขาก็เป็นเพียงแค่คนหน้าเหมือน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเซิงเหยาฉวนอะไรนั่นสักหน่อย
จี้อู๋เจินจึงได้แต่บอกกับตัวเองว่า ‘อย่าคิดอะไรมากเลย ทำใจให้สบายดีกว่า’
