น้องอ้วน
หอโคมเขียวเทียนสรวงยามนี้สว่างไสวด้วยแสงตะเกียงนับร้อยดวง เสียงดนตรีคึกคักดังผสมเสียงหัวเราะและกลิ่นสุราแรงโชยไปทั่ว บนโต๊ะไม้กลมใหญ่ตรงกลางหอ เต็มแน่นด้วยอาหารนานาชนิด ทั้งเป็ดย่าง หมูกรอบ ปลานึ่งซีอิ๊ว และสุราหอมแรงที่ล้นขอบจอก
ทุกคนรอบโต๊ะหน้าแดงก่ำด้วยความเมา แต่ไม่มีใครสู้หญิงตัวอ้วนในชุดแพรสีชมพูอ่อนที่กำลังหัวเราะเสียงดังลั่นได้เลย
“ฮ่าๆๆๆๆ ไหลๆๆๆๆๆ สุราดีสุราดีดนตรีเพราะ”
เยว่จือสนมอันดับที่ 87 ในวังหลวง กำลังอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า
เมาไม่รู้เหนือรู้ใต้ นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสำราญ มือขวากอดหนุ่มรูปงามไว้แน่น มือซ้ายก็โอบอีกคนไว้พลางหัวเราะงอหาย หนึ่งคนช่วยนวดไหล่ให้นาง อีกคนคุกเข่านวดขาอยู่ข้างเก้าอี้ ซ้ายมืออีกคนรินสุราไม่หยุด ส่วนคนขวาป้อนเนื้อเป็ดย่างหอมกรุ่นเข้าปากทีละคำ
เยว่จือยกจอกสุราขึ้นเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของนางดังก้องไปทั่วหอ
“พี่สาวน้องสาวทุกท่าน และหนุ่มหล่อทุกคน ไม่เมาไม่กลับ ไม่หลับไม่เลิกดื่ม วันนี้ดื่มกินเต็มที่ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเยว่จือมาด้วยตัวเอง ถึงเงินจะน้อยแต่น้ำใจล้นหลาม”
เสียงโห่ฮาดังลั่นทันที
“ไม่เมาไม่กลับไม่หลับไม่เลิกดื่ม”
ดื่ม ดื่ม” สุราไหลรินเป็นสายน้ำ ทุกคนเฮฮากันสุดเสียงราวกับวันนี้เป็นวันปีใหม่
ท่ามกลางเสียงครึกครื้น เถ้าแก่ฉิน เจ้าของหอโคมเขียวร่างท้วมหน้ากลมเต็มไปด้วยเหงื่อ เดินวนไปวนมาหลายรอบก่อนจะรวบรวมความกล้าเข้าไปใกล้โต๊ะใหญ่ เขามองอาหารและสุราที่พร่องไปแล้วมากกว่าครึ่ง ด้านข้างยังมีคนทยอยเข้ามาอีกเรื่อย ๆ ใจนึกหวาดหวั่นกลัวว่าวันนี้จะไม่มีใครจ่าย
“คุณหนู...เอ่อ ท่านหญิง...คือ...” เถ้าแก่ฉินยกมือขยี้ผ้าเช็ดหน้าด้วยความลำบากใจ
เยว่จือหันมามองตาปรือ ใบหน้าแดงก่ำยิ้มกว้าง
“อ้อ เถ้าแก่ฉิน ท่านไม่ต้องห่วงน่าา คนอย่างข้า สนมของฮ่องเต้ลำดับที่ 87 ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย...”
เถ้าแก่ฉินถึงกับสะดุ้งเฮือก
“อะไรนะขอรับ โถ่พระสนมเห็นใจข้าน้อยเถอะ”
เยว่จือรีบพูดต่อ ประโยคยังไม่จบดี
“...นั่นไม่ใช่ข้าคนอย่างข้าไม่มีก็ขายของจ่าย และไม่มีหนี ท่านอยากพบข้าก็เชิญที่วังหลวงได้ทุกโมงยาม ลงบัญชีวังหลวงไว้ได้เลยถ้าข้าไปมาจ่าย”
เสียงรอบโต๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกันอีกระลอก เยว่จือหัวเราะลั่นกอดคอหนุ่มทั้งสองข้างแน่น
“พวกเจ้าสุดหล่อของข้า สั่งอาหารเพิ่มอีกไหม เต็มที่เลย ไม่ต้องเกรงใจข้า ฮ่าๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ”
เถ้าแก่ฉินรีบพยักหน้าหงึกหงักส่งซิกให้เสี่ยวเอ้อที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ สองคนวิ่งปรู๊ดออกไปทางหน้าหอ ก่อนจะตะโกนเสียงลั่นถนน
“วันนี้ หอโคมเขียวเทียนสรวงของเรามีสนมเอกที่ฝ่าบาทโปรดปรานใจป้ำเลี้ยงสุราอาหาร เชิญทุกท่านเข้ามากินฟรี วันนี้พระสนมเลี้ยงไม่อั้นไหลๆๆๆ เร่เข้ามาเร่เข้ามา”
เสียงนั้นดังไปจนถึงหัวถนน คนที่เดินผ่านไปมาพากันหันขวับ บางคนเบิกตาโตด้วยความตกใจ บางคนตาเป็นประกายด้วยความดีใจ
“กินฟรีสนมเอกของฝ่าบาทมาเองเลยเหรอ”
ไม่นานนักหอโคมเขียวก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน ทั้งชายหญิง วัยหนุ่มสาวและเฒ่าชรา ต่างแย่งกันเข้ามานั่งร่วมโต๊ะ สุรารินไม่หยุด อาหารออกจากครัวจนควันคลุ้งราวกับตลาดยามเช้า
บางคนกระซิบกับเพื่อนเสียงเบา
“สนมเอกที่ฝ่าบาทโปรดปราน ทำไมถึงมาหอโคมเขียวแบบนี้กันนะ...”
อีกคนรีบยกจอกขึ้นหัวเราะ
“ช่างเถอะ เจ้าจะสงสัยไปทำไม เห็นไหมต้องโปรดปรานอย่างแน่ๆ จึงวกินอิ่มนอนหลับตัวอ้วนตุ๊บแล้วยังมีเงินมาเลี้ยงดูพวกเราอีก พระสนมมีจิตใจเมตตาอยากเลี้ยงสุราอาหาร เจ้าก็รับน้ำใจไว้เถอะ ไปๆๆ อย่าช้า เดี๋ยวจะไม่ทันเขา”
เสียงหัวเราะ เสียงจอกสุราเคาะกันดังระงม จนหอโคมเขียวเทียนสรวงในค่ำคืนนั้นแทบกลายเป็นงานรื่นเริงใหญ่ประจำเมือง
ในขณะที่เยว่จือยังคงหัวเราะเริงร่า นั่งกอดหนุ่มซ้ายขวาอย่างสำราญใจ โดยไม่รู้เลยว่าเรื่องที่คิดว่าเล็กๆ ที่ก่อขึ้นคืนนี้...กำลังลามไปถึงหูของฝ่าบาท
ภายในหอโคมเขียวเทียนสรวง เสียงหัวเราะที่เมื่อครู่ยังครึกครื้นหายไปราวกับนัดไว้ เมื่อประตูบานใหญ่เปิดออกอย่างแรง เสียง โครม ดังสนั่นสะเทือนพื้นไม้ ผู้คนที่ยังคงถือจอกสุราในมือชะงักงันไปทั้งหอ
บัดนั้นเหล่าขบวนองครักษ์ในชุดเกราะดำเงาวับจากวังหลวงเดินเรียงแถวเข้ามาเป็นระเบียบ ความน่าเกรงขามกลบกลิ่นสุราทั้งห้องในพริบตา ทุกคนที่เมื่อครู่ยังหัวเราะดื่มกินกันอย่างสำราญต่างรีบหลีกทางจนเกิดช่องว่างกว้างกลางหอ เหล่าสาวงามและหนุ่มรูปงามต่างก้มหน้าหลบสายตาหนุ่มรูปงามข้างการเยว่จือรีบถอยห่างสนมคนโปรดของฝ่าบาท
