บทที่ 10 เยือนหมู่บ้านหวงถู 1/1
เรื่องที่อวิ๋นซีจะสร้างโรงงานทำก้อนอิฐและยังรับคนในหมู่บ้านชิงสุ่ย รวมถึงคนในหมู่บ้านหวงถูบางส่วนที่เคยดีกับพวกตนมาทำงาน ก็ได้บอกกับเหล่าสตรีทั้งสามของครอบครัวให้รับรู้ก่อนถึงมื้ออาหารเย็น
แม้ความคิดนี้ของบุตรหลานตัวน้อยจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่าคนที่รู้สึกเป็นกังวลถ้าหากสามีกับบุตรสาวต้องกลับไปหมู่บ้านหวงถู ซูเหยากลัวว่าคนตระกูลหลิ่งจะมาวุ่นวายและสร้างปัญหา จึงมีท่าทีอึดอัดใจจนอวิ๋นซีต้องยืนยันว่าสามารถรับมือได้
“ท่านพี่ถ้าไปหมู่บ้านหวงถูเกิดคนพวกนั้นเข้ามาเรียกร้องผลประโยชน์จนทำให้เรื่องวุ่นวายจะทำอย่างไรเจ้าคะ”
“ท่านแม่ท่านอย่าได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องคนตระกูลหลิ่งนั่นไปเลยเจ้าค่ะ ต่อให้เอาเรื่องบุญคุณการเป็นบิดามารดามาข่มขู่ท่านพ่อ ซีซีเชื่อว่าท่านพ่อไม่มีทางใจอ่อนยอมยกโทษให้พวกเขาแน่นอน
อีกอย่างพวกเราก็มีหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์เป็นหลักฐานในมือ ถ้าเตือนแล้วยังไม่ยอมหยุดก็พาตัวไปที่ว่าการให้ท่านนายอำเภอตัดสินโทษเสีย ดูสิว่าหากต้องได้รับโทษกันทั้งตระกูลยังจะหาเรื่องพวกเราอีกหรือไม่”
“อาเหยาเจ้าไม่ต้องคิดมากคนเห็นแก่เงินอย่างตระกูลหลิ่งก็เก่งแต่ปาก เอาเข้าจริงพอข่มขู่อย่างที่ซีซีพูดมาขี้คร้านจะกลัวจนหัวหดล่ะไม่ว่า” เฟิงหยางเข้าใจความห่วงใยของผู้เป็นภรรยาที่มีกับตน แต่ที่บุตรสาวพูดมาล้วนถูกต้องเพราะเขามิได้รู้สึกห่วงหาอาวรณ์ตระกูลเดิมอีกแล้ว
จื่อหานก็ช่วยพูดกับมารดาด้วยการกล่าวถึงเหล่าองครักษ์ทั้งหลาย เพื่อให้มารดาคลายความกังวลใจที่มีให้เบาบางลง
“ท่านแม่ขอรับท่านก็เห็นมิใช่หรือว่าตอนนี้ข้างกายพวกเราทุกคนล้วนมีคนคอยดูแลความปลอดภัย อีกอย่างซีซีก็เป็นถึงท่านหญิงถ้าตระกูลหลิ่งกล้าหาเรื่องพวกเขาอาจได้รับโทษเป็นสองเท่าก็ได้นะท่านแม่”
“อาเหยาแม่ว่าเจ้าทำใจให้สบายอย่างที่อาหยางกับลูก ๆ บอกเถิดนะ ครอบครัวของเราในยามนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว หากคนตระกูลหลิ่งอยากได้อะไรจากอาหยางละก็ พวกเขาต้องคุกเข่าขอร้องเท่านั้น” นางจิ้งซื่อก็เชื่อมั่นว่าบุตรเขยกับหลาน ๆ ของนางสามารถรับมือคนตระกูลหลิ่งได้
“เฮ้อ ก็ได้แต่อย่างไรท่านพี่กับซีซีต้องระวังตัวไว้บ้างนะเจ้าคะ”
“ซีซีจะปกป้องท่านพ่อเป็นอย่างดีเจ้าค่ะท่านแม่ ใครไม่ฟังคำเตือนซีซีจะกระทืบ ๆ ๆ ให้นอนกินน้ำข้าวสักหนึ่งเดือนไปเลย หึ”
คำพูดและท่าทางห้าวหาญว่าจะปกป้องบิดาที่อวิ๋นซีแสดงออกมา เรียกเสียงหัวเราะให้คนในครอบครัวกันยกใหญ่
“ฮ่า ๆ ๆ หลานตาก็ตัวแค่นี้แต่ความตั้งใจกลับยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน”
“นั่นน่ะสิหลานรักของลุงเจ้ากับบิดาไปหมู่บ้านหวงถูให้สบายใจเถิด ส่วนงานทางนี้ลุงกับทุกคนจะช่วยจัดการแทนเจ้าเอง”
“เจ้าค่ะท่านลุงประเดี๋ยวหลังกินมื้อเย็นเสร็จซีซีจะนำสิ่งที่ต้องใช้สร้างโรงงาน รวมถึงแผงเก็บพลังงานและพวกหลอดไฟออกมาให้นะเจ้าคะ”
ผู้เฒ่าจางเห็นว่าทุกคนเข้าใจเรื่องราวไปในทิศทางเดียวกันแล้ว จึงเปลี่ยนเรื่องโดยโยงไปยังเรื่องงานที่จะเริ่มในวันรุ่งขึ้น
“งั้นพวกเราควรไปกินข้าวให้อิ่มท้องและพักผ่อนกันเร็วหน่อยก็ดี พรุ่งนี้ต้องเริ่มงานใหญ่อีกครั้งอาจตื่นเร็วกว่าเดิมเล็กน้อยนะ”
“ขอรับ /เจ้าค่ะ”
วันถัดมาแสงไฟในบ้านตระกูลจางก็สว่างขึ้นตั้งแต่ปลายยามอิ๋น ทุกคนตื่นมาเพื่อเตรียมตัวไปทำหน้าที่ของตนอย่างกระตือรือร้น ยกเว้นอยู่คนหนึ่งที่อายุน้อยที่สุดในครอบครัวที่ไม่มีใครปลุก ปล่อยให้นางได้นอนต่ออีกครึ่งชั่วยามถึงถูกปลุกด้วยฝีมือของมารดาอย่างซูเหยา
อวิ๋นซีที่งัวเงียตื่นในสภาพหัวฟูผมชี้โด่ไม่เป็นทรงก็ต้องตกใจเมื่อรู้ว่าตนเองตื่นสายกว่าทุกคน ถึงกับรีบวิ่งเข้าห้องน้ำจัดการตนเองอย่างรวดเร็ว ส่วนผมที่ยุ่งเหยิงก็เป็นซูเหยาที่ทำให้เป็นทรงของเด็กและมีเครื่องประดับเล็กน้อย
หลังกินมื้อเช้าและต้องแยกย้ายไปจัดการเรื่องงานอวิ๋นซีไม่ลืมขอให้มารดาของตน ช่วยทำอาหารมื้อกลางวันให้กับชาวบ้านที่จะไปรับจ้างสร้างโรงงาน และแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้ผู้เป็นตาไว้จ่ายค่าแรงให้ชาวบ้าน
“ท่านตาเจ้าคะนี่เงินค่าจ้างชาวบ้านซีซีไม่รู้ว่าจะมีคนมากี่คนจึงเตรียมไว้มากหน่อย ส่วนเรื่องอาหารมื้อกลางวันของชาวบ้านรบกวนท่านแม่ ท่านยายกับท่านป้าสะใภ้ด้วยนะเจ้าคะ”
“แม่รู้แล้วแม่จะช่วยจัดการให้อย่างดีจ้ะ”
“รีบไปเถิดก่อนแดดจะร้อนยังต้องใช้เวลาเดินทางอีกพักใหญ่”
ทุกคนยืนส่งอวิ๋นซีกับบิดาขึ้นรถม้าและเคลื่อนขบวนเล็ก ๆ ที่มีองครักษ์เกือบสิบคนออกหมู่บ้าน คล้อยหลังอวิ๋นซีไปได้ไม่นานชาวบ้านก็ถือเครื่องไม้เครื่องมือมาพบผู้เฒ่าจางพอดี