ตอนที่ 4 แผนร้ายวันปักปิ่น
เย็นวันนั้นแม่ทัพหลิวกลับจากค่ายทหาร ก็รับรู้เรื่องวิวาทกันระหว่างลูกๆ แล้ว ทว่าเขาเป็นบุรุษดังนั้นจึงไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใด
“ฮ่าๆ ฮูหยินอย่าคิดมากเลย พี่น้องกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องปกติ อีกอย่างเจ้าใหญ่ก็ตามใจเยว่เอ๋อร์เกินไป ไม่พูดอะไรก็ตบหน้าน้องเช่นนั้นใช้ได้ที่ไหน พรุ่งนี้ข้าจะส่งเขากลับไปที่ค่ายเสีย กำลังเหลือล้นก็จงไปฝึกทหาร”
“ท่านพี่! ท่านก็เข้าข้างเด็กนั่นเสียจริง เรื่องทั้งหมดหากมิใช่นาง แล้วลูกๆ จะตีกันหรือไม่เล่า”
“ฮูหยินเจ้าพูดเหมือนกับว่าเมิ่งเอ๋อร์ไม่ใช่ลูกเจ้า” แม่ทัพหลิวถอนหายใจออกมา พลางดึงภรรยามากอด
“ความจริงแล้วเรื่องทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับเมิ่งเอ๋อร์เลย นางบริสุทธิ์นักเพิ่งเกิดมาก็ถูกตราหน้าว่าอัปมงคลแล้ว ตัวนางเองหากเลือกได้ก็คงไม่อยากเป็นเช่นนี้หรอก ท่านนักพรตก็บอกแล้วมิใช่หรือ พ้นวัยปักปิ่นไปทุกอย่างจะคลี่คลายเอง”
ความจริงแล้วหลิวเจี้ยนกั๋วก็รู้สึกผิดต่อบุตรสาว ทว่าเรื่องคำทำนาย เขาก็ไม่กล้าลบหลู่ ดังนั้นแล้วจึงเลือกที่จะให้หลิวซูเมิ่งหันหน้าหาพระธรรม ชะล้างดวงชะตา
“เรื่องอาหารเช่นกัน นางผ่ายผอมเกินไปแล้ว เจ้าค่อยๆ บดเนื้อสัตว์ให้นางกินทีละน้อย รอให้กระเพาะนางชินแล้ว ก็จะกินเนื้อได้เหมือนพวกเรา เอาใจใส่นางสักนิดเถิดฮูหยิน”
“ท่านก็ดีแต่พูด ลองมาเป็นข้าที่เกือบจะตายไปแล้วบ้างสิ แล้วดูเอาเถิดพอเกิดนางออกมา ท้องข้าก็ไม่สามารถมีบุตรให้ท่านได้อีก นั่นล้วนเป็นเพราะบุตรสาวคนดีของท่านทั้งนั้น” หลิวเจี้ยนกั๋วเองก็เสียดายยิ่ง
มดลูกของไป๋ซื่อได้รับความเสียหายจากการคลอดหลิวซูเมิ่ง ทำให้หลังจากที่ตั้งครรภ์อีกครั้ง ก็ล้วนแท้งทั้งสิ้น
“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว วันนี้สามีเมื่อยยิ่งนัก ฮูหยินยินดีปรนนิบัติสามีหรือไม่” หลิวเจี้ยนกั๋วโถมตัวดันภรรยาลงไปนอนบนตั่ง ก่อนจะกระชากม่านมุ้งลงมา พร้อมกับอาภรณ์ที่ถูกโยนออกมานอกม่าน
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนใกล้ถึงวันสำคัญของสตรีสกุลหลิว จวนแม่ทัพวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมงานพิธีปักปิ่นซึ่งเป็นการก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ของคุณหนูฝาแฝดทั้งสอง
เช้าวันหนึ่งหลิวซูเยว่ให้สาวใช้ถือกล่องไม้เดินเข้ามาในเรือนเหมันต์ ใบหน้างดงามของนางประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเคย นางเรียกให้หลิวซูเมิ่งมานั่งที่โต๊ะหินอ่อนในสวนด้วยกัน
“น้องหญิงเล็กอีกไม่กี่วันก็จะถึงพิธีปักปิ่นแล้ว ท่านแม่ให้ช่างหลวงตีปิ่นหยกสลักลายหงส์คู่มาให้ข้า มันงดงามมาก ข้าจึงอยากนำมาให้เจ้าดู” หลิวซูเยว่เปิดกล่องออก เผยให้เห็นปิ่นหยกขาวบริสุทธิ์ที่แกะสลักอย่างประณีต
หลิวซูเมิ่งเพียงปรายตามองโดยไม่ได้ยื่นมือออกไปสัมผัส นางชินเสียแล้ว ทุกครั้งไม่ว่ามีเรื่องอะไร พี่สาวคนดีก็มักจะนำของมาโอ้อวดน้องสาวอย่างนางเสมอ จากนั้นก็แสร้งบอกว่านางอยากได้ หลิวซูเยว่ที่เป็นพี่สาวจึงยกให้อย่างใจดี
เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน จากแรกๆ ทุกคนก็มองว่าหลิวซูเมิ่งไม่เคยเห็นของสาวงาม น่าสงสารยิ่งนัก ทว่าหลายๆ ครั้งเข้า จากที่สงสารก็กลายเป็นน่ารังเกียจ นิสัยชั่วร้ายอยากได้ของผู้อื่น แม่ทัพหลิวจากที่เคยเอ็นดู ตอนนี้ก็เริ่มระอาที่บุตรไม่เอาไหว วันๆ เอาแต่ริษยาพี่สาวทุกเมื่อ
“งดงามมากเจ้าค่ะ เหมาะสมกับพี่หญิงใหญ่แล้ว”
แต่ทันใดนั้น หลิวซูเยว่กลับหยิบปิ่นหยกชิ้นนั้นขึ้นมาแล้วยื่นส่งให้น้องสาว
“ลองจับดูสิ เนื้อหยกเย็นสบายยิ่งนัก” หลิวซูเมิ่งยังไม่ทันได้ยกมือขึ้นรับ
หลิวซูเยว่ก็จงใจปล่อยมือจากปิ่นหยก ปิ่นล้ำค่าร่วงหล่นลงกระแทกพื้นหินอ่อนจนหักออกเป็นสองท่อน เสียงหยกแตกหักดังก้องไปทั่วบริเวณสวน
เพล้ง!
“ว๊าย! น้องหญิงเล็ก เหตุใดเจ้าจึงปัดปิ่นของข้าทิ้งเล่า” หลิวซูเยว่กรีดร้องออกมาพร้อมกับทรุดตัวลงไปประคองเศษปิ่นหยก หยาดน้ำตาหยดลงบนแก้มเนียนไม่ขาดสาย
เสี่ยวเหอสาวใช้ประจำตัวของหลิวซูเยว่ที่ยืนรอจังหวะอยู่แล้วรีบแผดเสียงร้องโวยวายดังลั่น คล้ายต้องการเรียกให้ผู้คนออกมาดู
“คุณหนูเล็ก ถึงท่านจะอิจฉาที่คุณหนูใหญ่ได้ปิ่นหยก แต่ท่านก็ไม่ควรทำลายของสำคัญที่จะใช้ในพิธีเช่นนี้นะเจ้าคะ อีกอย่างคุณหนูเล็กเองก็ได้เช่นเดียวกัน เหตุใดต้องอิจฉากันด้วย”
เสียงเอะอะโวยวายดังไปถึงเรือนหลัก เพียงไม่นานไป๋ซื่อและหลิวเจี้ยนกั๋วก็รุดมาถึงเรือนเหมันต์ เมื่อไป๋ซื่อเห็นปิ่นหยกหักเป็นสองท่อนและเห็นบุตรสาวคนโตร้องไห้ปานจะขาดใจ โทสะของนางก็พุ่งทะลวงขึ้นมา
“หลิวซูเมิ่ง! นังเด็กกาลกิณีจิตใจคับแคบ เจ้าเห็นพี่สาวได้ดีกว่าไม่ได้เลยใช่หรือไม่ ถึงได้กล้าทำลายปิ่นมงคลเช่นนี้” ไป๋ซื่อตวาดลั่น ชี้หน้าด่าทอบุตรสาวคนเล็กด้วยความเกลียดชัง โดยที่ไม่แม้จะเอ่ยถามความจริงสักคำเดียว
“ข้าไม่ได้ทำเจ้าค่ะ พี่หญิงใหญ่ปล่อยมือเอง” หลิวซูเมิ่งตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งราวกระทะเลที่ไร้คลื่นลม ดวงตาของนางยังเคงเฉยชา ไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกให้เห็นแม้แต่น้อย
“โกหก! อาเหอเป็นคนเห็นกับตา เจ้ายังจะกล้าโกหกอีกหรือ” ไป๋ซื่อหันไปหาผู้เป็นสามี
“ท่านพี่ ท่านดูเอาเถิด ข้าบอกแล้วว่าไม่ควรให้นางย้ายมาอยู่ที่นี่ นิสัยของนางยังไม่ถูกขัดเกลา สักวันนางจะทำให้จวนของพวกเราเดือนร้อน”
หลิวเจี้ยนกั๋วมองเศษปิ่นสลับกับใบหน้าของบุตรสาวทั้งสอง เขาพยายามจะให้ความเป็นธรรม จึงเรียกสาวใช้ในบริเวณนั้นมาสอบถาม ทว่าสาวใช้ของเรือนใหญ่ต่างให้การเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นคุณหนูรองปัดปิ่นทิ้งด้วยความอิจฉา ส่วนเสี่ยวเถาที่พยายามจะแก้ต่างให้เจ้านายก็ถูกสาวใช้รุ่นใหญ่ตบปากจนเลือดกลบปาก
หลักฐานและพยานชี้ชัดไปที่หลิวซูเมิ่ง หลิวเจี้ยนกั๋วถอนหายใจยาวด้วยความผิดหวัง เป็นอีกครั้งที่เขาเชื่อใจบุตรสาวคนเล็ก แต่ทุกครั้งที่พยายามหาข้อแก้ต่างให้นาง ก็ล้วนถูกความจริงตีแสกหน้าให้ผิดหวังเสมอ
“เมิ่งเอ๋อร์ พ่อคิดว่าเจ้าจะเป็นเด็กสงบเสงี่ยม ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะซ่อนความริษยาไว้ในใจถึงเพียงนี้ ทำผิดก็ต้องรับโทษ เจ้าทำปิ่นของพี่สาวแตก เจ้าต้องถูกลงทัณฑ์” ไป๋ซื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า ในที่สุดสามีนางก็ตาสว่างเสียที
“กุ้ยมามา นำแส้ออกมา ข้าจะลงโทษนางด้วยตนเอง”
ทว่าก่อนที่แส้จะทันได้ตวัดลงบนร่างผอมบาง หลิวซูเหยียนที่เพิ่งกลับมาจากค่ายทหารก็พุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าหลิวซูเมิ่งเอาไว้ ปลายแซ่ตวัดถูกหลังของเขาจนชุ่มเลือด
“พี่รอง! ท่านจะมาขวางเอาไว้ทำไม ถอยออกไป” หลิวซูเมิ่งยกมือที่เลอะเลือดของพี่ชายขึ้นมาดู จากตอนแรกที่กันตนเองให้เป็นเหมือนคนนอกไม่เอาใจลงไปผูกพันกับคนเหล่านี้ แต่บัดนี้น้ำตานางก็ไหลออกมาแล้ว พี่รองคนโง่ เหตุใดจึงช่วยนางครั้งแล้วครั้งเล่ากัน ช่วยเสียจนตนเองจะถูกฮูหยินใหญ่เกลียดแล้ว ยังไม่รู้ตัวอีกหรือ
“ท่านแม่ ท่านพ่อ พวกท่านลองใช้เหตุผลตรองดูเถิด เมิ่งเอ๋อร์เรี่ยวแรงแทบจะไม่มี วันๆ กินแต่อาหารรสจืดชืด นางจะเอาพละกำลังจากที่ใดไปปัดของจากมือน้องหญิงใหญ่จนกระเด็นแตกได้ บ่าวไพร่พวกนี้ก็ล้วนเป็นคนของเรือนใหญ่ จะให้การใส่ร้ายอย่างไรก็ย่อมได้”
“เยียนเอ๋อร์นี่เจ้ากล้าเถียงแม่ หรือเจ้าไม่เชื่อในคำตัดสินของบิดาเจ้าเล่า” ไป๋ซื่อโกรธจนหน้าดำหน้าแดง
“ข้าไม่ได้เถียง แต่ข้าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นและสติปัญญาตรองได้ หากท่านแม่จะลงโทษน้องหญิงเล็ก ก็ลงโทษข้าเถิด” หลิวซูเหยียนกางแขนปกป้องน้องสาวอย่างเด็ดเดี่ยว
หลิวซูเมิ่งมองแผ่นหลังกว้างของพี่ชายรองที่ยืนตระหง่านบังตนนางไว้ หัวใจที่เย็นชาดุจน้ำแข็งพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง นางหยุดร้องไห้ไม่ได้เลยสักนิดเดียว
หลิวเจี้ยนกั๋วเห็นบุตรชายคนรองเอาตัวเข้าแลกก็เริ่มลังเล ประกอบกับไม่อยากให้เรื่องบานปลายจนเป็นที่ครหา เขาจึงห้ามปรามภรรยาเอาไว้
“ฮูหยินพอเถอะ อย่าถึงขั้นลงไม้ลงมือเลย ประเดี๋ยวจะเสียฤกษ์งานมงคลเปล่าๆ” ไป๋ซื่อสะบัดหน้าอย่างขัดใจ เพราะอย่างไรก็ตัดใจทำร้ายบุตรชายไม่ได้อยู่ดี
“ได้! ในเมื่อเจ้ากางปีกปกป้องนางนัก ข้าก็จะไม่ลงโทษนาง แต่ความผิดนี้ไม่อาจละเว้น วันนี้ก็ให้นางไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชนสำนึกความผิดของตนเองก็แล้วกัน”
“ขอบคุณขอรับท่านแม่ เมิ่งเอ๋อร์ขอบคุณท่านแม่เร็วเข้า” ซูเหยีบนดึงน้องสาวคนเล็กให้ลงมานั่งคุกเข่า
หลิวซูเมิ่งเห็นแก่หน้าพี่รอง จึงยอมเอ่ยขอบคุณเสียงเบา ครั้นเมื่อจบเรื่องนางก็ถูกส่งไปที่หอบรรพชน ตอนแรกซูเยียนจะตามไปด้วย แต่ถูกบิดาเรียกไปสอบถามเรื่องในค่ายทหารเสียก่อน
ยามจื่อ(23.00 - 00.59 น.)หลิวซูเยว่เดินไปมาในห้องนอน สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย จนกระทั่งเสี่ยวเหอเดินกลับเข้ามา นางจึงรีบกระชากตัวสาวใช้เข้ามาในห้องและปิดประตูให้มิดชิด
“เป็นอย่างไรสำเร็จหรือไม่”
“สำเร็จเจ้าค่ะคุณหนู บ่าวนำผงพิษหญ้าอัคคีไปลอบเทผสมลงในน้ำมันตะเกียงที่ศาลบรรพชนเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวเหอตอบเสียงกระซิบพลางหอบหายใจ
“ผงพิษชนิดนี้ไร้สีไร้กลิ่น เมื่อถูกความร้อนจากเปลวไฟจะระเหยกลายเป็นควันลอยวนอยู่ในห้องปิดตาย คุณหนูรองถูกขังให้คุกเข่าอยู่ด้านใน สูดดมเข้าไปเต็มๆ ทั้งคืน พรุ่งนี้เช้าจะต้องจับไข้สูง ตัวร้อนดั่งไฟเผา และมีผื่นแดงผุดขึ้นตามตัวราวกับเป็นโรคระบาดแน่นอนเจ้าค่ะ”
หลิวซูเยว่ได้ยินเช่นนั้นก็แค่นยิ้มออกมา รอยยิ้มงดงามที่เคยเสแสร้งบัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความสะใจ วันปักปิ่นก็ต้องเป็นนางที่เด่นผู้เดียวสิ จะพ่วงตัวอัปมงคลมาทำไม
“ดีมาก” หลิวซูเยว่เอ่ยเสียงเย็น
“ข้าอยากจะรู้นักว่า ถ้าตัวบัดซบนั้นเกิดล้มป่วยด้วยโรคประหลาดน่าเกลียดขึ้นมา ท่านพ่อยังจะกล้าเข้าไปใกล้นางอีกหรือไม่ ยิ่งพรุ่งนี้วันปักปิ่นแล้วด้วย หากนางมีผื่นแดงขึ้นเต็มตัว ทุกคนต้องไม่ให้นางออกมาให้ขายหน้าแน่ๆ” หลิวซูเยว่หัวเราะออกมาด้วยความสาแก่ใจ
“จริงสิทางด้านนักพรตพเนจรเจ้าจัดการแล้วหรือไม่”
“บ่าวจัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ยามซื่อ(09.00 - 10.59 น.)ท่านนักพรตจะเดินทางมาทำนายดวงให้กับคุณหนู และคุณหนูเล็กเจ้าค่ะ” เสี่ยวเหอตอบออกมาด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายเหมือนเจ้านายตนเองไม่ผิด
สองนายบ่าวต่างก็ยกยิ้มให้กัน ก่อนจะเสี่ยวเหอจะปรนนิบัติคุณหนูของนางให้เข้านอน พรุ่งนี้ตื่นมาสจะได้งดงามเหมือนเช่นเคย
วันรุ่งขึ้นจวนสกุลหลิวก็เปิดต้อนรับแขกหรื่อที่เริ่มทยอยกันเข้ามาร่วมพิธีปักปิ่นของคุณหนูสกุลหลิว หลิวซูเยว่ตื่นมาแต่งตัวตั้งแต่เช้า พร้อมกับแต่งแต้มใบหน้าจนดูงดงาม จากนั้นจึงเดินออกมาหาบิดามารดด้านนอก
“เมิ่งเอ๋อร์เล่าทำไมไม่มาพร้อมเจ้า ไปดูน้องหรือยังนางยังแต่งตัวไม่เสร็จอีกหรือ” หลิวเจี้ยนกั่วขมวดคิ้วเอ่ยถามครั้นเห็นเพียงบุตรสาวคนโตที่มาเพียงลำพัง
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ ลูกไปรับน้องที่เรือน ก็ไม่เห็นผู้ใดอยู่”
“เหลวไหลยิ่งนัก นางจะเอาแต่ใจไปถึงไหน ต้าหลางเชื่อแม่สักคำ เจ้าอย่าใส่ใจนางให้มาก ดวงนางเป็นเช่นไรก็รู้กันอยู่ ไปเถิดเยว่เอ๋อร์ย่าจะพาเจ้าออกไปด้านนอก” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เคยใส่ใจอยู่แล้วว่า หลานอัปมงคลจะเป็นเช่นไร แค่เลี้ยงไว้ไม่ให้ตายก็เพียงพอ
“ข้าจะไปตามดูลูกก่อน” แม่ทัพหลิวไม่รอให้ใครพูดอะไรอีก ก็ก้าวขาเดินออกไปจากห้อง ไป๋ซื่อเห็นดังนั้นก็รีบเดินตามไป เช่นเดียวกับบุตรชายทั้งสอง
“เจ้าใหญ่ เจ้ารองไปต้อนรับแขกด้านหน้าไม่ต้องไป” หลิวซูเจ๋อขายรับก่อนจะลากน้องชายให้ตามไปด้วยกัน
ครั้นเมื่อสองสามีภรรยาเดินหาไปทั่ว เขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า
“หรือว่าเมิ่งเอ๋อร์ยังอยู่ในศาล”
“เป็นไปได้อย่างไร ข้าบอกแล้วว่ายามไฮ่(21.00 - 22.59 น.)ก็ให้กลับเรือนไปนอน”
“ใช่หรือไม่ก็ไปดูกัน” แม่ทัพหลิวรีบเดินนำภรรยาไปที่ศาลบรรพชน
และเมื่อเข้ามาใกล้ ก็ได้ยินเสียงเสี่ยวเถาสาวใช้ของซูเมิ่งร้องเรียกเจ้านายเสียงสั่นเครือ ประมุกจวนไม่รอช้ารีบผลักประตูเข้าไป และเมื่อเห็นว่าบุตรสาวนอนสลบเขาก็รีบวิ่งเข้าไปใกล้
“นายท่านช่วยคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ ช่วยคุณหนูของบ่าวด้วย คุณหนูเรียกไม่ตื่นเลยเจ้าค่ะ” หลิวเจี้ยนกั่วพลิกตัวของบุตรสาวขึ้นมา ครั้นเมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มแดงก็ตกใจเป็นอย่างมาก
“ว๊าย! เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เหมือนโรคสาดแดงเลยเจ้าค่ะท่านพี่ อย่าได้ถูกตัวนางประเดี๋ยวจะติดกัน” โรคสาดแดงเป็นโรคติดต่อที่เคยเกิดขึ้นในเมืองซั่วโจวครั้งนั้นคนที่เป็นโรคล้มตายกันเป็นอย่างมาก
“พ่อบ้านโจวสั่งสาวใช้มาอุ้มคุณหนูเล็กไปพักที่เรือนหอธรรมก่อนชั่วคราว เสี่ยวเถาเจ้าเองก็ตามคุณหนูไปด้วย ประเดี๋ยวข้าจะตามท่านหมอมาตรวจนาง” แม่ทัพหลิวสั่งการเสร็จก็รีบออกไป สั่งคนให้ไปตามหมอประจำจวนมาตรวจอาการบุตรสาวคนเล็ก
สั่งการเรื่องหลิวซูเมิ่งเสร็จเขาก็ไปก็ต้องไปร่วมงานของบุตรสาวคนโต ที่บัดนี้จำเป็นต้องทำพิธีคนเดียวแล้ว
“ท่านพ่อ เมิ่งเอ๋อร์เล่าขอรับ” หลิวซูเยียนเห็นบิดาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู่ดี ก็รีบเข้าไปถาม
“เมิ่งเอ๋อร์ล้มป่วย เกรงว่านางจะเป็นโรคสาดแดง เจ้าอยู่ที่นี่ยังไม่ต้องไปหานาง” คุณชายรองขมวดคิ้วแน่น เขาหันไปมองทางน้องสาวคนโตที่กำลังยิ้มแย้มราวกับดีใจเป็นอย่างมาก
เขากำลังจะเอ่ยถาม ก็เห็นนักพรตพเนจรที่ตามกลิ่นไอมงคลเข้ามาในงาน สร้างความแปลกใจและยินดีกับทุกคนเป็นอย่างมาก แต่ไม่รู้ทำใจในใจชายหนุ่มถึงได้รู้สึกแปลกๆ
-------------------------------
