บทที่ 1 ชีวิตคุณหนูจอมปลอม
"ถือดีๆ สิ ของในถุงไม่ใช่บาทสองบาทนะ"
ร่างระหงในชุดเดรสสีขาวลายดอกไม้ปักหรูหรา ก้าวเข้ามาภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูล 'รัตนเดชากุล' พร้อมกับสาวใช้อีกสองคน ที่เดินหิ้วของพะรุงพะรังตามหลังถึงสองคน
"คุณพ่อกับคุณแม่อยู่ไหน"
คุณหนูสาวถามเสียงเรียบ สายตาคู่สวยก็กวาดมองหาคนเป็นพ่อและแม่ ที่ปกติอยู่บ้านแทบตลอดเวลา นอกเสียจากจะไปทำงาน หรือไปงานเลี้ยงงานสังคมประปราย
"คุณท่านกับคุณหญิง อยู่ที่ห้องทำงานค่ะคุณหนู"
"อืม เอาของไปเก็บระวังด้วยล่ะ"
สาวใช้รีบเดินตามกันขึ้นไปบนชั้นสองทันที จึงมีเพียงคุณหนูคนเดียวของบ้าน ที่เดินตรงไปยังห้องทำงานของคนเป็นพ่อและแม่
ก๊อก!ๆ
ไม่รอช้า มือเล็กเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานใหญ่ทันที ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง เมื่อด้านหน้าคือคนเป็นพ่อและแม่
"มาแล้วค่ะ"
เสียงหวานว่า หย่อนตัวลงนั่งแทรกกลาง ควงแขนพ่อและแม่ออดอ้อนเหมือนอย่างเคย
"ลลิน ไปซื้ออะไรมาอีกล่ะ แจ้งเตือนบัตรแม่เด้งรัวๆ เลยเนี่ย"
'ลลิน' คือชื่อของลูกสาวเพียงคนเดียว ประจำบ้านรัตนเดชากุล เธอพึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยอินเตอร์ระดับประเทศในวัยยี่สิบสองปี
นอกจากดีกรีจะอยู่ในเกณฑ์ดีมากแล้ว หน้าตา รูปร่าง ภูมิหลัง เรียกว่าทุกอย่างเพียบพร้อมไปเสียหมดจนใครต่างก็อิจฉา โดยเฉพาะวิธีการรูดบัตรใช้เงินมือเปิบทุกอาทิตย์ ที่ใช้ได้แบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง
"คุณพ่อคุณแม่รวยซะอย่าง ลินจะซื้อห้างสักห้างยังได้เลยค่ะ"
คำตอบของลูกสาว ทำเอา 'ศันต์' และ 'ขจี' ส่ายหัวด้วยรอยยิ้ม ยังไงก็มีลูกสาวคนเดียว จะตามใจหน่อยก็คงไม่เสียหาย
ก๊อก!ๆ
เสียงหน้าห้องเรียกความสนใจให้ทั้งสามคนหันไปมอง ก่อนจะพบว่าเป็นเด็กรับใช้ในบ้าน
"มีอะไรหรอ"
ขจีเลิกคิ้ว
"มีคนมาขอพบคุณท่านและคุณหญิงค่ะ แจ้งว่ามาจากสำนักทนาย ตอนนี้รออยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ"
ศันต์และขจีหันมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มมองลูกสาวเพียงคนเดียว ที่ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นอยู่
"พ่อกับแม่มีธุระ ลลินขึ้นไปพักข้างบนก่อนนะลูกนะ"
ใบหน้าสวยพยักรับ มองพ่อและแม่ที่เดินออกไปจากห้อง ด้วยบรรยากาศที่ประหลาดไป ในใจอยากจะอ้าปากถาม แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้คำตอบที่คลายข้อสงสัยแน่นอน
ศันต์และขจีที่เดินออกมายังห้องรับแขก มองคนที่นั่งรออยู่บนโซฟาด้วยชุดสูทตัวหรูสุดเนี๊ยบ ไม่ต่างจากเมื่อสิบห้าปีก่อนสักนิด
"คุณศันต์ คุณขจี สวัสดีครับ"
เมื่อสายตาของทนายใหญ่วัยห้าสิบสาม หันมาพบคู่สามีภรรยา ก็ยืนขึ้นทักทายด้วยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีมาดทันที
"สวัสดีครับคุณคง เชิญนั่งก่อนเถอะครับ"
"สบายดีนะคะ"
'คง' คือทนายชื่อดังของสำนักทนายใหญ่กรุงเทพ มีเชื่อเสียง มีอำนาจ และยังเป็นทนายน้ำดี ผดุงความยุติธรรม จนชื่อเสียงกว้างขวางใหญ่โต
"สบายดีครับ ทั้งสองคนล่ะครับ"
"สบายดีครับ ว่าแต่มาถึงนี่ มีเรื่องสำคัญอะไรรึเปล่าครับ"
ศันต์ไม่รอช้า รีบเข้าประเด็นด้วยความสงสัยทันที
"แน่นอนครับ นี่เป็นเอกสารของทางวัฒนเกียรติ ที่ให้ผมนำมายื่นให้ในฐานะเจ้าหนี้ครับ"
ซองเอกสารสีน้ำตาล ถูกยื่นมาตรงหน้าสองสามีภรรยา จนภรรยาบนโต๊ะตึงเครียดขึ้นมาทันตา
มือของศันต์รับมาไว้ในมือ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ และค่อยๆ แกะเอกสารออกมากวาดสายตาพิจารณาอย่างช้าๆ
"ไม่คิดเลยว่าในที่สุด วัฒนเกียรติก็จะเรียกหนี้คืนหลังจากสิบห้าปี ใจหายเหมือนกันนะคะ"
ขจีที่มีสีหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัด พยายามปั้นหน้ายิ้ม ส่งให้ทนายคง
หนี้สินก้อนใหญ่ที่ถูกซุกไว้ใต้พรหมมานานนับสิบห้าปี แทบลืมไปเสียสนิท ว่าเงินที่ครอบครัวนำมาใช้มือเปิบอย่างไม่คิด สักวันก็ต้องชดใช้ในที่สุด
"วัฒนเกียรติมีสัจจะเหลือเกิน ไม่มีดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว บุญคุณนี้ไม่รู้จะตอบแทนท่านเกริกยังไง"
ศันต์มองจำนวนหนี้ในเอกสาร ที่มากถึงเก้าหลัก แต่ในระยะเวลาสิบห้าปีนี้ ทางเจ้าหนี้กลับไม่เอาดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว
"ท่านเกริกแจ้งมาว่าอยากคุยกับคุณศัตน์ก่อนจะเรียกเก็บ ถ้าไม่ลำบากจนเกินไป รบกวนติดต่อท่านไปด้วยนะครับ"
"ก่อนหน้านี้ผมละอายใจเหลือทน ไม่กล้าแม้แต่จะโทรถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ทำได้เพียงส่งของขวัญและคำอวยพรไปให้ท่าน นานทีปีหน"
ศันต์ว่าเสียงละอายใจ วางเแกสารลงลนโต๊ะ
"ขอบคุณคุณคงมากนะคะ ที่อุตส่าห์มาเป็นธุระให้กัน"
"ยินดีครับ งั้นผมขอตัวนะครับ"
เมื่อทนายประจำตระกูลวัฒนเกียรติลับสายตาไปแล้ว สองสามีภรรยาก็หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดเรี่ยวแรง
"คฤหาสน์หลังนี้ เห็นทีคงจะต้องขายไปใช้หนี้วัฒนเกียรติแล้วสิคุณขจี"
นัยน์ตาเศร้าสร้อยของศัตน์กวาดมองไปรอบๆ ตัว คฤหาสน์รัตนเดชากุล ที่ตกทอดมาจากหลายรุ่นหลายยุคสมัย ตอนนี้กำลังจะถูกชายทอดตลาดจากความไม่เอาไหนของทายาทอย่างเขา
"เงินทอง บ้าน สิ่งของ มันหาใหม่ได้ตลอด ขอแค่พวกเรายังมีกัน เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปค่ะคุณศันต์"
ขจีวางมือลงบนหลังมือหนา ก่อนจะบีบเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบใจ และแสดงความเข้าใจสามี แม้ตนเองก็มือแปดด้านไม่ต่างกัน
"งั้นคุณช่วยติดต่อคนให้มาตีราคาบ้านทีนะ ถ้าราคาพอใช้ได้เราจะได้เก็บของกันเลย เดี๋ยวผมขอโทรหาท่านเกริกก่อนนะ"
"ได้ค่ะ ไม่ต้องห่วงทางนี้นะคะ"
ขจีมองสามี ที่เดินไร้เรี่ยวแรงออกไปจากห้องรับแขก ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เอนตัวลงพิงโซฟาตัวหรู
ในที่สุด เวลาที่เธอกังวล และหวาดกลัวมากที่สุดก็มาถึงสักที แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้ คือจะบอกลูกสาวอย่างไรดีนี่สิ...
ร่างเล็กยืนแข็งทื่ออยู่ในมุมอับสายตา นัยน์ตากลมโตที่เคยเรียบนิ่ง เย่อหยิ่ง บัดนี้กบับสั่นไหว และแดงก่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หนี้? ครอบครัวของเธอที่เป็นถึงผู้รากมากดี เศรษฐีที่มีธุรกิจใหญ่ ใช้เงินซื้อความสุขเป็นว่าเล่นกำลังเป็นหนี้งั้นหรอ
"นี่มันตลกเกินไปแล้ว"
เสียงสั่นเทาแย้ง ในสิ่งที่เธอพึ่งได้เห็นกับตา และได้ยินกับหู ทุกอย่างไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่
เธอต้องหูฝาด หรือไม่ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิด บ้านเธอไม่มีทางล้มละลายแบบนั้นแน่ ไม่งั้นแม่และพ่อจะให้เงินเธอไปใช้วันละเป็นก้อนได้ยังไงกัน
"ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้"
