บทที่ 8
ซ่งอวี่ถงรีบเดินทางออกจากบ้านเพื่อเดินทางเข้าไปตามท่านหมอในตัวเมืองแต่ยังไม่ทันได้ก้าวข้ามผ่านประตูรั้วเขาก็หันกลับมามองมู่อิงเถาอีกครั้ง แววตาของเขามีความกังวลบางอย่างซ่อนเอาไว้
“เจ้าอยู่คนเดียวได้แน่นะ”
“ข้าอยู่คนเดียวเสียที่ไหนกันยังมีหงเอ๋ออยู่ด้วยนะ”
“ท่านอาสามข้าดูแลอาสะใภ้ได้ขอรับ”
สิ้นคำบอกกล่าวซ่งอวี่ถงก็ส่ายหน้าให้พวกเขาเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินทางเข้าเมืองเป่ยเย่ด้วยความรวดเร็ว
เดิมทีเขาคิดจะพาซ่งหงอี้ไปด้วยแต่เพราะร่างกายที่บอบช้ำจากการโดนทุบตีอีกทั้งยังมีมู่อิงเถาอีกคนการเดินทางเข้าเมืองอาจจะทำให้ล่าช้าขึ้น
เขาจึงเลือกที่จะทิ้งทั้งคู่เอาไว้ที่บ้านหลังนั้นจำต้องรีบเดินทางไปทั้งๆ ที่ในใจก็ยังคงเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย
เมื่อซ่งอวี่ถงจากไปแล้วมู่อิงเถาก็หันมามองเด็กชายอีกครั้ง
“หงเอ๋อเจ้าเป็นลูกผู้ชายต้องอดทนเอาไว้นะเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับท่านอาสะใภ้”
“เลิกเรียกข้าว่าอาสะใภ้เสียทีเถอะข้ากับท่านอาสามของเจ้าแม้จะแต่งงานกันแล้วแต่ก็ไม่เคยร่วมหอกันเลยสักครั้งนะ อีกอย่างเจ้าดูรูปร่างของข้าสิเหมาะสมกับท่านอาของเจ้าแล้วอย่างนั้นหรือต่อไปนี้เรียกข้าว่าพี่สาวก็พอแล้ว”
“ไม่เอาหรอกขอรับถึงอย่างไรท่านก็เป็นภรรยาของท่านอาสาม ข้าเรียกอาสะใภ้น่ะถูกแล้ว”
“เฮ้อ…ตามใจเจ้าเถอะ เช่นนั้นเจ้าก็ช่วยกัดผ้าผืนนี้เอาไว้หน่อยข้าจะตรวจดูบาดแผลของเจ้าเสียหน่อย”
“ขอรับ”
มู่อิงเถาหาเศษผ้าที่สะอาดที่สุดเท่าที่นางจะหามาได้ให้ซ่งหงอี้กัดเอาไว้ นางตั้งใจจะใช้ไม้มาดามกระดูกที่หักไว้ชั่วคราวเมื่อท่านหมอมาถึงก็ค่อยให้เขารักษาอีกที
แม้นางจะมีทักษะทางการแพทย์อยู่บ้างแต่ในยุคที่ไม่มีเครื่องมือสำหรับการรักษาเช่นนี้นางจึงทำได้เพียงแค่ปฐมพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น
[นังเด็กโง่]
“เอ๋? ใครกันนะช่างปากเสียจริงๆ”
“หืม อะไรหรือขอรับอาสะใภ้”
“เมื่อครู่นี้เจ้าไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยงั้นหรือ” มู่อิงเถาหันไปจ้องมองเด็กน้อยก็เห็นเพียงใบหน้างุนงงของเขาเท่านั้น
“ไม่เลยขอรับก็ท่านบอกให้ข้ากัดผ้าเอาไว้ไม่ใช่หรือ แล้วข้าจะพูดได้อย่างไรกัน”
“จริงด้วย แล้วมันเสียงใครกันเล่า” นางหันซ้ายมองขวาเริ่มระแวงกับบ้านหลังนี้ขึ้นมาแล้ว ‘หรือว่าจะเป็นผี!’
[ผีบ้านของเจ้าน่ะสิ เมื่อคืนวานก็เพิ่งพูดคุยกันเจ้าลืมข้าไปแล้วหรือนังเด็กโง่!]
‘เจ้าลิงฮุยงั้นหรือ’ มู่อิงเถาอุทานในใจเพราะกลัวว่าซ่งหงอี้จะรู้ความลับของนางเข้า
[ใช่แต่เอ๊ะ! ลิงงั้นหรือ? นี่เจ้าหลอกด่าข้าอยู่หรืออย่างไร]
‘ใช่ที่ไหนกันเล่าข้าอาจจะออกเสียงผิดไปนิดหน่อยก็เท่านั้นเอง แล้วเหตุใดซ่งหงอี้ถึงไม่ได้ยินเจ้าเหมือนที่ข้าได้ยินล่ะ’
[มีเพียงเจ้าที่ได้ยินข้าพูด ในมิติแห่งนี้มีผลไม้วิเศษที่ใช้สมานแผลและเชื่อมกระดูกได้เจ้าไปเอามันมาให้เจ้าเด็กคนนั้นกินเสียสิ]
‘จริงหรือนี่!’
[แต่อย่าลืมว่าเอาอะไรออกไปย่อมต้องตอบแทนทุกครั้ง]
‘ข้ารู้แล้วน่าจะไปไถนาพรวนดินให้ทั้งวันเลย ขอบใจนะ’
มู่อิงเถาเอ่ยออกมาด้วยความดีใจอย่างที่สุดแม้ว่าซ่งหงอี้จะไม่ใช่หลานแท้ๆ ของนางแต่เพราะได้มาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันแล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายบาดเจ็บทั้งยังเป็นเด็กตัวน้อยๆ เช่นนี้ก็อดสงสารไม่ได้
แม้จะรู้ว่าวันข้างหน้าเขาจะร้ายกาจไม่ได้ต่างจากท่านอาของเขาก็เถอะ แต่เมื่อรู้ว่ามีหนทางรักษาแล้วจะให้นางอยู่นิ่งเฉยได้อย่างไรคงผิดวิสัยของคนเป็นหมอเป็นอย่างมาก
“ข้าจะไปหาสมุนไพรมาประคบแขนให้เจ้า นั่งรอข้าอยู่ตรงหน้าห้ามไปไหนนะเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วขอรับอาสะใภ้”
“ห้ามหลับเชียวล่ะเจ้าต้องรอท่านอาของเจ้ากลับมาก่อน”
“ข้ารู้แล้ว”
มู่อิงเถาลุกขึ้นก่อนจะย้ายร่างอวบอ้วนของนางมายืนอยู่ข้างๆ ตัวบ้านหันมองไปโดยรอบเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดผ่านมาในเวลานี้ นางจึงเข้าไปในมิติวิเศษนั้นตรงไปยังต้นไม้ที่มีผลอิงเถา(เชอร์รี่)อยู่เต็มต้น
"คงจะเป็นต้นนี้กระมัง"
หญิงสาวยืนครุ่นคิดอยู่นานสองนานด้วยขนาดร่างกายของนางแล้วนั้นคงไม่สามารถปีนขึ้นไปได้อย่างแน่นอน
'แล้วจะเก็บมันลงมาได้อย่างไรกันเล่า'
