ตอนที่ 2 การกลับมาของครอบครัว
ภายในจวนสกุลหลิวเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล เสียงหัวเราะและรอยยิ้มล้วนเต็มไปทั้งจวน เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่ที่วิ่งวุ่นจัดเตรียมมื้อค่ำเพื่อต้อนรับการกลับมาของวีรบุรุษแห่งด่านเยี่ยนเหมิน เต็มไปด้วยความยินดี ทว่าในเขตเรือนหอธรรมอันเงียบสงัดท้ายจวน ความเคลื่อนไหวเดียวที่มีคือเสียงรินน้ำชาอย่างแผ่วเบาจากมือของหลิวซูเมิ่ง
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านแม่ทัพให้คนมาตามแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวเถาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ในมือกำผ้าเช็ดหน้าแน่น
“เห็นว่า... ทุกคนรออยู่ที่เรือนโถงใหญ่แล้วเจ้าค่ะ”
หลิวซูเมิ่งวางถ้วยชาลง ดวงตาเรียบเฉยปรายมองเงาสะท้อนของตนในน้ำชา เส้นผมที่ปรกหน้าบดบังใบหน้าซีกหนึ่งไว้ แต่มันไม่อาจบดบังความนิ่งสงบที่สั่งสมมาตลอดสิบห้าปี นางลุกขึ้นยืนช้าๆ จัดระเบียบชุดผ้าแพรสีเรียบที่เพิ่งได้รับมา แม้มันจะดูดีกว่าชุดเก่า แต่นางรู้ดีว่าสำหรับคนในเรือนโถงนั้น นางก็ยังเป็นเพียงจุดด่างพร้อย เป็นส่วนเกินที่ทุกคนไม่อยากจดจำ ตัวกาลกิณีที่เกิดมาพร้อมคุณหนูผู้มีดวงนำโชค
“ข้ารู้แล้ว ไปกันเถิด”
ที่เรือนโถงใหญ่กลิ่นกำยานหอมหมื่นลี้ตลบอบอวลไปทั่วห้องโถงกว้างขวาง หลิวเจี้ยนกั๋วในชุดลำลองผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มขยับกายนั่งบนเก้าอี้ประธานด้วยท่าทีองอาจ ข้างกายคือไป๋ซื่อฮูหยินเอกที่บัดนี้ดูภูมิฐานและสง่างามกว่าเมื่อสิบห้าปีก่อนเป็นอย่างมาก
ถัดไปคือหลิวซูเจ๋อบุตรชายคนโต รองแม่ทัพผู้มีใบหน้าคมเข้มดุจบิดา และหลิวหมิงอวี้ บุตรชายคนรองที่ปรึกษากองทัพผู้มีรอยยิ้มประดับใบหน้าทว่าดวงตากลับเย็นเยียบ ส่วนที่นั่งข้างฮูหยินเอกคือหลิวซูเยว่แฝดผู้พี่ที่แต่งกายด้วยอาภรณ์สีชมพูกลีบบัว ประดับปิ่นระย้าทองคำดูงดงามไร้ที่ติ
เมื่อร่างผอมบางของหลิวซูเมิ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เสียงสนทนาที่เคยรื่นเริงก็พลันชะงักลง ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจากห้องจนสิ้น
หลิวซูเมิ่งก้าวเดินอย่างมั่นคง นางหยุดลงกลางห้องโถง ย่อกายคารวะด้วยกิริยาที่พยายามทำให้อ่อนช้อยที่สุดเท่าที่บ่าวในเรือนหอธรรมจะเคยสอนสั่ง
“ข้าน้อยซูเมิ่ง คารวะท่านแม่ทัพ คารวะฮูหยิน... คารวะพี่ใหญ่ พี่รอง และพี่หญิงใหญ่เจ้าค่ะ” หากบอกว่าเมื่อเช้าไม่แน่ใจแล้ว บัดนี้หลิวเจี้ยนกั๋วได้ยินอย่างชัดเจน บุตรสาวถึงกลับไม่เรียกเขาว่าท่านพ่อแล้ว ในใจเกิดความข่มขื่นจนลำคอได้กลิ่นคาวเลือด
“จะเรียกท่านแม่ทัพอันใด เมิ่งเอ๋อร์เจ้ามิใช่ทหารในปกครองของข้า พ่อเป็นบิดาของเจ้า เรียกท่านพ่อเหมือนพี่ๆ ของเจ้าเถิด” หลิวเจี้ยนกั๋วเอ่ยเสียงต่ำ ความรู้สึกผิดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจเริ่มตีตื้นขึ้นมาเมื่อเห็นสภาพลูกสาวที่ผอมบางและเอาแต่ก้มหน้าก้มตา
“ข้าน้อยมิกล้าอาจเอื้อม” ซูเมิ่งตอบสั้นๆ น้ำเสียงไม่มีความตัดพ้อ แต่มันคือความจริงที่นางจดจำมาตั้งแต่จำความได้ หญิงสาวก้มหน้ามองปลายเท้าตนเอง รองเท้าผ้าเก่าจนแทบจะเห็นนิ้วเท้า ถูกกระโปรงคลุมเอาไว้ ภาพในอดีตย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง
‘ท่านคิดว่าตนเองเป็นคุณหนูจริงๆ นะหรือ คุณหนูเล็กหลิวซูเมิ่ง บ่าวจะบอกความจริงให้ท่านสักคำ ท่านเกิดมาพร้อมกับชะตากาลกิณีทั้งบิดา มารดาพี่ชายทั้งสองของท่านล้วนไม่ต้องการ หากไม่ใช่นั้นจะนำเพียงพี่สาวฝาแฝดของท่านไปอยู่ด้วยหรือ หากเช่นนั้นจะปล่อยให้ท่านอดยากที่หอธรรมเห่งนี้หรือ เจ้าตัวอัปมงคล’
วาจาเสียดสีเสียงด่าทอที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ในใจสิ้นหวังมานานแล้ว ท่านย่าท่านอาที่พอจะเป็นที่พึ่งก็มองนางอย่างไร้ตัวตน หากจะมีก็เพียงเสี่ยวเถาสาวใช้ที่มีชะตาเดียวกันกับนางเท่านั้นที่อยู่ข้างกาย
ไป๋ซื่อจิบชาพลางปรายตามองบุตรสาวคนเล็กด้วยสายตาไม่พอใจ นางยังจำภาพเหตุการณ์ในวันที่คลอดซูเมิ่งได้ดี ความเจ็บปวดที่เกือบพรากชีวิตนางไป ท้องฟ้าที่มืดดับ และสายฝนที่สาดซัด... ทุกอย่างล้วนตอกย้ำว่าเด็กคนนี้คือลางร้าย
“สิบห้าปีในหอธรรม ไม่ได้ทำให้เจ้ามีสติขึ้นมาบ้างเลยหรือ” ไป๋ซื่อวางถ้วยชากระทบโต๊ะ
“หรือว่ากลิ่นธูปมันบังตาจนมองไม่เห็นหัวบิดามารดา พี่ชายพี่สาวของเจ้า”
“ท่านแม่ อย่ามีโทสะเลยเจ้าค่ะ” หลิวซูเยว่เอ่ยพลางลูบหลังมือมารดาเบาๆ ทว่าดวงตากลับจ้องมองไปที่เนินอกของน้องสาวอย่างสำรวจ
“น้องรองคงจะยังไม่ชินที่ได้เจอพวกเรา ให้เวลานางบ้างสิเจ้าคะ” หลิวซูเยว่ขยิบตาอย่างซุกซน โทสะของฮูหยินใหญ่พลันสลายไปทันที
หลิวซูเจ๋อและหลิวซูเหยียนต่างมองน้องสาวคนเล็กด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก พี่ชายคนโตนั้นมองนางราวกับมองทหารที่ไร้ความสามารถ ส่วนคนรองกลับจ้องลึกเข้าไปในเส้นผมที่ปรกหน้าคล้ายต้องการจะมองให้เห็นตัวตนที่ซ่อนอยู่
“เอาละๆ” หลิวเจี้ยนกั๋วโบกมือตัดบท เขาหันไปสบตากับบุตรสาวคนรองที่ยังคงนิ่งเงียบ
“เมิ่งเอ๋อร์พ่อกลับมาคราวนี้ ก็จะไม่จากเจ้าไปอีก เรื่องที่ผ่านมาให้แล้วกันไปเถิด เจ้าอยู่ที่นี่ท่านย่ากับท่านอาก็ดูแลเจ้าเป็นอย่างดีไม่ใช่หรือ อย่าได้น้อยใจไปเลย” เขานิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะประกาศเสียงดัง
“พ่อบ้านโจว ไปจัดเตรียมเรือนเหมยเหมันต์ ทางทิศตะวันออกให้คุณหนูเล็กย้ายไปอยู่เสียตั้งแต่วันนี้ หอธรรมแห่งนั้นไม่ต้องอยู่แล้ว” คำสั่งนี้ราวกับมือที่มองไม่เห็นฟาดลงที่ลงกลางห้องโถงใหญ่/
“ท่านพี่ เรือนเหมันต์เยว่เอ๋อร์เอาของเข้าไปอยู่แล้ว ให้นาง... ให้เมิ่งเอ๋อร์อยู่เรือนทิวาก็แล้วกัน”
“ได้อย่างไรกัน เยว่เอ๋อร์เจ้าย้ายไปเรือนทิวา เรือนเหมันต์ให้น้องสาวเจ้า”
“แต่...” ไป๋ซื่อหันไปมองบุตรสาวคนโตที่หน้าซีดเผือด ในใจก็เกิดความสงสาร เยว่เอ๋อร์เคยได้รับความไม่เป็นธรรมเช่นนี้ที่ไหนกัน
“ท่านแม่ไม่ต้องพูดแล้ว เรือนเหมันต์ยกให้น้องสาวเถอะเจ้าค่ะ ข้าย้ายไปอยู่เรือนทิวาก็ได้ ดีเสียอีกเรือนเล็กลงหน่อย ทำความสะอาดไม่ยาก บ่าวไพร่จะได้ไม่เหนื่อย”
บรรยากาศในห้องโถงพลันประดักประเดิดขึ้นมา หลิวซูเยว่แสดงออกอย่างใจกว้าง แต่ฮูหยินใหญ่ก็แสดงออกว่าปวดใจ เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองที่มองน้องสาวทั้งคู่สลับกันไปมา
แต่ไม่ว่าใครจะแสดงออกอย่างไร หลิวซูเมิ่งยังคงยืนนิ่ง นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆ ที่ไม่มีใครเห็นปรากฏบนริมฝีปากที่แห้งผาก
“ซูเมิ่งขอบคุณเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่ชินกับเรือนใหญ่ ๆ อีกอย่างเรือนหอธรรมก็ร่มรื่นดี ข้าชินแล้วเจ้าค่ะ” ซูเมิ่งเอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงกังวานใสของนางทำให้ทุกคนหยุดชะงัก
“อีกอย่าง... หากการย้ายเรือนของข้าจะทำให้ฮูหยินและคุณหนูใหญ่ต้องเสียใจ เช่นนั้นข้าเองก็ปวดใจ”
คำพูดของนางเรียบง่ายแต่มันกลับกรีดลึกลงไปในใจของหลิวเจี้ยนกั๋วดุจคมดาบ เขาเห็นดวงตาของบุตรสาวที่สะท้อนแสงไฟในห้องโถง... มันไม่ใช่ดวงตาของเด็กสาวที่โหยหาความรัก แต่มันคือดวงตาของคนที่ผ่านความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“วาจาข้าก็คือคำสั่ง ย้ายเรือนให้คุณหนูเล็ก” หลิวเจี้ยนกั๋วเอ่ยเสียงสั่นด้วยอัดอั้น
“เมิ่งเอ๋อร์ ตอนนี้เจ้าอาจจะไม่ชิน แต่อีกหน่อยเจ้าจะชินเอง เชื่อพ่อเถอะ”
เขาเดินลงจากเก้าอี้ จูงมือบุตรสาวมานั่งข้างๆ ตนเอง มือเล็กๆ ของนางมีความกร้านอยู่บ้าง แต่นอกเหนือจากนั้นก็คือ มือนางไม่มีเนื้อหนังเลย เขาแทบจะสัมผัสกระดูกนางได้ทุกข้อนิ้ว
หลิวซูเมิ่งย่อกายคารวะอีกครั้ง “เช่นนั้นก็ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“เอาล่ะๆ เรื่องนี้ก็ให้จบแค่นี้ พ่อบ้านโจวไปขนของคุณหนูเล็กมาไว้ที่เรือนเหมันต์ อู๋มามายกสำรับ”
“ท่านพ่อลูกจะไปช่วยพ่อบ้านโจวย้ายของให้น้องเล็กขอรับ”
“กินข้าวก่อนค่อยไป” หลิวซูเหยียนตอบรับ พร้อมกับเดินไปจูงมือน้องสาวคนเล็กให้มานั่งข้างๆ ตนเอง
“หน้าตาเจ้ากับเยว่เอ๋อร์ต่างก็เหมือนกัน ผิดก็แต่เจ้าผอมแห้งเกินไป มานี่พี่รองคีบหมูสามชั้นให้เจ้า กินเยอะๆ จะได้อ้วน”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หากบอกว่าไม่ดีใจก็คงจะเป็นการโกหก ไม่ใช่ว่านางไม่ต้องการความรัก ว่ากันตามความจริงแล้ว นางกลัวที่จะรักเสียมากกว่า
และการกระทำของแม่ทัพหลิวและพคุณชายรอง ก็ทำให้นางเกิดความดีใจขึ้นมาบ้างเช่นกัน
ทว่าทั้งชีวิตหลิวซูเมิ่งกินแต่ผักกินแต่หญ้า ปีหนึ่งจะได้กินเนื้อสักครั้ง แน่นอนว่าหมูสามชั้นชิ้นโตๆ เช่นนี้ ย่อมไม่เคยกิน ดังนั้นแค่กัดไปคำเดียว ท้องของนางก็ต่อต้านเสียแล้ว
เด็กสาววิ่งออกไปเกาะต้นไม้นอกเรือน อาเจียนออกมาจนหมดพุง หลิวซูเหยียนพี่ชายรองของนางก็รีบวิ่งตามมาด้วย เช่นเดียวกับแม่ทัพทัพหลิว
“เมิ่งเอ๋อร์เจ้าเป็นอะไร”
“ขอโทษเจ้าค่ะคุณชายรอง ข้าเหมือนจะกินเนื้อไม่ได้แล้ว ทำให้ทุกคนเสียบรรยากาศเป็นความผิดข้าเอง”
“เหตุใดจึงกินเนื้อไม่ได้” หลิวซูเหยียนถามออกมาคำหนึ่ง ก็พลันหุบปากลง เขาพอจะมีวิชาแพทย์อยู่บ้าง ดังนั้นจึงรู้ว่า ก่อนหน้านี้น้องสาวเขาไม่เคยได้กินเนื้อ
ความรู้สึกของเขาพลันข่มขืนเจือความปวดร้าวอย่างบอกไม่ถูก น้ำตาเคล้าคลอดวงตา พลางดึงน้องสาวเข้ามากอดเอาไว้
“เป็นความผิดของพี่เอง พี่ไม่รู้ขอโทษเจ้าด้วย”
-------------------------------