บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 พิธีปักปิ่นเลือด

นักพรตพเนจรผู้หนึ่งแต่งกายด้วยชุดสีเทาเก่าๆ ท่วงท่าของเขากลับดูน่าเกรงขามและเต็มไปด้วยกลิ่นอายเทพเซียน เมื่อเขามาในงานปักปิ่นด้านในแล้ว ก็กวาดสายตามองหลิวซูเยว่ที่สวมชุดหรูหรางดงาม ก่อนจะพยักหน้าและเผยรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจ

“คุณหนูใหญ่สกุลหลิว ช่างมีดวงชะตาหงส์ฟ้าโดยแท้ กลิ่นอายมงคลแผ่ซ่านเจิดจรัสบารมี ในภายภาคหน้าย่อมหาผู้ใดเปรียบได้ยากยิ่งนัก นักพรตเช่นข้าได้รับมิติสวรรค์ให้มาร่วมอวยพรให้กับท่าน”

หลิวซูเยว่ยิ้มรับคำทำนายด้วยใบหน้าเอียงอาย จะมีสักกี่คนที่ได้รับคำอวยพรจากสวรรค์กับเล่า เหล่าขุนนางและฮูหยินที่มาร่วมงาน ต่างพากันกล่าวชื่นชมและประจบประแจงแสดงความยินดี คุณหนูบางคนก็มองด้วยความอิจฉา ดูท่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้จะวาสนาดี เหมาะแก่การผูกมิตรยิ่งนัก

ทว่าทันใดนั้นจู่ๆ สีหน้าของนักพรตก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เขายกมือขึ้นปัดจมูกคล้ายกับได้กลิ่นอายที่น่ารังเกียจอย่างรุนแรง

“แปลกยิ่งนัก ท่ามกลางกลิ่นอายมงคลนี้ เหตุใดจึงมีกลิ่นอายอัปมงคลคละคลุ้งแทรกซึมอยู่เล่า ช่างรุนแรงและมืดมิดนัก หากไม่รีบขจัดทิ้ง งานมงคลจะกลายเป็นงานอัปมงคลในไม่ช้า”

ฮูหยินผู้เฒ่าและไป๋ลี่จินต่างก็หน้าถอดสีทันที แม่ทัพหลิวเจี้ยนกั๋วขมวดคิ้วแน่นเดินก้าวออกมาด้านหน้าด้วยความไม่พอใจ และเตรียมจะไล่นักพรตต้มตุ๋นนี่ไปเสีย

“ท่านนักพรต อย่าเอ่ยวาจาเลื้อนเปื้อน หาไม่แล้วข้าจะโยนท่านออกไป”

นักพรตไม่ตอบคำ แต่หากหยิบเข็มทิศและยันต์ประหลาดออกมา ทำท่านับนิ้วไม่หยุด

“ต้าหลางเจ้าเงียบเสีย” ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปตำหนิบุตรชาย ก่อนจะรีบถามนักพรตชราอย่างหวาดกลัว

“ท่านนักพรตกลิ่นอายอัปมงคลที่ใดเจ้าคะ ช่วยขับไล่ให้ข้าได้หรือไม่”

นักพรตชราถอนหายใจ ก่อนจะเดินนำฝูงชนมุ่งหน้าไปยังเรือนหลัง เขาก้าวตรงไปยังเรือนเหมันต์เป็นแห่งแรก ทว่าเมื่อผลักประตูเข้าไปกลับพบเพียงความว่างเปล่าไร้เงาผู้คน

เสี่ยวเหอที่เดินตามมาติดๆ แสร้งทำเป็นตกใจ ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบกับลูกศิษย์ของนักพรตด้วยเสียงที่เบา และไม่มีผู้ใดได้ยิน ทว่าก็ไม่พ้นสายตาคุณชายรองไปได้

“คุณหนูเล็กไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วเจ้าค่ะ เมื่อเช้านายท่านสั่งให้คนอุ้มคุณหนูย้ายไปพักที่เรือนหอธรรมแล้ว” ก่อนหน้านี้นัดแนะกันให้เดินมาที่นี่ แต่ใครจะไปคิดว่าท่านแม่ทัพย้ายคนไปแล้ว

ลูกศิษย์รับคำ ก่อนจะหันไปพยักหน้ากับอาจารย์ของตน นักพรตพเนจรจึงแสร้งทำเป็นหลับตาคำนวณนิ้ว

“คราวแรกความอัปมงคลอยู่ที่นี่ แต่กลับถูกเคลื่อนย้าย บัดนี้กลิ่นอายเปลี่ยนทิศแล้ว ตามข้ามา” เขาแสร้งทำพิธีปัดเป่าลมไปในอากาศก่อนจะเดินออกมา

ทุกคนเดินตามนักพรตมาจนถึงเรือนหอธรรมอันเงียบเหงา กลิ่นอับชื้นและบรรยากาศเย็นเยียบทำให้แขกเหรื่อที่ตามมาด้วยพากันนำผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูก อาจเพราะที่นี่ไม่มีคนอยู่มานานตั้งแต่แต่คุณหนูเล็กย้ายออกไป จึงทำให้ไม่ได้รับการทำความสะอาดเท่าที่ควร

“กลิ่นอายอัปมงคลรุนแรงเป็นอย่างมาก มันมาจากด้านในนี้! หากปล่อยไว้ ฮูหยินผู้เฒ่าและท่านแม่ทัพจะตกอยู่ในอันตรายถึงขั้นหลั่งเลือด” นักพรตชี้ไม้ท้อในมือไปที่ประตูหอธรรม

“เหลวไหล! ที่นี่ไม่มีกลิ่นอายอัปมงคลใดๆ ทั้งสิ้น เชิญท่านออกไปได้แล้ว”

“ที่จวนแม่ทัพหาใช่ที่นักต้มตุ๋นอย่างเจ้าจะมาปากพร่อย ท่านพ่อลูกจะไล่มันออกไปเอง” คุณชายรองพุ่งเข้าไป หมายจะขับไล่นักพรตน่ารังเกียจนั่น แต่ถูกมารดาตนเองขวางเอาไว้

“เยียนเอ๋อร์อย่าวู่วาม เจ๋อเอ๋อร์พาน้องชายเจ้าออกมาเร็วแล้ว” ไป๋ซื่อรีบสั่งให้ลูกชายคนโตเข้าไปลากลูกชายคนรองออกมา

“ข้าบอกแล้วว่านังเด็กนั่นคือตัวซวย!” ฮูหยินผู้เฒ่าตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว

“เพิ่งจะเกิดเรื่องเมื่อเช้า ตอนนี้นางยังนำความเดือดร้อนมาสู่งานปักปิ่นของเยว่เอ๋อร์อีก ข้าไม่น่าใจอ่อนให้มันอยู่ในจวนเลย” นางตวาดลั่นโดยที่ลืมไปแล้วว่า งานปักปิ่นวันนี้ก็เป็นของหลิวซูเมิ่งเช่นเดียวกัน

แม่ทัพหลิวพยายามเข้ามาขวาง แต่ก็ถูกมารดาทั้งฉุดลากและทุบตี ในใจเขาเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เพราะรู้ดีว่าบุตรสาวคนเล็กกำลังนอนป่วยอยู่ด้านใน

“ท่านนักพรตหากท่านมาเพื่อร่วมพิธีปักปิ่นบุตรสาวข้าก็เชิญด้านหน้าเถิด”

“ท่านแม่ทัพข้ารู้ว่าท่านไม่เชื่อ ตัวท่านเป็นเทพสงครามย่อมไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่มารดาท่านเล่า ภรรยาท่านเล่า ไหนจะบุตสาวท่านอีก ล้วนเป็นสตรีพวกนางจิตอ่อน ความอัปมงคลแทรกซึมจิตใจได้ง่าย” นักพรตเอ่ยเสียงกร้าว พลางถอนหายใจ

“หากท่านแม่ทัพยังคงดื้อดึง ไม่ยอมให้ข้าทำพิธีร่างกายของท่านจะต้องหลั่งเลือดเป็นแน่ และสตรีในเรือนท่านก็จะมีอันเป็นไป” กล่าวจบหลิวซูเยว่ที่ยืนอยู่ดี ๆ ก็พลันหงายหลังล้มลงไป ดีที่เสี่ยวเหอรับเอาไว้ได้ทัน ศีรษะจึงไม่กระแทกพื้น

เช่นเดียวกับฮูหยินผู้เฒ่าที่จู่ ๆ ก็เป็นลมตามไปด้วยอีกคน

“เยว่เอ๋อร์! ท่านแม่!”ไป๋ซื่อร้องลั่น พลางโอบกอดบุตรสาวเอาไว้ เช่นเดียวกับนายท่านรองหลิวเจี้ยนเหวิน น้องชายร่วมสายเลือดของแม่ทัพหลิวที่ประคองมารดาตนเองเอาไว้เช่นกัน

“พี่ใหญ่ให้ท่านนักพรตทำพิธีเถิด ถือว่าเสริมสิริมงคล” ครั้นเห็นมารดาและบุตรสาวเป็นลม แม่ทัพหลิวก็กัดฟันพยักหน้า

นักพรตก็เริ่มร่ายรำทำพิธีปัดเป่ารังควาน เขากวัดแกว่งดาบไม้ท้อไปมาอย่างรวดเร็ว ลูกศิษย์ที่ยืนอยู่ด้านข้างอาศัยจังหวะชุลมุน แอบขยับตัวไปที่ผนังไม้หน้าหอธรรมอย่างแนบเนียน ก่อนจะเสียบเศษแก้วแหลมคมซ่อนไว้ในรอยแยกของเนื้อไม้

จู่ๆ นักพรตก็ทำท่าทีคล้ายถูกวิญญาณร้ายเข้าต้านทาน ดาบไม้ท้อในมือตวัดพุ่งตรงไปยังแม่ทัพหลิวอย่างรุนแรงจนผิดวิสัย

“ท่านพี่ระวัง!” ไป๋ซื่อหวีดร้องสุดเสียง

หลิวเจี้ยนกั๋วเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ ทว่าแขนเสื้อของเขากลับไปเฉียดเข้ากับผนังไม้ตรงจุดที่ลูกศิษย์แอบวางเศษแก้วเอาไว้พอดี

หลิวเจี้ยนกั่วขมวดคิ้วยกแขนตนเองขึ้นมา เลือดสีแดงสดซึมทะลุแขนเสื้อสีเข้มออกมาท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์

“ท่านพ่อ!” หลิวซูเหยียนรีบถลาเข้ามาดูบาดแผลของบิดา

แม่ทัพหลิวมองรอยเลือดบนแขนตนเองด้วยดวงตาสั่นระริก คำทำนายของนักพรตเมื่อครู่ดังก้องในหัว ทุกอย่างเกิดขึ้นจริงราวกับตาเห็น ความหวาดกลัวต่อสิ่งเร้นลับเข้าเกาะกุมจิตใจแม่ทัพผู้มีใจกตัญญู เขาตายได้ทว่ามารดาและลูกเมียเล่า

“สวรรค์เตือนแล้วแท้ๆ” นักพรตทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะสามครั้ง หันหน้ามองไปบนท้องฟ้า โขกเสร็จก็ลุกขึ้นมามองแม่ทัพหลิว

“ท่านแม่ทัพบัดนี้ข้าได้ทำพิธีปัดเป่ากลิ่นอายอัปมงคลแล้ว ทว่าช่วงนี้ท่านต้องกักบริเวณคนด้านใน อย่าเพิ่งให้ออกมา รอจนแผ่นยันต์ใบนี้จะเปลี่ยนสี จากนั้นความอัปมงคลจะหายไป”

“ได้! รบกวนท่านนักพรตแล้ว” หลิวเจี้ยนกั๋วเอ่ยเสียงแหบพร่า ความรู้สึกผิดและความสงสารที่มีต่อบุตรสาวคนเล็กถูกความหวาดกลัวกลืนกินไปจนสิ้น

“พ่อบ้านโจวสั่งคนมาปิดประตูหอธรรม ให้เมิ่งเอ๋อร์สวดมนต์อธิษฐานรอให้ยันต์เปลี่ยนสี ข้าจะพามานางออกไปเอง

หลิวซูเยว่ที่ยืนก้มหน้าหลบอยู่ด้านหลังลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ แผนการกำจัดเสี้ยนหนามของนางช่างราบรื่นไร้ที่ติ

“ไปเถิดพวกเรา กลับไปทำพิธีปักปิ่นให้เยว่เอ๋อร์ต่อเถิด อย่าให้ตัวซวยมาทำลายฤกษ์งามยามดีเลย” ฮูหยินผู้เฒ่าที่ได้สติราวกับเมื่อสักครู่ตนเองไม่ได้เป็นลมแม้แต่น้อย ก็รีบเอ่ยชักชวน ทุกคนจึงพากันเดินกลับไปที่เรือนหน้า ทิ้งหอธรรมที่เย็นเยียบและถูกปิดตายไว้เบื้องหลัง

พิธีปักปิ่นของหลิวซูเยว่ดำเนินไปอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นบุตรสาวแม่ทัพหลิว นักพรตพเนจรเป็นผู้สวดอวยพรและมอบไอมงคลให้นาง ท่ามกลางเสียงสรรเสริญยินดีของคนในงาน หลิวซูเยว่ก็ก้าวขึ้นเป็นสตรีที่โดดเด่นและและโด่งดังในชั่วพริบตา

แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังร่วมยินดีกับคุณหนูใหญ่อยู่นั้น คุณชายรองหลิวซูเหยียนก็ได้หายตัวไปจากงานเงียบๆ โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตุเห็น

หลิวซูเมิ่งนอนอยู่บนตั่งอันเก่าของตนเอง แสงแดดส่องลอดช่องหน้าต่างหอธรรมเข้ามาเพียงเล็กน้อยทำให้เห็นเงาร่างของสตรีวัยแรกแย้มอย่างเลือนราง

หลิวซูเหยียนลอบเข้ามาทางหน้าต่างด้านหลังอย่างเงียบงัน เขามองน้องสาวที่นอนมองเพดานด้วยดวงตาไร้แวว เห็นดังนั้นหัวใจเขาก็ปวดร้าวจนน้ำตาไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้น

“พี่รอง... ท่านมาได้อย่างไร” หลิวซูเมิ่งได้ยินก็รีบหันไปมอง พร้อมกับขมวดคิ้วขึ้น นางพยายามจะลุกขึ้นนั่ง คุณชายรองก็รีบเข้าไปประคองน้องสาวเอาไว้

“เมิ่งเอ๋อร์ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น” เขาหยิบกล่องไม้เล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อ เผยให้เห็นปิ่นหยกโลหิตสลักลายนกหวงเฟิงที่เขาตั้งใจเตรียมไว้ให้นาง

เขาบรรจงรวบผมที่ยาวสลวยของน้องสาวขึ้นอย่างเบามือ ค่อยๆ ปักปิ่นหยกโลหิตลงบนมวยผมของนางอย่างทะนุถนอม

“ถึงท่านแม่และทุกคนจะไม่ยอมรับเจ้า แต่สำหรับพี่รอง เจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะเมิ่งเอ๋อร์ พี่รองขอให้เจ้าเข้มแข็งและปลอดภัย”

หลิวซูเมิ่งน้ำตาคลอเบ้า นางรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและความจริงใจของพี่ชายผู้นี้ แม้ในวันที่ทุกคนหันหลังให้ เขาก็ยังแอบมาหานาง เมื่อก่อนเขาก็เขียนจดหมายกลับมาหานางบ่อยครั้ง ทว่านางกลับไม่เคยตอบกลับเลยสักครั้ง เพราะรู้ดีว่าตอบกลับไปเขาก็ไม่ได้อ่าน

“ข้าขอบคุณเจ้าค่ะ”

หลังจากปักปิ่นเสร็จ หลิวซูเหยียนก็เลิกแขนเสื้อของน้องสาวขึ้นเพื่อตรวจดูตุ่มผื่นสีแดง คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันแน่นในฐานะผู้ที่พอมีวิชาแพทย์ติดตัวอยู่บ้าง

“โรคสาดแดงงั้นหรือ...” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเครียด

“โรคนี้เคยระบาดที่ซั่วโจวเมื่อหลายปีก่อน การเดินทางจากชายแดนมาถึงเมืองหลวงต้องใช้เวลาเป็นเดือน หากมีคนติดเชื้อและนำโรคมาจริง ย่อมต้องเกิดการระบาดตลอดเส้นทาง ไม่มีทางที่จะมาโผล่ที่เมืองหลวงและเกิดกับเมิ่งเอ๋อร์เพียงคนเดียวได้แน่” ดวงตาของหลิวซูเหยียนฉายแววเคลือบแคลงสงสัย

“หรือว่า... จะมีคนจงใจสร้างเรื่องโรคระบาดนี้ขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายเมิ่งเอ๋อร์”

เขาหันไปมองบานประตูหอธรรมที่ถูกตอกปิดตาย ชายหนุ่มกำหมัดแน่นในใจ หากเรื่องนี้มีผู้อยู่เบื้องหลังจริง เขาจะต้องสืบหาความจริงเพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้น้องสาวคนนี้ให้จงได้

“ข้านำอาหารมาให้เจ้าด้วย พวกเรามากินด้วยกัน”

“พี่รองท่านกลับไปก่อนดีกว่า ข้ากำลังไม่สบายเช่นนี้ เมิ่งเอ๋อร์ไม่อยากให้ท่านต้องเดือนร้อน”

“แต่...” คุณชายรองสงสารน้องสาวจับใจ เขาอยากจะช่วยนางให้ได้มากกว่านี้

แต่หลิวซูเมิ่งรู้ดีว่า นี่พี่ชายนางก็ช่วยมากพอแล้ว ท่านพ่อที่เหมือนจะรักนาง แต่เขาก็รักชื่อเสียง และเกียรติของตระกูล แน่นอนว่านางไม่โกรธ เพราะท่านพ่อเป็นประมุขของจวนย่อมต้องทำเพื่อสกุลหลิว แต่นางก็ผิดหวังเหลือเกิน

“เชื่อเมิ่งเอ๋อร์นะเจ้าคะ วันหลังพี่รองค่อยมาหาข้าใหม่ ข้าอยากกินเกี้ยวน้ำที่พี่รองเคยพาไปกิน ได้หรือไม่” หลังจากที่ครอบครัวย้ายกลับมา พี่นองนางก็ไม่รู้ไปรู้มาจากไหน ว่าร้านใดมีของอร่อย ทุกครั้งก็ล้วนต้องพานางไปลองชิมตลอด

“ย่อมได้พี่จะซื้อมาให้เจ้า พักผ่อนเถิดประเดี๋ยวพี่จะปรุงยามาให้” หลิวซูเมิ่งมองส่งพี่ชายออกไป โดยมีเสี่ยวเถาตามลงไปส่งด้านล่าง จากนั้นเสี่ยวเถาก็เริ่มทำความสะอาดเรือนหลังนี้เพื่อที่คุณหนูของนางจะได้อยู่สบาย

ทว่าในขณะที่นางกำลังหลับตา แต่ริมฝีปากนางกลับอ้าออก

“ดูชมพอแล้วกระมัง ยังไม่ลงมาอีกหรือ” เงาร่างสีดำสายหนึ่งวูบลงมานั่งที่โต๊ะข้างตั่ง เป็นที่เดียวกับที่พี่รองนางนั่งเมื่อสักครู่

“ที่แท้เจ้าก็เป็นคุณหนูที่ถูกทอดทิ้งผู้นั้นเองหรือ สิบกว่าปีผ่านไปแล้ว พวกเขายังคิดว่าเจ้าเป็นตัวอัปมงคลอีก ช่างน่าสนใจ” บุรุษชุดดำหยิบผิงกั่วขึ้นมาหั่นและยื่นให้กับหญิงสาว แต่เมื่อนางไม่รับ เขาจึงเอาเข้าปากตนเอง

“ตกลงท่านเป็นใครกันแน่ เข้ามาที่นี่ต้องการสิ่งใดหรือต้องการมาพบข้า มิใช่ว่าท่านตกหลุมรักข้าแล้วกระมัง” ชายหนุ่มถลึงตาใส่ พลางเอ่ยในสิ่งที่ต้องการทันที

“ข้าต้องการป้ายหยกชิ้นหนึ่ง คุณหนูรองหลิวเจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าบิดาเจ้าเก็บไว้ที่ใด ข้าจะบอกเจ้าสักคำ ว่าป้ายหยกนี้ไม่มีความดี มีแต่โทษหากบิดาเจ้ายังขืนเก็บเอาไว้ สกุลหลิวก็คง...” เขายกนิ้วทำท่าปาดลำคอ

ทว่าหลิวซูเมิ่งกลับหัวเราะออกมา ราวกับว่ากำลังได้ยินเรื่องที่ตลกที่สุดในชีวิต ครั้นเมื่อหัวเราะเสร็จก็ยกมือปาดน้ำตา “หากท่านมาช่วยสกุลหลิว ท่านก็มาหาผิดคนแล้ว เพราะข้า...” นางหยุดพูด ก่อนจะช้อนสายตาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษตรงหน้า

“ต้องการให้สกุลหลิวพังพินาศ” ชายหนุ่มชุดดำหัวเราะออกมาบ้าง เขาเหยียดกายลุกขึ้นยืน ร่างกายเขาสูงโปรงเรียวขายาวดูองอาจ สูงกว่าพี่รองนางเสียอีก

“ใจตรงกันยิ่ง ข้าก็อยากให้สกุลหลิวบรรลัยเช่นกัน แต่แม่นางน้อย พี่รอของเจ้าเล่า เจ้าไม่สงสารเขาหรือ” คราวนี้ใบหน้าของซูเมิ่งไร้ซึ่งรอยยิ้มเสแสร้งแล้ว

นางสูดลมหายใจเข้าพลางกำมือแน่น ก่อนจะยื่นมือไปดึงชายอาภรณ์ของคนผู้นั้น

“หากข้าช่วยท่านหาป้ายหยก ท่านละเว้นพี่รองข้าได้หรือไม่ พี่รองเขาเป็นคนดี” เรื่องที่บิดาทำ พี่รองล้วนไม่เห็นด้วย และหลังจากนั้นท่านพ่อก็ไม่เรียกพี่รองไปหารืออีกเลย

“เห็นแก่ที่เจ้าเคยให้ที่ซ่อนตัวกับข้า ข้าจะละเว้นเจ้าสองพี่น้องก็แล้วกัน” พูดจบก็ดึงชายเสื้อคลุมตนเองออกมา ก่อนจะกระโจนขึ้นไปบนขื่อไม้

“แม่นางน้อยเอาไว้วันหลังคุณชายอย่างข้าอารมณ์ดีเมื่อไร จะแวะมาหาเจ้าใหม่ก็แล้วกัน” ครั้นเห็นว่าเขาจะไป นางก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเปรยออกมาลอยๆ

“ในห้องทำงานท่านพ่อ มีช่องลับที่ใต้เก้าอี้ ท่านไปหาดูเถิด”

-------------------------------

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel