ตอนที่ 1 สามีข้าตายไปนานแล้ว
ร่างสูงโปร่งในชุดผ้าไหมเนื้อดีก้าวเข้าไปในตึกอันโออ่าสีสันสะดุดตา ระหว่างทางพลางลอบสังเกตความรุ่งเรืองของร้านค้าฮวาเซียงไปด้วย ในใจนึกชื่นชมสตรีที่เป็นเจ้าของที่นี่อย่างเงียบๆ บริเวณชั้นล่างถูกออกแบบให้เป็นหน้าร้าน เอาไว้รองรับลูกค้าที่มาเลือกซื้อสินค้า มีชั้นวางทำจากหินอ่อนสีขาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ขวดบรรจุฮวาเซียงสุ่ย(น้ำหอม) ที่ตั้งบนชั้นวางมีรูปร่างแตกต่างกันไป บ้างเป็นทรงกลม บ้างเป็นทรงเหลี่ยมดูแปลกตายิ่ง
“เชิญใต้เท้าด้านบนเลยเจ้าค่ะ” สตรีวัยกลางคนนางหนึ่งเดินเข้ามาทักทายด้วยใบหน้าเปื้อนแย้ม พร้อมทั้งผายมือเชื้อเชิญให้แขกคนสำคัญเดินขึ้นไปยังชั้นสอง นางมีนามว่าจูซิ่นเป็นผู้ช่วยของนายหญิง ได้รับคำสั่งให้คอยดูแลท่านใต้เท้าผู้นี้ระหว่างที่นายหญิงยังเดินทางมาไม่ถึง จากประสบการณ์การพบปะผู้คนมาพอสมควร สังเกตได้ว่าใต้เท้าผู้นี้แตกต่างจากขุนนางทั่วไป ท่าทางสุภาพนิ่งขรึมราวเสือหมอบมังกรซ่อน รอเวลาจู่โจมใส่ศัตรู เกรงว่าการเจรจาครั้งนี้นางหญิงอาจต้องตกเป็นรองเสียแล้ว
หลังจากเหยียบย่างเข้ามายังห้องรับรอง กลิ่นหอมอ่อนๆชวนผ่อนคลายก็เข้ามากระทบโสตประสาท ใบหน้าที่ค่อนข้างตึงเครียดก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะคลายลงจนอีกฝ่ายสังเกตได้
“ก้านไม้หอมระเหยเจ้าค่ะ มีคุณสมบัติช่วยทำให้ผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล เชิญท่านใต้เท้าจิบชารอสักครู่ นายหญิงกำลังเดินทางมาเจ้าค่ะ”
ต้วนเหยียนชิ่งพยักหน้าตอบ รอจนอีกฝ่ายออกไปจากห้องจึงได้ยกชาขึ้นจิบ รสชาติไม่เลว ถือว่าสตรีนางนั้นเก่งกาจมากทีเดียว เขาชักอยากเห็นหน้านายหญิงฮวาเซียงเสียแล้ว ฝ่าบาทตรัสว่านางเป็นม่ายสาวทรงเสน่ห์ อายุยังน้อยแถมหน้าตาหมดจดงดงาม บุรุษน้อยใหญ่ต่างเดินทางมาที่นี่เพื่อหวังเกี้ยวนาง หมายจะได้เกี่ยวดองกับนายหญิงฮวาเซียงกันทั้งนั้น
เวลาดำเนินไปจวบจนครึ่งชั่วยาม ทว่าสตรีผู้นั้นยังไม่ปรากฏตัวแม้แต่เงา จิตใจที่ผ่อนคลายก่อนหน้านี้เริ่มขุ่นมัว นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ หมายดึงอารมณ์คุกรุ่นให้เย็นลง นางคิดว่าตนเองเป็นผู้ใดกันถึงได้ทำตัวเสียมารยาทเช่นนี้
พลันประตูบานใหญ่ก็เปิดออกพร้อมกับร่างของสตรีคนเดิม “เรียนใต้เท้า นายหญิงฮวาเซียงมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
ทันทีที่เจ้าของร่างอรชรย่างกรายเข้ามา กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกเหมยกุ้ย(ดอกกุหลาบ)ก็กำจายไปทั่วบริเวณห้อง ต้วนเหยียนชิ่งที่ตั้งหน้าตั้งตารอผู้มาเยือนถึงกับเบิกตากว้างเมื่อสบเข้ากับดวงตาดอกท้อคู่นั้น ใบหน้างามถูกแต่งแต้มอย่างประณีต สองแก้มแดงระเรื่อรับกับริมฝีปากอิ่มอมชมพู
“หว่านชิง” เสียงทุ้มพึมพำคล้ายละเมอ ต้วนเหยียนชิ่งตั้งสติได้หลังนางหายไปหนึ่งปี จากนั้นจึงออกตามหาอย่างบ้าคลั่ง ทว่านึกไม่ถึงว่าภรรยาจะหนีมาอยู่ไกลถึงที่นี่ มู่หว่านชิงดูเปลี่ยนไปมาก จากสาวน้อยในวันวานเติบโตเป็นสตรีเต็มวัย
“ท่าน!” มู่หว่านชิงเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ด้วยคาดไม่ถึงว่าอดีตสามีจะได้รับมอบหมายให้มาทำงานนี้ หลายเดือนก่อนหญิงสาวได้รับจดหมายหนึ่งฉบับ ด้านในระบุว่าต้องการซื้อสูตรน้ำหอมราคาแพงเท่าไรไม่เกี่ยง จากตรามังกรที่ประทับลงในจดหมาย นางรู้ได้ในทันทีว่านั่นคือสารจากเมืองหลวง
มู่หว่านชิงตอบจดหมายกลับไปว่านางไม่ขาย สูตรน้ำหอมถือเป็นความลับ หากขายไปแล้วกิจการของนางจะดำเนินต่อไปอย่างไร หนึ่งเดือนให้หลังก็มีจดหมายตอบกลับมาว่าจะมีตัวแทนพระองค์มาเจรจาด้วย ไม่ว่านางจะต้องการเงินทองเท่าไรก็สามารถเรียกร้องจากคนผู้นั้นได้
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะเชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ยว่า “เชิญใต้เท้าเอ่ยข้อเสนอมาได้ ข้าน้อยมีธุระต้องทำต่อ รั้งอยู่นานไม่ได้”
“หว่านชิง..เจ้าสบายดีหรือไม่” เนิ่นนานกว่าเขาจะหาเสียงตัวเองเจอ ในหัวมีแต่คำถามเต็มไปหมด นับจากวันนั้นจนกระทั่งตอนนี้เวลาล่วงเลยมาห้าปีเต็ม มู่หว่านชิงที่อ่อนหวานดังลูกแมวน้อยในวันวาน กลายร่างเป็นนางหงส์ไปเสียแล้ว ดวงตาคมกวาดไปทั่วเรือนร่างตั้งแต่หัวจรดเท้า นางแต่งกายด้วยชุดพอดีตัวช่วยขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายอย่างชัดเจน หญิงสาวไปเรียนรู้การสวมอาภรณ์อวดเรือนร่างเช่นนั้นมาจากที่ใดกัน เป็นดังที่ฝ่าบาทตรัสทุกประการ มู่หว่านชิงคือม่ายสาวทรงเสน่ห์ แต่เดี๋ยวก่อน..เขากับนางยังไม่ได้อย่าขาด จะเป็นม่ายได้อย่างไรเล่า
“ข้ากับท่านมิได้รู้จักกัน กรุณาอย่าเรียกเช่นนั้นผู้อื่นจะครหาได้” เจ้าของเรือนกายเย้ายวนทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เอ่ยกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงเย็นชา พลันค่อนขอดในใจว่าเขายังจำชื่อนางได้อยู่หรือ นึกว่าจำได้แต่ชื่อของสตรีในดวงใจเสียอีก
เรื่องราวระหว่างเขาและนางไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก เมื่อมิได้รัก..นางก็ยอมหลีกทางให้แต่โดยดี บุรุษที่เข้าหอกับภรรยาทว่าเอาแต่ร่ำร้องถึงสตรีอีกนาง ใครไม่เป็นข้าไม่มีวันเข้าใจหรอก
“ข้าคือต้วนเหยียนชิ่งสามีของเจ้า จำข้ามิได้หรือ” ร่างสูงยื่นแขนออกไปคว้าข้อมือนุ่มนิ่มของภรรยา ทว่านางกลับสะบัดออกอย่างรังเกียจราวกับต้องของโสมม ทำเอาเขาถึงกับตกใจหน้าถอดสี
“ขออภัยใต้เท้า ‘สามีของข้าตายไปนานแล้ว’ กรุณาเข้าใจเสียใหม่และหากท่านยังไม่พูดธุระก็เชิญกลับไปได้ ข้าจะปิดร้านแล้ว” มู่หว่านชิงรู้ถึงจุดประสงค์ของเขา หากมิใช่เพราะงานที่ได้รับมอบหมาย มีหรืออดีตสามีจะยอมคุยกับนางเช่นนี้ คิดได้ดังนั้นพลันภาพในอดีตก็ฉายวนมาอีกครั้ง ข้าเคยทำตัวไร้ค่า ทำเรื่องไร้ยางอายมากมาย ถึงขั้นไปหาเรื่องสตรีในดวงใจของต้วนเหยียนชิ่งก็เคยมาแล้ว
“เดี๋ยวก่อนหว่านชิง ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธ แต่ขอร้องล่ะ..ช่วยฟังคำอธิบายก่อนได้หรือไม่” ต้วนเหยียนชิ่งรีบเอาตัวเข้าไปขวาง พยายามเกลี้ยกล่อมคนตรงหน้าให้ใจเย็นลง เกรงว่านางจะผลุนผลันออกไปจากห้องเสียก่อน
ยังไม่ทันที่มู่หว่านชิงจะทันได้เอ่ยสิ่งใดออกไป ประตูบานใหญ่ก็เปิดเข้ามาพร้อมกับร่างเล็กจ้อยของแม่หนูน้อยแก้มกลมอมชมพู เด็กหญิงตรงดิ่งเข้ามาหามู่หว่านชิง ตระกองกอดขาของนางจนแน่น พร้อมทั้งถูไถใบหน้าอย่างออดอ้อน
“ท่านแม่เจ้าขา..ถิงถิงได้ยินว่าท่านกลับมาแล้ว แต่หาเท่าไรก็ไม่พบที่แท้ก็มาแอบอยู่ห้องนี้นี่เอง” เสียงใสดังระฆังแก้วเอ่ยขึ้น ใบหน้าของแม่หนูน้อยแหงนเงยมองผู้เป็นมารดาด้วยความถวิลหา วันนี้ท่านแม่ไปคุยงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พอเด็กหญิงตื่นขึ้นมาก็ไม่เจอมารดาแล้ว
“ขออภัยเจ้าค่ะนายหญิง” พี่เลี้ยงก้มหน้าก้มตาขอโทษผู้เป็นนาย คุณหนูถิงถิงแม้จะอายุเพียงสี่ขวบ ทว่ากลับเฉลียวฉลาดเกินวัย อีกทั้งยังวิ่งไวเหลือเกิน พริบตาเดียวมาถึงนี่เสียแล้ว
“เจ้า..มีลูกแล้วอย่างนั้นหรือ” จอหงวนหนุ่มที่เคยปราดเปรื่อง บัดนี้สติปัญญาทึมทื่อไปชั่วขณะ ไหนว่าเป็นม่ายแล้วมีลูกได้อย่างไร หรือมู่หว่านชิงแอบสวมหมวกเขียวให้เขา?
