ใครควรชดใช้2
"แต่ดูเหมือนเจ้าจะไม่สำนึก เอาแต่ทำเรื่องโง่ๆ หวังเรียกร้องความสนใจ ไม่เลิกคิดว่าทำแบบนี้แล้วฝ่าบาทจะสนใจเจ้าหรือ"
เยว่จื่อเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตานิ่งงัน แต่ในใจกลับปั่นป่วน ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางไหลทะลักเข้ามาไม่หยุด ภาพหญิงอ้วนที่ถูกผลัก ถูกหัวเราะเยาะ ถูกตัดชื่อออกจากรายชื่อเข้าเฝ้า ถูกสั่งให้กลับตำหนักทุกครั้ง และสุดท้ายถูกคนพวกนี้รุมทำร้ายเนื้อตัวเขียวช้ำไปทั่วตัว
"คิดว่าฝ่าบาทจะสงสารหรือ หรือคิดว่าการทำตัวน่ารังเกียจจะทำให้ถูกเรียกเข้าเฝ้า"สนมเอกเสวียนซีหัวเราะเบาๆ
"น่าสมเพชสิ้นดี"
คำพูดเหล่านั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางอก
เยว่จื่อเม้มริมฝีปากแน่น
ที่แท้… ไม่ใช่แค่ถูกเมิน แต่ถูกกีดกันตั้งแต่ต้น และยังถูกทำร้ายซ้ำๆ มิน่าละเยว่จื่อนางถึงอยากจะตาย
"ที่ผ่านมานี้"
สนมเอกยิ้มเย็น
"ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ได้รับโอกาส แต่เป็นข้า…ที่ไม่ให้เจ้าได้เข้าใกล้ฝ่าบาทแม้แต่ก้าวเดียว "
กลุ่มสนมหัวเราะพร้อมกันอย่างไม่ปิดบัง
"รายชื่อเข้าเฝ้า ข้าเป็นคนขีดชื่อเจ้าออกเอง ป้ายชื่อเจ้าถูกคัดออก
ทุกครั้ง"
"จดหมายถวายฎีกาของบิดาเจ้าไม่เคยถึงมือฝ่าบาทสักฉบับ"
หลินซื่อหานสะดุ้ง ตัวสั่นเล็กน้อย รู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ
เยว่จื่อหลับตาลงชั่วครู่
ในหัวผุดภาพหญิงสาวในร่างนี้ นั่งกอดเข่าในตำหนักเงียบงัน กินไม่หยุด ร้องไห้ไม่หยุด ปล่อยตัวเองทรุดโทรม เพราะไม่เห็นทางออกไม่ใช่เพราะอ่อนแอแต่เพราะถูกปิดทางทุกทาง
"เจ้าคงไม่รู้สินะ"
สนมเอกก้มลงกระซิบใกล้หู
"คำพูดดูถูกนั่น คำซุบซิบพวกนั้น… ล้วนมาจากข้าทั้งสิ้น"
เยว่จื่อขนลุกวาบ
"พวกข้าทำให้เจ้ากลายเป็นตัวตลกในวัง ทำให้ไม่มีใครคบ ทำให้เจ้าไม่มีที่ยืนจนในที่สุด…เจ้าก็คิดสั้น แต่เจ้าเปลี่ยบนไปแบบนี้ ยิ่งเป็นภัย เช่นนั้นไปแล้วไปลับอย่ากลับมาอีก ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้ไม่อยากอยู่เหมือนก่อนนั้น..ดีไหม"
หัวใจเยว่จื่อกระตุกแรง
ในเสี้ยววินาทีนั้น นางเข้าใจทุกอย่าง นี่เอง…ต้นเหตุของความตาย
ไม่ใช่อาหาร ไม่ใช่ความอ้วน ไม่ใช่ฝ่าบาทไม่เหลียวแลแต่เป็นการถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า และความโหดร้ายของวังหลัง
หลินซื่อหานกัดฟัน น้ำตาคลอ แต่ยังคงก้มหน้า
เขารู้… ว่าตอนนี้พูดอะไรไป ลูกสาวจะยิ่งลำบาก สนมเอกยืดตัวตรง ยกคางสูง
"แต่ถึงลุกขึ้นสู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว ต่อให้เจ้าอยากเจอฝ่าบาท ต่อให้เจ้าจะเปลี่ยนตัวเองเจ้าก็ไม่มีวันได้เจอฝ่าบาทอีกแล้วเพราะพรุ่งนี้…เจ้าจะถูกส่งไปเมืองร้าง เจ้ารู้ไหมเพราะอะไรข้าถึงจ้องจะจัดการกับเจ้า"
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นอีกครั้งเยว่จื่อค่อยๆ ลืมตา แววตานั้นไม่สั่น ไม่ร้องไห้
มีเพียงความนิ่ง…ก็เรื่องทั้งหมดมันคือความทุกข์ของเจ้าของร่าง
“เพราะเจ้ามันงดงามเกินใครอย่างไรเล่าจึงสมควรตาย”
นางกำมือแน่น
ดี…ดีมาก…อย่างน้อยข้าก็รู้แล้วว่า ใครควรชดใช้ให้กับผู้หญิงที่น่าสงสารคนนี้
กลุ่มสนมยังไม่จากไป ยังคงยืนล้อม เย้ยหยัน ดูหมิ่น ราวกับรอชมการพังทลายของเยว่จื่อ
แต่พวกนางไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังพัง… ไม่ใช่หัวใจของนางหากเป็นโซ่ตรวนสุดท้าย
ที่ผูกนางไว้กับความอ่อนแอของร่างเดิมต่างหาก
“เด็กๆ จับนางมัดไว้แล้วโบยให้หนัก ก่อนจะจับโยนเข้าไปในเกี้ยว ส่งนางเมืองอี้ ส่วนบิดานาง รัดนิ้วให้หนักต่อไปจะได้ไม่กล้าร่างฎีกาถึงฝ่าบาทอีก”
เยว่จือดิ้นรน ตามสัญชาตญาณแต่ช้าไปแล้วองครักษ์สองสามคนและขันทีร่างใหญ่นางกำนัลตัวยักษ์ช่วยกันจับเยว่จือคว่ำหน้า เหมยจิ้งที่ทำท่าจะวิ่งก็ถูกลากตัวมามัดไว้
“พระสนมได้โปรดๆๆๆๆๆ พระสนมได้โปรดอย่าทำร้ายลูกข้าเลย”
เสียงฟาดของไม้กระหน่ำลงบนแผ่นหลังของเยว่จื่อดังสนั่น แรงของการตีทำให้ร่างอ้วนๆ ของนางสะท้านไปทั้งตัว แต่เยว่จื่อยังคงตั้งท่าหยัดยืน มือกุมที่แผ่นหลังที่กำลังเจ็บปวด ทว่าไม่ยอมร้องเสียงดัง ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอที่ทุกคนหวังจะได้เห็น แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งตัวก็ตาม
