ตอนที่ 3: ศาลเจ้าลับใต้ต้นมะขามร้อยปี
ความแค้นที่สุมอยู่ในอกของ โลมา ที่กำลังร้อนพอ ๆ กับอุณหภูมิแดดยามบ่าย เธอเดินจ้ำอ้าวออกจากสนามกอล์ฟหรูที่บัดนี้กลายเป็น "แดนประหาร" ทางการเงินของเธอไปเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวกำบัตรประชาชนในมือแน่นพลางนึกถึงใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเผด็จการของบอสปราบ
“คนอะไร... หน้าตาดีเสียเปล่า"
"แต่ใจดำ อำมหิต ยิ่งกว่าถ่านหินห้าก้อนมัดรวมกัน"
"ยึดบัตรเอทีเอ็มที่มีเงินอยู่ 87 บาทของฉันไปเนี่ยนะ"
"ขอให้ผลบุญที่ฉันเคยทำมา ส่งผลให้เขาลื่นล้มในห้องน้ำที่เนี้ยบกริบของเขาเถอะ สาธุ”
โลมาหยุดยืนที่หน้าทางออกสนามกอล์ฟ เธอพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย แผนการในหัวตอนนี้ว่างเปล่าเหมือนสมุดบัญชีของเธอ เงิน 150,000 บาท ภายใน 60 วัน สำหรับคนตกงานที่เพิ่งถูกอายัดบัตรทุกใบ มันคือภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ในเชิงตรรกะ แต่สำหรับสายมูตัวแม่อย่างเธอ เมื่อตรรกะทางโลกใช้ไม่ได้ผล ก็ถึงเวลาต้องพึ่งพา "พลังเหนือธรรมชาติ"
“ในเมื่อที่ทำงานทำพิษ งั้นวันนี้... ทิศตะวันตกเฉียงเหนือต้องเป็นทางรอด”
โลมาหยิบโทรศัพท์หน้าจอแตกขึ้นมาเปิดดูสถานที่ลับที่เธอจดไว้ มันคือพิกัดของ “ศาลเจ้าแม่มะขามทอง” หรือที่นักเลงหวยเรียกกันว่า ศาลเจ้าลับใต้ต้นมะขามร้อยปี สถานที่ที่เลือกลูกศิษย์ไม่ใช่ลูกศิษย์เลือกสถานที่ ว่ากันว่าศาลแห่งนี้ตั้งอยู่ใต้ต้นมะขามยักษ์อายุกว่าร้อยปีที่แผ่กิ่งก้านคลุม ตีนสะพานลอยข้ามฝั่งถนนสายหลัก ซึ่งเป็นจุดอับสายตาและรกร้างทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสนามกอล์ฟ
17:45 น.
โลมาที่ลงรถเมล์ตรงป้ายแล้วเดินลัดเลาะมาตามฟุตบาทที่รกและเต็มไปด้วยก้านธูป พวงมาลัยเก่า ๆ จนกระทั่งเห็นต้นมะขามยักษ์ขนาดสี่คนโอบที่ตั้งตระหง่านอยู่ใต้เงาของสะพานลอยคอนกรีตขนาดใหญ่ กลิ่นควันธูปจาง ๆ ลอยมาปะทะจมูกท่ามกลางเสียงรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาบนถนนใหญ่เบื้องบน
ศาลเจ้าไม้ผุพังแต่ดูขลังอย่างประหลาดตั้งพิงโคนต้นมะขาม รอบ ๆ มีผ้าสามสีพันรอบต้นจนหนาเตอะ มีตุ๊กตานางรำและเครื่องเซ่นไหว้ที่ดูเหมือนเพิ่งมีคนเอามาวางไว้ไม่นาน
“ที่นี่สินะ... ที่เขาว่าขออะไรก็ได้ถ้าใจถึงพอ"
โลมาคุกเข่าลงจนหลุดพ้นจากสายตาผู้คนบนถนนใหญ่ กลิ่นควันธูปเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอมองเห็นเงามะขามยักษ์ดูราวกับมีชีวิต หญิงสาวพึมพำขอพรเสียงสั่นเครือ แววตาเต็มไปด้วยความหวังสุดท้ายที่ฝากไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
“เจ้าแม่มะขามทองขา... ลูกหนี้ตัวน้อย ๆ คนนี้ถูกคนใจยักษ์ชื่อบอสปราบบีบคั้นลูกเหลือเกิน"
"เขาจะเอาเงินแสนห้าภายในหกสิบวัน ลูกมืดแปดด้านแล้วค่ะ"
"ขอพร... ขอทางรอด ขอโชคลาภ หรือขอวิธีจัดการคนใจดำคนนั้นทีเถอะค่ะ”
ทันใดนั้น ลมพัดหวีดหวิวลอดใต้สะพานลอยจนใบมะขามร่วงกราวลงมาบนหัวโลมา พร้อมกับเสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ฟังดูแหบพร่าแต่มีจังหวะจะโคนเหมือนแม่ค้าในตลาดสดดังขึ้นข้าง ๆ หู
“ฮ่วย อีหนู... มาขอพรหรือมาบ่นให้ข้าฟังเนี่ย แสนห้าเชียวเรอะ” โลมาสะดุ้งสุดตัวเหลียวซ้ายแลขวาแต่ไม่เจอใคร นอกจากศาลไม้เก่า ๆ ที่ดูเหมือนตุ๊กตาในศาลจะขยับปากพูดออกมาเองเล็กน้อย
“เจ้าแม่เหรอคะ นี่เจ้าแม่พูดกับหนูเหรอคะ” โลมาถามเสียงสั่น
“เออสิ ข้านั่งดมควันรถใต้สะพานลอยมาเป็นร้อยปี"
"เพิ่งจะเจอคนมาขอเงินแสนห้าเอาไปใช้หนี้ผู้ชายหน้าหล่อคนนั้น” เสียงเจ้าแม่มะขามทองเอ่ยพลางแค่นหัวเราะกระหึ่ม
“ไอ้หนุ่มนั่นมันเนี้ยบจนเทวดายังเคือง ข้าเห็นมันขับรถผ่านไปผ่านมาชอบมองศาลข้าด้วยสายตาดูถูกว่า ‘งมงาย’ "
"หน็อย เดี๋ยวแม่จะจัดหนักให้หาทางกลับศาลข้าไม่ถูกเลยเชียว”
“เจ้าแม่ช่วยหนูด้วยนะคะ หนูไม่มีเงินคืนเขาจริง ๆ บอสปราบเขายึดบัตรหนูไปหมดเลย แม้แต่บัตรสะสมแต้มเซเว่นเขาก็ไม่เว้น!” โลมาคร่ำครวญ
“เออ ๆ เห็นแก่ผ้าสามสีผืนใหม่ที่เจ้าเพิ่งซื้อมาถวาย (ถึงจะเป็นมือสองก็เถอะ) ” เสียงเจ้าแม่มะขามทองเริ่มเปลี่ยนเป็นจังหวะสนุกสนาน
“อยากได้เงินแสนห้าใช่ไหม"
"อยากจัดการคนใจดำใช่ไหม"
"ได้! ข้าจะให้โชคใหญ่แบบที่เจ้าไม่เคยเห็นมาก่อน"
"แต่บอกก่อนนะ โชคของข้าน่ะมันจะมาพร้อม...”
“อะไรเหรอคะเจ้าแม่ หนูต้องรำถวายกับใครหรือเปล่า”
“ไม่ต้องรำแต่ต้องร่วงไปด้วยกัน” เสียงเจ้าแม่หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
“ข้าจะเสกให้เจ้ากับมัน ‘หลอมรวม’ เป็นเนื้อเดียวกัน..."
"เอ๊ย ไม่ใช่ ! "
"เอาเป็นว่า... ข้าจะให้เจ้าได้เข้าไปอยู่ในจุดที่เขามองเห็นเงินแสนห้าได้ง่ายที่สุดก็แล้วกัน"
"เตรียมตัวให้ดีนะอีหนู... อีก 3... 2... 1... เตรียมตัวรับแรงกระแทกจากสวรรค์ได้เลย!” สิ้นเสียงเจ้าแม่มะขามทอง ท้องฟ้าเหนือสะพานลอยก็กลายเป็นสีแดงฉานทันที เสียงคำรามของเมฆฝนที่อยู่ ๆ ก็กำลังตั้งเค้า
"อะไรของเจ้าแม่ มาขอพรไม่ได้จะมาเปียก" โลมาลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับบ้าน เพราะเสียงฟ้าเริ่มคำราม พร้อมฟ้าที่เปล่งแสงแล่บ ออกมาถ้ายังไม่ออกจากตรงนี้มีหวัง เปียกกลับบ้านแน่ ๆ
บรรยากาศรอบบริเวณตีนสะพานลอยยามโพล้เพล้เริ่มทวีความวังเวง กลิ่นควันรถที่ผสมกับกลิ่นธูปเก่าๆ ยิ่งทำให้บรรยากาศดูอึดอัดผิดปกติโลมา เดินบ่นพึมพำมาตลอดทาง มือหนึ่งกำหินมงคล อีกมือปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม
“แสนห้าภายในสองเดือน... ลำพังแค่ค่าข้าวหนูยังต้องหารเป็นมื้อ ๆ เลยเจ้าแม่ขา"
"บอสปราบนะบอสปราบหน้าตาก็หล่อระดับพระเอกแต่ใจร้ายระดับตัวโกง"
"ยึดไปได้แม้กระทั่งบัตรสะสมแต้มเซเว่น ขอให้บุญที่หนูทำมาส่งผลให้เขาเจอแรงกระแทกแบบที่เจ้าแม่บอกจริง ๆ เถอะ”
แสงอาทิตย์อัสดงส่องลอดผ่านโครงสร้างเหล็กของสะพานลอย ทอดเงายาวพาดผ่านผิวถนนที่ขรุขระ ปราบ บังคับพวงมาลัยรถสปอร์ตคันหรูด้วยความตึงเครียด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนตามอารมณ์ที่คุกรุ่น เขาไม่สนว่าเส้นทางนี้จะทุรกันดารหรือเต็มไปด้วยฝุ่นควันแค่ไหน
เขามองนาฬิกา Patek Philippe ที่ข้อมือซ้ายอีก 10 วินาทีไฟจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สมองนักบริหารคำนวณความเร็วและระยะทางอย่างแม่นยำ เขาเหยียบคันเร่งส่งรถให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าเพื่อให้ทันไฟเขียววินาทีสุดท้าย ทุกอย่างในชีวิตเขาต้อง "เป๊ะ" และอยู่ในการควบคุม
ในขณะเดียวกัน โลมา ที่เพิ่งลุกจากศาลเจ้าแม่มะขามทองก็ก้าวพรวดออกมาจากมุมมืดใต้สะพานลอยด้วยความรีบร้อน เธอเดินพึมพำกับหินในมือโดยไม่ทันมองถนน เพราะเธอต้องข้ามถนนไปรอรถเมล์ที่ป้ายอีกฟากหนึ่งของถนน
“"อ๊าก! เหวอ! ”
เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังประสานกับเสียงเบรกอัตโนมัติที่ร้องเตือน ตี๊ด! ดังระงมไปทั่วบริเวณ ร่างหญิงสาวในชุดโบฮีเมียนสีเขียวถลันออกมาตัดหน้ารถหรูในระยะไม่กี่ฟุต โลมาหลับตาปี๋ร่างของเธอปะทะเข้ากับหน้ารถอย่างจังจนตัวลอยเคว้งกลางอากาศ
ปราบเบิกตาโพลงสัญชาตญาณสั่งให้เขาหักพวงมาลัยหลบอย่างรุนแรงจนรถเสียหลักพุ่งเข้าชนโคนต้นมะขามยักษ์ร้อยปีดัง โครม! แรงกระแทกมหาศาลทำให้ถุงลมนิรภัยระเบิดออกมาเต็มหน้า ในขณะที่ร่างของโลมาที่กระเด็นไปก็ตกลงมาฟาดเข้ากับกระโปรงหน้ารถฝั่งคนขับที่กระจกร้าวเป็นรอยแยก
วินาทีนั้น... หน้าผากของคนทั้งคู่สัมผัสกันผ่านรอยร้าวของกระจกที่คั่นกลางเพียงมิลลิเมตร ท้องฟ้าเหนือสะพานลอยที่เคยเป็นสีส้มอิฐพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิต ลมพายุหมุนวนพัดกระแทกศาลเจ้าไม้จนสั่นคลอน และเสียงคำรามจากเบื้องบนก็ระเบิดออกมา
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีทองขนาดมโหฬารพุ่งแหวกอากาศผ่าลงมาที่ยอดต้นมะขามร้อยปี กระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่านกิ่งก้านลงสู่ตัวถังรถที่เป็นเหล็ก และพุ่งผ่านร่างของคนสองคนที่กำลังเชื่อมต่อกันด้วยอุบัติเหตุประหลาด ท่ามกลางควันรถที่พวยพุ่งและแสงสีทองที่อาบไล้ร่างของทั้งคู่ ปราบและโลมาเผลอลืมตาขึ้นสบตากันด้วยอาการสะลึมสะลือเป็นวินาทีสุดท้ายก่อนจะหมดสติ
“โชคของข้า... แบ่งกันไปคนละครึ่งก็แล้วกันนะแม่หนู” เสียงแหบพร่าของเจ้าแม่มะขามทองหัวเราะร่วนสะท้อนก้องในโสตประสาทของทั้งคู่ เป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่สติของปราบและโลมาจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด
เสียงไซเรนจากรถกู้ภัยและรถตำรวจดังระงม ตัดกับเสียงซ่าของสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แสงไฟวับวาบสีน้ำเงินแดงอาบไปทั่วบริเวณตีนสะพานลอยที่กลายเป็นฉากเหตุการณ์สยดสยอง
“เร็วเข้า มีอุบัติเหตุหนักตรงตีนสะพานลอย รถยนต์อัดก๊อบปี้กับต้นไม้ มีคนเจ็บสองราย” เสียงวิทยุสื่อสารแผดดังแข่งกับเสียงพายุ
เจ้าหน้าที่กู้ภัยในชุดเรืองแสงรีบนำอุปกรณ์ตัดถ่างเข้าประจำที่ พวกเขาช่วยกันงัดประตูรถช่วยนำปราบออกมา ที่สภาพรถยับเยินอัดติดอยู่กับโคนต้นมะขามยักษ์ร้อยปี แรงกระแทกส่งผลให้หน้ารถยุบจนถึงห้องโดยสาร ในขณะที่เจ้าหน้าที่อีกชุดกำลังประคองร่างของหญิงสาวในชุดโบฮีเมียนสีเขียวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนฝากระโปรงรถที่ร้าวระแหง แต่ปราบมีเพียงรอยฟกช้ำสลบ
“ตรงนี้อีกแล้วเหรอวะ... โค้งร้อยศพแท้ ๆ"
"ชนกันบ่อยจนศาลเจ้าแทบจะกลายเป็นคอนโดนางรำอยู่แล้ว” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งส่ายหน้าพลางเช็กชีพจรด้วยสีหน้าฉงน
“แต่เฮ้ยแปลกว่ะ รถพังยับขนาดนี้ แถมโดนฟ้าผ่าเข้าจัง ๆ จนยางไหม้"
"แต่ทั้งคู่กลับไม่มีแผลฉกรรจ์เลย มีแค่รอยไหม้จาง ๆ ที่หน้าผากเหมือนกันเป๊ะยังกับรอยสัก”
ร้อยเวรที่ลงพื้นที่เดินเข้ามาตรวจสอบจุดเกิดเหตุ เขาฉายไฟไปที่รูปปั้นเจ้าแม่มะขามทองที่ดูเหมือนจะแสยะยิ้มอยู่ท่ามกลางควันธูปที่ยังไม่มอดดับ แม้ฝนจะตกหนักเพียงใดก็ตาม
“ไป ๆ รีบส่งโรงพยาบาลด่วน เจ้าแม่ยิ่งเฮี้ยน ๆ อยู่”
ร่างที่ไร้สติของ ปราบ และ โลมา ถูกยกขึ้นเปลสนามขนานกันไป เจ้าหน้าที่รีบเข็นร่างทั้งคู่ขึ้นรถฉุกเฉินคนละคันมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ในวินาทีที่รถกู้ภัยเคลื่อนตัวออกห่างจากกัน แสงสีทองจาง ๆ ที่เชื่อมหน้าผากของทั้งคู่ไว้ค่อย ๆ จางหายไป
