บทที่ 1 เจ้าสาว (มือที่เท่าไหร่)
ณ ตำหนักอ๋องเจ็ด
เสียงล้อรถเข็นเคลื่อนบนหินกรวดที่พื้นเข้ามา ลมพัดใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงปลิวกระจัดกระจาย ใบไม้สีเหลือง สีแดง ใบไม้แห้งที่ชวนหดหู่ปกคลุมบางๆ ไปทั่วลานหน้าตำหนัก บ่าวชายเข็นรถเข็นพาอ๋องเจ็ดออกมารับลมยามเย็น สาวใช้รินชาให้อย่างนอบน้อม
อ๋องเจ็ด นามว่าฉีก่วนจง ปีนี้อายุยี่สิบเก้าปี มีตำแหน่งคือเสนาธิการฝ่ายซ้าย โดยตำแหน่งเขามีหน้าที่วางแผนกลศึกยามมีสงคราม แต่ยามนี้บ้านเมืองสงบสุขไร้สงครามระหว่างแคว้นมาหลายร้อยปี หน้าที่หลักของเขาคือดูแลควบคุมการจัดสรรงบประมาณของกองทัพ ทุกวันจะมีรถม้าจากกรมการค้ามารับที่ตำหนักเข้าไปทำงานในกรม อ๋องเจ็ดเป็นชายพิการต้องนั่งรถเข็นตั้งแต่อายุสิบห้าเพราะตกจากหลังม้าในงานล่าสัตว์ ขาพิการเดินไม่สะดวก เดินไกลไม่ได้ ต้องมีคนคอยพยุง ต้องนั่งรถเข็น
อ๋องเจ็ดเป็นบุตรชายขององค์ชายฉีเหวินหลางกับกงจู่แคว้นฉีนามว่าเย่วฉิง พระมารดาของอ๋องเจ็ดถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับองครักษ์ ถูกเสด็จพ่อทรมานอย่างหนักก่อนถูกส่งกลับไปอยู่แคว้นฉี องค์ชายฉีเหวินหลางพระบิดาของอ๋องเจ็ด อภิเษกอีกครั้งกับอดีตชายารองเว่ยซีผู้ซึ่งบัดนี้กลายเป็นชายาเอกอย่างถูกต้อง
พระมารดาเลี้ยงเกลียดชังอ๋องเจ็ดยิ่งกว่าไส้เดือนกิ้งกือ
เสียงรถม้าหรูหราควบขับเข้ามาจอดที่ลานหน้าตำหนักอ๋อง
"พระมารดาเสด็จ" เสียงหญิงรับใช้หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้น
พระมารดาเว่ยซีเสด็จลงมาจากรถม้าอย่างสง่างาม มีผู้ติดตามจำนวนมาก ร่างโปร่งเดินเข้ามาใกล้ นางปรายตามองอ๋องเจ็ดด้วยหางตา
"คารวะพระชายาเอกเว่ยซี" อ๋องเจ็ดก้มหัวคารวะนางตามศักดิ์พระมารดาเลี้ยง
"เป็นอย่างไร สบายดีหรือไม่ บิดาของเจ้าให้ข้าช่วยเป็นธุระมาสอดส่องดูแล ตำหนักของเจ้าช่างทรุดโทรมนัก ใบไม้เกลื่อนไปหมด บ่าวไพร่คนรับใช้ต่างซอมซ่อ"
พระมารดายื่นถุงใส่เงินให้อ๋องเจ็ด เขารับไว้ ยื่นส่งไปให้บ่าวชายถือเข้าไปเก็บในห้องเก็บสมบัติ
"ขอบพระทัยเสด็จพ่อกับพระชายาที่เป็นห่วง ตำหนักนี้ก็เป็นเช่นนี้มานานแล้ว ข้าเองพออยู่ได้ไม่ได้เดือดร้อน บ่าวไพร่คนรับใช้ก็มีเพียงไม่กี่คน ข้าได้รับเพียงเบี้ยหวัดรายปี กับเงินเดือนจากกรมเท่านั้น ไม่อาจใช้จ่ายหรูหราฟู่ฟ่าได้"
"อายุอานามเจ้าก็ไม่น้อย ถือว่าเป็นหนุ่มเทื้อแล้ว เหตุใดไม่ตบแต่งสตรีเป็นชายาเข้ามาดูแลตำหนักเล่า"
"ข้าเป็นชายพิการ ผู้ใดจะอยากตบแต่งเข้ามา ท่านก็เห็นอยู่" เขาเอ่ยเรียบๆ สายตาทอดมองใบไม้ที่ปลิวว่อนจากแรงลม
"ข้าไถ่ตัวนางคณิกาอี้จีอันดับหนึ่งแห่งแคว้น แต่งเข้าเป็นชายาให้เจ้า นางผ่านบุรุษมามากมาย คงเบื่อเรื่องเช่นนั้นไปแล้ว กับชายพิการเช่นเจ้า ช่างเหมาะสมกันนัก"
ดวงตาคมดุของอ๋องเจ็ดมีแวววูบไหว พระมารดาเลี้ยงเว่ยซีจงเกลียดจงชังเขาที่สุด เหตุที่พระมารดาต้องหย่าร้างเพราะถูกใส่ร้ายว่ามีชู้ ถูกทรมานเกือบตายก็เพราะสตรีผู้นี้เป็นผู้จับผิดใส่ความ เขาเกลียดนางเช่นกัน นางอยากทำให้เขาอับอาย คับข้องใจแทบกระอักเลือดตาย นางซื้อหญิงคณิกานางโลมมาตบแต่งอภิเษกกับเขาผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ช่างน่าหัวเราะ นางคงหมายจะให้เขาโวยวาย คับแค้น ไม่ยินยอมกระมัง
"ขอบพระทัยพระชายาอย่างสูง ก็ดีเหมือนกัน ตำหนักนี้จะได้มีนายหญิงเป็นผู้ดูแล สตรีร้อนร่านเช่นนั้น ก็เหมาะสมดีกับชายพิการเช่นข้า" เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี นอบน้อมเป็นที่สุด ทำหน้าเต็มใจตบแต่งเสียเต็มประดา
ตอนนี้พระมารดาเลี้ยงของอ๋องเจ็ดแทบยืนไม่อยู่ นางกำมือแน่น เดินไปเดินมา
"ดี ดียิ่ง ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็เตรียมตัวอภิเษกนางคณิกาผู้แปดเปื้อนบุรุษเป็นร้อยเป็นพันเข้ามานอนแนบกายไปตลอดชีวิต ขอให้มีความสุขกับชีวิตสมรส ชายพิการเช่นเจ้าหากไม่มีปัญญาทำอะไรนาง ก็ให้นางโลมร่านสวาทเป็นผู้ทำให้ก็แล้วกัน ข้าขออวยพรให้เจ้ามีความสุข อีกสามวันเกี้ยวเจ้าสาวจะมาถึง หลังจากแห่รอบเมืองอย่างยิ่งใหญ่ ประกาศให้คนทั้งเมืองรู้ว่าเจ้าได้แต่งนางโลมผู้งดงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้น"
"ท่านช่างเป็นแม่เลี้ยงที่แสนดี ข้าจะใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด ท่านคงใช้เงินมากมายซื้อนางมากระมัง ช่างลงทุนกับข้าเสียเหลือเกิน ร้อยพันบุรุษต่างอยากซื้อตัวนางไปนอนแนบข้าง ตัวข้าช่างโชคดียิ่งนัก ข้าจะตั้งตารอเจ้าสาว" เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี อ๋องเจ็ดมองสบตานาง เขาเห็นแววตาเกลียดชังที่มองมาอย่างปิดไม่มิด
อ๋องเจ็ดฉีก่วนจง บุรุษพิการนั่งรถเข็น เข็นรถเข็นด้วยมือไปโดยรอบ ทำท่าดีใจสุดชีวิต จงใจยั่วโทสะพระมารดาเลี้ยงของตนเอง เมื่อนางเกลียดเขา อยากทำลายชื่อเสียงให้คนหัวเราะเยาะเขาทั้งเมือง ก็จะได้เห็นดีกัน ตอนนี้นางคงโมโหถึงขีดสุดที่เห็นเขาไม่แสดงอาการต่อต้าน ซ้ำยังแสดงอาการดีใจออกนอกหน้า
"ผู้คนต้องหัวเราะเจ้า" นางเอ่ยอย่างหงุดหงิด เดินกระแทกเท้าขึ้นรถม้าไป
อ๋องเจ็ดมองตามไปด้วยสายตาว่างเปล่า มองใบไม้ที่ปลิดปลิวร่วงลงสู่พื้น เขาเบื่อหน่ายกับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ หายใจอยู่ไปวันๆ เท่านั้นไม่ต่างจากใบไม้สีแดง สีเหลืองกรอบที่กำลังรอหลุดร่วงจากกิ่งในฤดูใบไม้ร่วง เขาย้อนคิดถึงวันวานในวัยเยาว์ วันที่เขาตกจากหลังม้าหลังกระแทกพื้นกลายเป็นคนพิการ พระบิดาที่ไม่เคยรักเขาเพราะคิดว่ามารดาเขามีชู้ ภาพเขาเห็นพระมารดาถูกทรมานจนหวาดผวาก่อนส่งกลับแคว้นฉี
ความโดดเดี่ยวเช่นนี้ช่างเป็นเรื่องธรรมดา ในชีวิตเขาก็มืดเทาทึบทึมมาโดยตลอด เรื่องตบแต่งนางคณิกาเข้าตำหนักนับเป็นเรื่องเล็กน้อย เขารังเกียจสตรีที่ขายเรือนกายทั้งที่มีมือมีเท้าครบถ้วน สตรีที่ทำมาหากินด้วยการขายเรือนร่าง สตรีที่รักความสะดวกสบายหรูหรา สตรีที่แลกข้าวของเงินทองมาจากน้ำกามของบุรุษ แค่คิดก็น่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
นางโลมงั้นรึ? อยากอภิเษกตบแต่งเข้ามาก็ทนให้ได้ก็แล้วกัน หรือไม่เขาก็จะทำทุกทางให้นางเก็บข้าวของย้ายออกไปเอง
เขาคร้านจะใส่ใจ
มือหนาหมุนล้อรถเข็นไปตามทางเดินหินกรวดเพียงลำพัง เขาหยิบใบไม้สีแดงใบหนึ่งขึ้นมาสอดเข้าเก็บไว้ในสมุด เขียนบันทึกให้กับตนเองในสมุดว่า "แด่โชคชะตาอันเลวร้าย แด่คนที่ไม่เคยพบความสุข แด่บุรุษพิการผู้ได้ตบแต่งนางคณิกา แด่ข้าฉีก่วนจงผู้ได้รับโอกาสอภิเษกเจ้าสาวมือสอง ผู้ผ่านมือชายเป็นร้อยเป็นพัน"
ชีวิตทึบทึมหม่นเศร้า สีเทาของเขา ไม่ว่าถูกเหยียบย่ำกลั่นแกล้งอย่างไร เขาก็จะหายใจต่อไป เหมือนต้นหญ้าที่ไม่ยอมตาย
ทั้งพิการ ทั้งถูกคนในครอบครัวรังแก อะไรมันจะแย่ไปกว่านี้อีก
เสียงล้อรถเข็นหมุนไปทางเรือนพัก
คนแรกที่หัวเราะโชคชะตาอันน่าอดสูคือตัวเขาเอง ไม่ต้องรอให้ผู้ใดเริ่มก่อน....
เขาหัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ
