บทที่ 9
[โง่เสียจริง]
"นี่เจ้าด่าข้าอีกแล้วนะ"
[ก็โง่จริงหรือไม่เล่าอยากได้อะไรก็เพียงแค่ขอ ลองดูสิ]
'เจ้าลิงฮุยปากเสียก็ควรบอกข้าตั้งแต่แรกหรือไม่เล่าจะให้ยืนงงอยู่ทำไมตั้งนาน'
[ข้าได้ยินนะ]
“ขะ ข้าก็แค่คิดเท่านั้นเองนะเจ้าน่ะเสียมารยาทมากรู้หรือไม่ มาเที่ยวอ่านใจคนอื่นแบบนี้ได้อย่างไรกันเล่า”
[เรื่องของข้า จะเอาหรือไม่ผลไม้นั่นน่ะ]
"เอาสิ"
นางตอบกลับก่อนจะละความสนใจจากเขาแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองต้นไม้สูงใหญ่เบื้องหน้า
"ท่านต้นไม้เจ้าคะข้าขอผลไม้จากต้นของท่านเพื่อไปช่วยหลานชายของสามีข้าได้หรือไม่"
นางพูดขึ้นในใจก็ยังไม่คงแคลงใจไม่เลิก
‘เจ้าลิงฮุยนั่นกำลังหลอกนางอยู่หรือไม่นะ’
ทันใดนั้นผลอิงเถาที่กำลังสุกได้ที่ก็หล่นลงมาบนพื้นท่ามกลางความตกตะลึงของนาง
"มะ ไม่ได้หลอกกันนี่นา"
[ข้าก็บอกไปแล้วว่าทั้งหมดคือเรื่องจริง! รีบเก็บแล้วรีบออกไปได้แล้วรบกวนเวลาพักผ่อนของข้า]
"เจ้าค่ะท่านหลิงฮุยผู้เก่งกาจ ข้าจะรีบเก็บแล้วก็รีบออกไปไม่รบกวนท่านอย่างแน่นอนเลยเจ้าค่ะ"
[ให้มันจริงเถอะ]
มู่อิงเถาคร้านจะต่อความกับเขานางรีบเก็บผลอิงเถาที่หล่นอยู่บนพื้นหญ้าไปสี่ห้าลูก ขณะที่กำลังจะออกจากมิติวิเศษนางก็เหลือบไปเห็นบ่อน้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากต้นไม้ใหญ่นั้นพื้นที่บริเวณโดยรอบมีต้นหญ้าเขียวขจีงดงามต่างจากบ่อน้ำที่แห้งเหือดนั้นเป็นอย่างมาก
“น่าแปลกเสียจริง”
[บ่อน้ำพุแห่งกาลเวลา]
“อะไรนะ”
[บ่อนั่นคือน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ว่าจะเจ็บป่วยด้วยโรคอันใดก็รักษาหายได้ทั้งนั้น]
“จริงหรือ”
[แต่น่าเสียดายมันแห้งเหือดแบบนี้มานานแล้วล่ะ]
“ทำไมล่ะ”
[ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเลิกถามข้าได้แล้ว นี่เจ้าน่ะเอาไปแล้วอย่าลืมมาทำหน้าที่ของตนเองล่ะ]
“รู้แล้วน่าเหตุใดเจ้าถึงพูดมากเช่นนี้นะ”
มู่อิงเถาบ่นร่ายยาวให้เจ้าของมิติวิเศษไปชุดใหญ่ก่อนจะออกจากมิติวิเศษเพื่อไปหาซ่งหงอี้ด้วยความรวดเร็ว นางเดินกลับมาที่ห้องนอนก็เห็นว่าเด็กน้อยผู้นั้นหลับไปแล้ว
“คงจะเจ็บมากสินะน่าสงสารเสียจริง”
‘เฮ้ย! ไม่ได้สิในนิยายเล่มนั้นหลานชายของซ่งอวี่ถงเองก็ร้ายไม่ใช่เล่นเลย หาวิธีกลั่นแกล้งนางสารพัดหน้าตาธรรมดาดูไม่มีพิษสงทั้งคู่ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะเป็นตัวร้ายไปได้’
มู่อิงเถาส่ายหน้าให้เด็กชายก่อนจะนำผลไม้วิเศษไปจัดการผ่าเป็นชิ้นเล็กๆ เก็บเอาไว้ให้เขากินหลังตื่นขึ้นมา นางไม่ลืมที่จะนำสมุนไพรที่เก็บติดมือมาจากมิติวิเศษมาตำจนละเอียดแล้วห่อด้วยผ้าบางๆ ค่อยๆ ประคบที่แขนของเขาอีกด้วย
เป็นเวลากว่าสองชั่วยาม[1] ในที่สุดซ่งอวี่ถงก็เดินทางกลับมาเสียทีเมื่อมองผ่านไปด้านหลังของเขากลับพบเพียงความว่างเปล่า สีหน้าที่ดูไม่สู้ดีนั้นบ่งบอกว่าต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
“ท่านหมอไม่มากับท่านด้วยหรือเจ้าคะ”
เขาส่ายหน้าให้นางเล็กน้อยก่อนจะชำเลืองมองไปที่ซ่งหงอี้ผู้เป็นหลานชาย
“ท่านหมอที่ข้ารู้จักเขาเดินทางไปต่างเมืองและท่านหมอที่ยังอยู่คิดค่ารักษามากเกินไปเงินที่ข้ามีไม่พอจึงได้แค่ซื้อยากลับมาให้เขากินเท่านั้น”
“งั้นหรือ”
“เขาหลับไปนานแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“แล้วนั่นอะไร” สายตาคมกริบของคนตรงหน้าจ้องมองผ้าสีขาวที่พันแขนของเขาเอาไว้ดูเหมือนจะมีหญ้าหรือสมุนไพรบางอย่างที่ประคบเอาไว้ในนั้นด้วย
“คือว่าตอนที่ข้ายังเด็กท่านยายเคยสอนเรื่องการใช้สมุนไพรรักษาคนน่ะเจ้าค่ะ ตอนที่ข้าทำความสะอาดบ้านเห็นว่าที่สวนด้านหลังมีสมุนไพรที่สามารถลดการปวดได้จึงนำมาประคบให้เขาก่อนระหว่างที่รอพวกท่านกลับมา”
“ไม่รู้มาก่อนว่าเจ้าก็รู้เรื่องพวกนี้ด้วย”
“ข้าก็แค่โง่เขลาในบางเรื่อง”
ซ่งอวี่ถงยิ้มออกมาแล้วช่างเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่่นางเคยเห็นมา
'คนอะไรหล่อเหลาเสียจริง' มู่อิงเถาจ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาอย่างหลงใหลแต่แล้วจิตใต้สำนึกของนางก็ตื่นตัวขึ้นมาทันใด
‘ไม่ได้นะอิงเถาเจ้ากำลังถูกภาพตรงหน้าล่อลวงอยู่ เขาคนนี้คือคนที่จะสังหารเจ้าเชียวนะตั้งสติเอาไว้สิ’
มู่อิงเถาสะบัดศีรษะไปมาจนซ่งอวี่ถงถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงงแล้วเอ่ยถามนางว่า
“เจ้าเป็นอะไรไม่สบายงั้นหรือ”
“ห้ะ ไม่นะข้าสบายดี”
“ก็เมื่อครู่”
“อ้อ คือว่าแมลงวันมันมาตอมหน้าของข้าน่ะ ข้าว่านะท่านกลับมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำก่อนเถอะวันนี้ข้าจะเป็นคนทำอาหารเอง”
“ได้ เช่นนั้นข้ารับหน้าที่ดูแลหงเอ๋อต่อจากเจ้าเอง”
"เจ้าค่ะ”
ใบหน้าหล่อเหลาหันมายิ้มให้นางอีกครั้ง
‘ยิ้มแบบนี้อีกแล้วให้ตายสิเห็นคนหล่อไม่ได้เลยเป็นอะไรของข้ากันนะ’
- - - - - - - - - -
[1] สองชั่วยาม = 4 ชั่วโมง
