ตอนที่ 1 ชะตากาลกิณี
เสียงฟ้าร้องคำรามลั่นไปทั่วทั้งเมือง กลบเสียงกรีดร้องของสตรีในเรือนหลังที่กำลังดึงผ้าที่ขึงอยู่บนขื่อคาน เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปื้อนผ้าปูเตียงขาวสะอาด ไป๋ลี่จินฮูหยินสกุลหลิวดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสจากการคลอดบุตร หมอหญิงทำคลอดและสาวใช้ต่างวิ่งวุ่นด้วยความตื่นตระหนก คราวแรกที่ทารกแฝดคนพี่คลอดออกมาอย่างราบรื่นพร้อมเสียงอุแว้ดังกังวานท้องฟ้าสว่างไสวแสงอาทิตย์สาดส่องไปทั่ว
แต่ทว่าเมื่อแฝดคนน้องกำลังจะคลอด ท้องฟ้าที่เคยสว่างกลับมืดครึม สายฝนสาดลงมา พร้อมกับอสุนีบาตที่คำรามลั่น ร่างทารกน้อยขวางตัวอยู่ภายใน ดึงรั้งลมหายใจของมารดาให้รวยรินลงทุกขณะ
“ทารกไม่กลับหัว”
“กรี๊ด!... เจ็บเหลือเกิน โอ๊ย!... เอามันออกไปเร็วเข้า” ไป๋ลี่จินกรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง เรี่ยวแรงที่มีหืดหายไปจนสิ้น
“เอาแผ่นโสมมาเร็วเข้า ฮูหยินคนดีอมเอาไว้ใต้ลิ้นนะเจ้าคะ”
หมอตำแยมือสั่นเทาขณะทำคลอดทารกคนที่สองสำเร็จ เด็กน้อยตัวผอมบางไร้เสียงร้อง ผิวซีดเผือดราวกับศพ ซ้ำยังมีปานแดงรูปจันทร์เสี้ยวที่เนินอก หมอตำแยเบิกตากว้าง ไม่เคยเห็นทารกที่ไหนมีปานรูปประหลาดเช่นนี้มาก่อน
“ฮะ... ฮูหยินคุณหนูเล็กมะ... มีปานที่เนินอกเจ้าคะ”
ฮูหยินแม่ทัพที่เพิ่งฟื้นคืนสติได้ยินวาจาของหมอหญิงก็พลันเบิกตาขึ้น นางมองทารกแฝดน้องด้วยสายตารังเกียจ สตรีผู้เพิ่งผ่านความเป็นความตายตวาดสั่งให้เอาตัวกาลกิณีออกไปให้พ้นหน้า ขุนพลหลิวผู้เป็นบิดายืนนิ่งงัน
เขาอุ้มแฝดพี่ที่ร่างกายแข็งแรงไว้ในอ้อมอก มองแฝดน้องที่นอนหายใจรวยรินบนกองด้วยแววตาสับสน ในยุคนี้ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับปานตำหนิบนร่างกายล้วนอัปมงคลทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้นสกุลหลิวของเขาเคยถูกนักพรตชราทำนายเอาไว้ว่า ทารกที่เกิดมามีปานพระจันทร์จะทำให้สกุลหลิวสั่นสะเทือน
ฮูหยินเฒ่าผู้เป็นย่าก้าวเข้ามาในห้อง นางมองทารกแฝดน้องด้วยความหวาดกลัว
“เจ้าใหญ่... ลูกสาวเจ้าจะทำอย่างไรดี นำนางไปทิ้งดีหรือไม่” หลิวเจี้ยนกั๋วหลับตานิ่ง อย่างไรก็เลือดในอก อย่างไรก็บุตรสาวเช่นเดียวกัน
“ท่านแม่อย่างไรนางก็เป็นลูกข้า เลี้ยงดูนางเถิดพอนางโตกว่านี้ ก็สร้างหอธรรมให้นางถือศีลกินเจ บาปหนักจะได้เบาลง”
“เวรกรรม ๆ” ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวเอาแต่ส่ายหน้าไปมา
ทว่ายังไม่ทันที่จะได้จัดการเรื่องทารกน้อง ก็มีคำสั่งด่วนให้ขุนพลหลิวเดินทางออกรบที่ชายแดนเหนือทันที ชาวหูบุกตีด่านเยี่ยนเหมินให้ออกเดินทางตามแม่ทัพซูไปขับไล่ข้าศึกทันที...
สิบห้าปีต่อมา
หลิวซูเมิ่งทารกน้อยในวันวานเติบโตขึ้นมาเป็นหญิงงามสะพรั่ง ทว่าใบหน้านางมักจะถูกซ่อนเอาไว้อยู่ภายใต้เส้นผมที่ปรกหน้า ทั้งชีวิตนางอาศัยอยู่ในเรือนหอธรรมที่บิดาสร้างเอาไว้ให้นางสวดมนต์ไถ่บาป
แม้นางจะมีฐานะเป็นถึงคุณหนูเล็กสกุลหลิว แต่ชีวิตความเป็นอยู่กลับถูกหมางเมินจวนแม่ทัพ ใช่... ตั้งแต่สิบปีที่แล้วบิดานางก็ถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพ แทนแม่ทัพซูที่สิ้นชีพในสนามรบแล้ว บิดานางนำทหารเข้าต่อสู้ ขับไล่ชาวหูจนล่นถอย และหลังจากนั้นก็เฝ้าปกป้องรักษาถอนรากถอนโคน จนบัดนี้ด่านเยี่ยนเหมินเป็นฐานที่มั่งคงและปลอดภัยของแคว้นเว่ยแล้ว
แต่เรื่องเหล่านั้นมิได้เกี่ยวข้องกับคุณหนูเล็ก นางยังคงใช้ชีวิตของนางด้วยความยากลำบาก และระมัดระวังทุกฝีเก้า พ่อบ้านโจวยังคงข้าวของมาให้ ทว่าล้วนเป็นของค้างคืน ผักเหี่ยวเฉา หรือผ้าเนื้อหยาบที่ไม่มีใครต้องการ บ่าวไพร่ในจวนต่างรู้ดีว่านางคือตัวกาลกิณีที่ฮูหยินเฒ่าชิงชังและไม่มีผู้ใดกางปีกปกป้อง จึงพากันละเลยหน้าที่และแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่อง
“คุณหนูข้าได้ยินมาว่า ท่านแม่ทัพกำลังเดินทางกลับมาแล้ว ดูสิเจ้าคะฮูหยินผู้เฒ่าให้คนส่งอาภรณ์มาให้ท่านด้วย” เสี่ยวเถาหยิบผ้าแพรพรรณชั้นดี เรือนคุณหนูเล็กไม่เคยได้รับ
“พวกเขากลับมาทำไมกัน” หลิวซูเมิ่งก้มหน้าแทงเข็มเข้าไปในเนื้อผ้า เพื่อปะชุนกระโปรงของนาง ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
“คุณหนูเหตุใดจึงไม่ดีใจเลยเล่าเจ้าคะ นายท่านกับฮูหยินและพี่ชายพี่สาวคุณหนูจะกลับมาแล้วนะเจ้าคะ พวกท่านต้องคิดถึงคุณหนูแล้วแน่ ๆ” หากเป็นเมื่อก่อน ได้ยินวาจาเช่นนี้ หลิวซูเมิ่งคงจะดีใจ
ทว่าเรื่องราวก็ผ่านมาเป็นสิบกว่าปีแล้ว ความดีใจ การตั้งตารอล้วนผ่านไปกับสายลม บัดนี้นางไม่หวังสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว
“คิดถึงหรือ...” หลิวซูเมิ่งแค่นยิ้มออกมา ดวงตากลมโตที่ซ่อนอยู่ใต้ผมปรกหน้าฉายแววเย็นชาและว่างเปล่า
“หากพวกเขาคิดถึงข้าจริง คงไม่ทิ้งข้าให้ทนหนาวอยู่ในหอธรรมแห่งนี้ถึงสิบห้าปีหรอก เสี่ยวเถา อาภรณ์ชั้นดีพวกนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็แค่ส่งมาเพราะกลัวว่าข้าจะสวมชุดซอมซ่อไปขวางตา ทำลายบรรยากาศยินดีของพวกเขาก็เท่านั้น”
เสี่ยวเถามองคุณหนูของตนด้วยความสงสารและเวทนาจับใจ เด็กสาวเม้มปากแน่น ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดเพื่อปลอบประโลมอีก ได้แต่ช่วยเก็บชุดกระโปรงที่ปะชุนเสร็จแล้วพับวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
สามวันต่อมา
เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งถนนหน้าจวนสกุลหลิว บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกครื่นและยิ่งใหญ่สมเกียรติ ชาวเมืองต่างพากันมาชะเง้อมองขบวนรถม้าและกองทหารที่ทอดยาวเป็นทิวแถว
แม่ทัพใหญ่หลิวเจี้ยนกั๋วในชุดเกราะสีเงินก้าวลงจากหลังม้าศึก ใบหน้าหล่อเหลาที่ผ่านกรำศึกมาสิบห้าปีดูองอาจและน่าเกรงขาม ตามด้วยรถม้าคันโตด้านนอกอาจจะดูธรรม ทว่าข้างในสะดวกสบายยิ่งภ-/ไหกถึ
ไป๋ซื่อก้าวลงมาจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าอิ่มเอิบเต็มไปด้วยความสุขและภาคภูมิใจ ถัดจากนางคือแฝดผู้พี่ที่เติบโตมาอย่างงดงามราวกับบุปผาแรกแย้ม สวมชุดหรูหราประดับปิ่นทองคำระย้า กิริยาแช่มช้อยสมเป็นยอดพธู และยังมีบุตรชายคนโตที่บัดนี้กลายเป็นชายหนุ่มองอาจ รั้งตำแหน่งรองแม่ทัพอนาคตไกล และบุตรชายคนรองที่ใบหน้าหล่อเหลารั้งตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษากองทัพ
“ท่านแม่! ข้าอกตัญญูนักที่ไม่ได้อยู่ดูแลท่าน” หลิวเจี้ยนกั๋วคุกเข่าลงเบื้องหน้าฮูหยินผู้เฒ่าหลิวที่ออกมายืนรอรับหน้าประตูพร้อมกับเหล่าพ่อบ้านและสาวใช้
“ลุกขึ้นเถิดเจ้าใหญ่ พวกเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย แม่ก็ดีใจแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวน้ำตาคลอเบ้า ลูบหลังลูบไหล่บุตรชาย ก่อนจะหันไปยิ้มกว้างรับการคารวะจากลูกสะใภ้และหลานๆ บรรยากาศชื่นมื่นรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังดีใจกันอยู่ กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าร่างบอบบางในชุดผ้าแพรสีเรียบๆ กำลังยืนปะปนอยู่ด้านหลัง หลิวซูเมิ่งยืนก้มหน้า ปล่อยให้ปอยผมยาวปิดบังใบหน้า
นางมองภาพครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้าตรงหน้าราวกับคนนอก หัวใจที่เคยคาดหวังและโหยหาความรักในวัยเยาว์ บัดนี้ด้านชาจนไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือยินดีอีกต่อไปแล้ว
“นั่น... ซูเมิ่งใช่หรือไม่”
จู่ๆ เสียงทุ้มกังวานของหลิวเจี้ยนกั๋วดังขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของฮูหยินไป๋ลี่จินและฮูหยินผู้เฒ่าชะงักค้าง สายตาทุกคู่ตวัดหันมามองที่ร่างของเด็กสาวอย่างพร้อมเพรียง
“ข้าน้อยซูเมิ่งคาระวะท่านแม่ทัพ ฮูหยิน คุณชาย คุณหนูเจ้าคะ” ทันทีที่เสียงกังวานใสดังออกมา สรรพสิ่งก็พลันเงียบลง
สีหน้าของแม่ทัพหลิวชะงักค้าง เช่นเดียวกับไป๋ซื่อที่มีสีหน้าซับซ้อน พี่ชายพี่สาวต่างก็หันไปมองเด็กสาวที่ผอมแห้งอย่างคาดไม่ถึง หรือนางจะไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร
-------------------------------
