ตอนที่ 13 ขอสองล้านได้สองพัน
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของกุลวดีดังขึ้น
(“ยังอยู่ที่ห้องน้ำหรือเปล่า”)
เสียงจักรพรรดิที่โทรตามเมื่อเห็นหล่อนหายไปนานผิดปกติ
“ค่ะ กำลังจะเดินไป”
มองสองผีพนันตรงหน้าด้วยหางตา ก่อนผละออกมาอย่างไม่ไยดี พลันไอ้เจิดก็ฉกคว้ากระเป๋าที่สะพายบนไหล่ของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
“ปล่อยนะเว้ย”
เจ้าของกระเป๋าที่กระชากกลับทันที อีกมือถลกกระโปรงสั้นขึ้นสูง ยกเท้าที่สวมส้นสูงอยู่ถีบเข้าเป้าไอ้เจิดจนสุดขา มันผละมือออกจากกระเป๋ามากุมที่กล่องดวงใจแทน
แก้วตาเห็นท่าไม่ดีอย่างน้อยในกระเป๋าก็ต้องมีเงิน กระชากกระเป๋าจากมือผู้เป็นลูก ส่วนไอ้เจิดนั่งกองกับพื้นกุมเป้าตัวงอเป็นกุ้ง หน้าเขียวเป็นเนื้อเน่า สองแม่ลูกยื้อยุดฉุดกระชาก หากไม่ใช่แม่ของเธอชะตากรรมคงไม่แคล้วจะเหมือนไอ้เจิด แก้วตาที่รู้ตัวว่าสู้กำลังของหญิงสาวไม่ไหวความอดทนก็สิ้นสุด ยกมือขึ้นหวังจะฟาดลงที่ใบหน้าสวย
ก็โดนมือใหญ่คว้าที่ข้อมือไว้นิ่งสนิทเหมือนคีมล็อก”
จักรพรรดิกลับเข้ามานั่งในร้านอาหารอีกครั้ง ตรงข้ามสองหนุ่มสาวคือผู้เป็นแม่และไอ้กาฝากที่เลิกงานกะกลางวันแล้วแต่ไม่ยอมกลับ
“คุณคงเป็นผัวไอ้มายด์” แก้วตาเอ่ยขึ้นขณะเผชิญหน้ากัน
“แม่”
ผู้เป็นลูกเสียงสูงอย่างหัวเสีย
จักรพรรดิจำได้ว่าชายปริศนาในคืนนั้น คือผู้ชายคนนี้ที่นั่งตรงหน้าเขา ส่วนผู้หญิงที่นั่งข้างกันคือป้าที่อยู่ในภาพกล้องวงจรปิดในคืนนั้น ช่างเหมาะสมกันดีจริง ๆ
“พูดสิ่งที่พวกคุณต้องการได้เลย”
“งั้นไม่อ้อมค้อมก็แล้วกัน” แก้วตายิ้มแบบมีความหวัง
“ไหน ๆ คุณก็เป็นผัวไอ้มายด์”
“เขาไม่ใช่...”
เธอสวนทันควันอย่างเหลืออด ชายหนุ่มหันมามองและดึงมือเธอมากุมไว้
“ผมจัดการเอง”
และหันมามองคู่สนทนาข้างหน้า
“ฉันเป็นแม่ของมายด์ ก็เท่ากับว่าคุณเป็นลูกเขย”
หญิงสาวที่มองหน้าผู้เป็นแม่อย่างเหลือเชื่อ ถอนหายใจพ่นลมออกทางจมูกอย่างหัวเสีย
“คุณต้องวางค่าสินสอด”
“เท่าไหร่?”
“สองล้าน”
“ฝันไปเถอะ” กุลวดีที่เหลืออดและตอบแทนแบบไม่ต้องคิด
“คุณเป็นแม่ของกุลวดีจริง ๆ หรือเปล่า?”
“จริงสิ ถามมายด์ก็ได้”
พูดพลางหันมามองหญิงสาวเพื่อให้ช่วยยืนยัน
“แม่ที่ไหนกันจะวางยาลูกตัวเอง” หน้านิ่งสบตาคู่สนทนาไม่วางตา
แก้วตาชะงักทันที ไม่ใช่แค่แก้วตาที่ตกตะลึงกับคำพูดของเขา ทั้งแม่และลูกหันมามองผู้พูดเป็นตาเดียว จักรพรรดิเปิดรูปในโทรศัพท์มือถือและวางลงบนโต๊ะ ภาพที่หล่อนหิ้วปีกลูกสาวหลังจากวางยา เพื่อที่จะส่งไปขัดดอก
“หากคุณไม่ใช่แม่ของกุลวดี ผมจะส่งคุณให้ตำรวจตอนนี้”
“นี่ผมเห็นแก่กุลวีหรอกนะ เลยเลือกที่จะไม่ทำ”
“แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนผมที่เป็นเจ้าของโรงแรมจะไม่ยอมเงียบนะ ที่พวกคุณทำให้โรงแรมเขาเสียชื่อ”
“และน่าจะพ่วงหมดทุกคนที่สมรู้ร่วมคิด รวมทั้งเจ้าหนี้เงินกู้ของคุณด้วย”
แก้วตาและบรรเจิดที่เริ่มใจคอไม่ค่อยดี กลอกตาเลิ่กลั่กไปมา
กุลวดีที่มองใบหน้าคมคาย ที่ขยับปากพูดอย่างหนักแน่นและชัดเจนตรงหน้า และตอนนี้เขากำลังปกป้องเธออยู่ ด้วยสายตาที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
“อีกเรื่องนึง”
“คุณรู้หรือเปล่าว่าสามีของคุณฉุดลูกสาวของคุณที่ร้านอาหาร”
เขาละสายตาจากคู่สนทนา หันมามองบรรเจิดที่ตอนนี้เลิ่กลั่ก ร้อนรนกระสับกระส่าย
“ข้าเปล่านะเว้ยแก้วตา ลูกน้องเสี่ยมันทำเอง” ไอ้เจิดแก้ตัวข้าง ๆ คู ๆ
“ไอ้…เจิด”
“ข้อนี้คงยอมความกันไม่ได้”
“เอ๊ะ หรือคุณก็รู้เห็นเป็นใจให้สามีมาฉุดลูกตัวเอง”
สองผัวเมียผีพนันเหมือนถูกจับมัดรวมกันรอเผา เริ่มรู้ชะตาตัวเองแล้ว แต่ไม่รู้จะเอาไงต่อต้องใจดีสู้เสือไว้ก่อน
“ผมจะให้คนของผมจับตาดูพวกคุณไว้ทุกฝีก้าว หากเข้าใกล้กุลวดีเกินสิบเมตร ผมไม่เอาไว้แน่”
“ผมพูดชัดแล้วหวังว่าคงจะเข้าใจ”
จักรพรรดิและกุลวดีลุกขึ้นหลังพูดจบ มือของเขายังกุมมือของหญิงสาวอยู่ไม่ยอมปล่อย กุลวดีรู้สึกเหมือนเป็นเด็กที่ถูกปกป้องจนไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เขาจูงมือเธอเดินออกจากโต๊ะไป
ก่อนที่ชายหนุ่มหยุดยืนเหมือนลืมอะไรบางอย่าง ปล่อยมือหญิงสาวและหันกลับมาหาสองผัวเมียใหม่อีกครั้ง วางมือสองข้างท้าวที่ขอบโต๊ะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ สองผัวเมียเอนหลบพิงพนักเก้าอี้พร้อมกัน เขาก้มลงกระซิบตรงหน้าแก้วตาและบรรเจิด
“อีกอย่าง…ผมรวยมาก จะทำอะไรก็ได้”
“อย่างเช่น”
“ทำให้ใครหายไปจากโลกโดยที่ตำรวจไม่ต้องสืบ” เขาลดระดับเสียงให้เบาลง
“ยิ่งเป็นคนที่ไม่มีต้นทุนทางสังคมแล้วยิ่งดีใหญ่” มองสองผัวเมียสลับกันไปมาด้วยสายตาชวนให้เสียวสันหลัง และควักธนบัตรสีเทาออกมาจากกระเป๋าสองใบวางลงบนโต๊ะ
“นี่ค่าตกใจ”
ก่อนหันหลังเดินออกไปอย่างใจเย็น บรรเจิดและแก้วตารีบคว้าได้คนละใบ
“ค่าสินสอดสองล้าน ให้มาสองพัน รวยจริงหรือเปล่าวะ” แก้วตาหัวเสียบ่นงึมงำ
“ยังไงก็ดีกว่าไม่ได้ละวะ” ไอ้เจิดที่อิ่มแห้วแต่ยังมองในแง่ดี
ก่อนทั้งสองจะเดินออกจากร้านไปอย่างผิดหวัง
กุลวดีที่นั่งเงียบมาตลอดทางตั้งแต่ออกจากร้าน เธอมองออกไปนอกถนนโดยไม่มีจุดโฟกัส เขารู้ทุกอย่างแต่เขาไม่พูด ถอนหายใจเบา ๆ ใบหน้ายังคงหงอยอยู่ แต่ต้นเหตุไม่ใช่แม่กับไอ้เจิดเพราะเธอชาชินกับสองผัวเมียนี้เสียแล้ว แต่เป็นความรู้สึกผิดกับคนข้าง ๆ
ทั้งที่เขาเคยช่วยและปกป้องเธอ แต่เป็นเธอเองที่มองแค่ในมุมของตัวเองเท่านั้น และเข้าใจเขาผิดเอง วันนี้ก็เป็นเขาที่ปกป้องเธออีกครั้งจากแม่บังเกิดเกล้าที่สร้างเรื่องไม่หยุดหย่อน และพ่อเลี้ยงใจหมาอย่างไอ้เจิด
จักรพรรดิขับรถไปเรื่อย ๆ ลอบมองคนข้าง ๆ ที่นั่งนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา และเขาก็ปล่อยให้เธอเงียบอยู่อย่างนั้นโดยไม่คิดจะกวนใจ
“มายด์ยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ค่ะ”
“พี่เมย์จับสังเกตเก่งเดี๋ยวก็ต้องถาม ไม่อยากให้พี่เมย์ไม่สบายใจ”
กุลวดีเดินตามผู้ชายตัวโตขึ้นมาบนคอนโด เธอยังอยู่ในชุดยูนิฟอร์มของบริษัทมองดูนาฬิกาเลยเวลาเลิกงานได้สักพักแล้ว จักรพรรดิวางเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ของเขาและผ้าขนหนูบนโซฟา
“คุณอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อเถอะจะได้สบายตัว”
เธอหยิบเสื้อและผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำอย่างว่าง่าย สักพักหลังจากอาบน้ำและจัดแจงตัวเองเสร็จเรียบร้อย ก็เดินมาหาเขาที่โซฟาหย่อนก้นลงนั่งข้าง ๆ ก่อนถอนหายใจและมองหน้าชายหนุ่ม
“ขอโทษด้วยนะคะเรื่องวันนี้ที่ทำให้คุณวุ่นวาย”
“แล้วก็…”
“เรื่องวันนั้นด้วย ที่เข้าใจคุณผิด”
เบี่ยงตัวไปมองหน้าเขา เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ที่เธอสวมอยู่ไม่หนามาก และยาวลงมาถึงหน้าขาแต่ตอนนี้เธอนั่ง ทำให้ชายเสื้อมันร่นขึ้นและสั้นขึ้นไปอีก มือเล็กวางอยู่บนหน้าตัก และจดจ่ออยู่กับความกังวลในใจจนลืมสำรวจตัวเอง
