ตอนที่ 8 สตรีน่ารังเกียจ
"ย่ะอย่า”
เสี่ยวฟางทำได้เพียงส่งเสียงออกมาเมื่อร่างแกร่งผงะเปิดโอกาสให้ตนได้หายใจหายคอบ้างก่อนจะโฉบลงมาบดจูบแรง ๆ อีกครั้ง อย่างห้ามใจไม่ไหว ฟู่หลางเทียงมองสตรีที่ตกอยู่ในอ้อมกอดของตนด้วยอาการที่หอบหายใจรุนแรง ใบหนาหล่อเหลาบัดนี้เริ่มแดงก่ำไรผมชื้นไปด้วยเหงื่อหอบหายใจรุนแรง สายตาคมกวาดมองร่างอวบในอ้อมกอดที่หอบหายใจอยู่ไม่ต่างกัน ใบหน้านางแดงก่ำ ปากบางถูกนางผู้เป็นเจ้าของเม้มไว้แน่น จับจ้องมองที่ตนด้วยสายตาวาววับก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่หลางเทียนถึงกลับต้องผลักนางออกจากอ้อมกอดอย่างนึกโกรธเกลียด
“ข้าจะฟ้องพี่ฮ่าวอี้ คนตระกูลฟู่ล้วนน่ารังเกียจนัก ฮึก โอ๊ย! เจ็บนะ ฮึก” เสี่ยวฟางนึกเกลียดชายตรงหน้ายิ่งนักที่บังอาจมาทำหยาบถ่อยกับตนจนต้องเอ่ยถึงบุคคลที่ปกป้องนางจากการรังแกมาทั้งชีวิตออกมา ก่อนสีหน้าจะเหยเกออกมาจากอาการจู่โจมเจ็บแปลบที่บั้นท้ายอย่างจังจากการกระแทกกับพื้นไม้แข็ง
คำพูดแสลงหูที่ที่เสี่ยวฟางพ่นออกมาทำให้หลางเทียนต้องกัดฟันกรอดอย่างไม่สบอารมณ์นัก ดูนางเถิดขนาดตกอยู่ในอาณัติของตนยังอุตส่าห์เอ่ยถึงว่าที่น้องเขยของตนออกมาได้ เห็นทีว่านางคงไม่ตัดใจง่าย ๆ สินะ หึ! ได้สิ
“มานี่! เจ้านี่ช่างไร้ยางอายกว่าที่ข้าคิดสินะ! ดูท่าสตรีน่ารังเกียจเช่นเจ้านี่มารยาร้อยเล่มเกวียน รูปร่างยังว่าน่ารังเกียจแล้ว จิตใจเจ้าสิ! หึ ยิ่งกว่าเสียอีก”
เพี๊ยะ!
ทันทีที่เอ่ยจบใบหน้าบุรุษที่งดงามเยี่ยงหยกแกะสลักพลันหันตามแรงตบที่ปะทะกับเสี้ยวหน้าคมอย่างจัง ใบหน้าคมค่อย ๆ ดึงใบหน้าหันกลับมาจดจ้องร่างอวบอ้วนของสตรีตรงหน้าที่ตนนึกชังช้า ๆ ด้วยสายตาเหี้ยมลึกอย่างหน้ากลัว บัดนี้หลางเทียนรู้สึกว่าไฟในกายตนนั้นโหมกระหน่ำจนไม่อาจที่จะควบคุมได้อีกต่อไป มือหนายกขึ้นป้ายเช็ดเลือดที่ซึมออกจากมุมปากช้า ๆ กรามแร่งกัดแน่นจนเป็นสันนูน ตั้งแต่เกิดมาหามีผู้ใดได้กระทำเช่นนี้กับตนไม่ สตรีตรงหน้าช่างรนหาที่ตายยิ่งนัก หึ!
“เจ้าคิดดีแล้วใช่รึไม่ สาวน้อยที่ทำกับข้าเช่นนี้ ฮึ!” สิ้นคำพูดมือแกร่งตรงเข้าบีบรัดข้อมือสวยอย่างแรง ดึงนางปะทะเข้ากับอกแกร่งอย่างนึกเกลียดชัง ให้ตายสิ! เกิดมาไม่เคยจะนึกเกลียดผู้ใดได้เท่านาง
“โอ๊ย ข้าเจ็บนะ! ปล่อยข้านะ ปล่อยสิ” เสี่ยวฟางพยายามบิดข้อมือออกจากมือแกร่งที่บัดนี้บีบข้อมือนางแน่นจนกระดูกแทบแหลก ร่างบางดีดดิ้นไปมาเมื่อเห็นแววตาที่อารมณ์ขบขันก่อนหน้าแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์อย่างหน้ากลัว
“มานี่!”
“ไม่ไปปล่อยข้านะ ช่วยด้วย ผู้ใดยะ อื้อ อ่อย อ้า อ่ะ อ่อย” เสี่ยวฟางตาเบิกกว้างอย่างตกใจเมื่อแรงของตนดูทาจะพ่ายแพ้ให้กับคนตัวโตเช่นคุณชายฟู่
แคว่ก!!
ฟู่หลางเทียนฉีกชายอาภรณ์อย่างไม่นึกแยแสในราคาของมัน ก่อนจะรีบนำไปมัดปิดปากสตรีตรงหน้าให้นางเงียบเสียงลงก่อนที่คนทั้งโรงเตี๊ยมจะแห่กันเข้ามาดูพวกตน บัดนี้อารมณ์โกรธเกลียดของหลางเทียนได้พุ่งทะยานถึงขีดสุดก็ว่าได้ ยามปกติเขาเป็นคนที่ค่อนข้างสงบนิ่ง หากแต่สตรีอวบอ้วนน่ารังเกียจตรงหน้าตนเล่ากลับทำให้มันร้อนระอุ ปะทุจนแทบระเบิดออกมาตรงนี้เสียให้ได้ กายแกร่งหายใจหอบรุนแรง มือใหญ่กอบกุมกำบี้บดแขนของเสี่ยวฟางจนแทบแหลก ยิ่งได้เห็นใบหน้าเหยเกเจ็บปวดของนางแล้วในใจของหลางเทียนกลับรู้สึกสะใจยิ่งนัก
อารมณ์โกรธเกลียดปะทุรุนแรงจนทำให้หลางเทียนไม่สนสิ่งใดดึงกระชากร่างของสตรีอ้วนตรงหน้าให้เดินตามแรงของตนออกจากห้องเพื่อไปยังห้องทำงานของตนยามที่แวะมาตรวจบัญชีที่ร้านแห่งนี้ ยังดีที่ผู้คนมิได้ใคร่สนใจหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีที่พยายามยื้อยุดกันตลอดทาง โดยที่มีร่างหนาคอยกอดรัดแน่นพยายามบดบังนางจากลูกค้าคนอื่น ๆ และเมื่อพ้นร่างของทั้งสองคนเพียงมุมห้องก็มีร่างบอบบางน่าทะนุถนอมของสตรีตัวน้อยคนหนึ่งกำลังสอดสายตามองหาคนรักของตนอย่างนึกหงุดหงิดในใจ
“ไปไหนนะพี่หลาง” ใบหน้าที่ปั้นแต่งให้อ่อนหวานอยู่ตลอดเวลายามอยู่ต่อหน้าผู้คนภายนอกและต่อหน้าชายคนรัก บัดนี้บูดบึ้งอย่างนึกขัดใจ พี่หลางของนางไหนบอกจะออกมาเพียงครู่นี่ก็นานมาแล้วสิ!
ฟ่านหลี่หลินมองกวาดสายไปไปทั่วทั้งร้านโรงเตี๊ยมใหญ่ หากแต่มองเช่นไรก็ไม่พบร่างของชายคนรัก คนงามถอนหายใจอย่างหงุดหงิดก่อนจะเบิกตากว้างและก้าวถอยหลังอย่างนึกรังเกียจเสี่ยวเอ่อร์ของร้านที่มายืนด้านหลังนางแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงทำเอานางตกใจแทบแย่
“อุ๊ย! นี่เจ้ามาไม่ส่งเสียงเช่นนี้ทำข้าตกใจนัก ถอยไปสิ!” ฟ่านหลี่หลินขมวดคิ้วอย่างนึกขัดใจที่เสี่ยวเอ่อร์ยังคงไม่หลบทางให้ตนซ้ำยังทำท่าทางคล้ายกับอยากเอ่ยสิ่งใดกับนาง
“มีอันใดเล่า ยังไม่ขยับเปิดทางให้ข้าอีก รู้รึไม่ว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นถึง”
“เอ่อ คุณหนูฟ่านใช่รึไม่ขอรับ คือคุณชายฟู่ให้มาบอกว่า คุณชายมีธุระด่วนต้องไปทำกะทันหัน เอ่อ” เสี่ยวเอ่อร์น้อยเอ่ยตะกุกตะกักเมื่อสาวเผลอสบตากลับสาวงามตรงหน้าเข้า
“รีบเอ่ยมาสิ! พี่ฟู่บอกสิ่งใด”
“เอ่อ คุณชายให้รถม้ามาคอยคุณหนูที่หน้าร้านแล้วขอรับ กำชับว่าให้ส่งถึงเรือนตระกูลฟ่าน ขะขอรับ”
“ฮึ! เพียงเท่านี้รึ! อ้ำอึ้งอยู่ได้น่าหงุดหงิดยิ่งนัก เจ้าไม่ต้องตามมาข้าย่อมรู้ทางไปเองได้”
ฟ่านหลี่หลินที่มีอาการฟึดฟัดหงุดหงิดไม่น้อย หลงนึกว่าวันนี้จะได้อยู่กับคุณชายฟู่ทั้งวันนางอุตส่าห์คุยข่มโอ้อวดบรรดาลูกอนุในเรือนว่าคนรักของตนนั้นพามาดูกิจการแถมจะพาเที่ยวเล่นชมเมือง นี่อะไรกัน!
“โอ๊ย!” ร่างบางที่กำลังก้าวเดินลงด้านล่างอุทานอย่างตกใจเมื่อร่างชนปะทะเข้ากับบุรุษ หากไม่ได้อ้อมแขนแกร่งรับไว้เกรงว่านางคงได้ไปล้มที่พื้นเสียแล้วกระมัง
“เจ้าเป็นอะไรรึไม่”
“นี่จะเจ้า! เอ่อขะข้าไม่เป็นไร” คำพูดที่เตรียมจะต่อว่าชายที่บังอาจมาชนนางจำต้องกลืนหายไป เมื่อบุรุษตรงหน้ารูปงามเสียจนตนตะลึง ในเมืองแห่งนี้นางคิดว่ามีเพียงพี่หลางที่หล่อเหลาและรูปงามที่สุดแล้วบุรุษตรงหน้านางเล่า ตากลมโตมองสำรวจอาภรณ์ที่ก็รู้ว่าคนธรรมดาไม่สามารถหามาสวมใส่ได้ แถมกลิ่นกายเขายังหอมสะอาดคล้ายเครื่องหอมชั้นดี คุณชายบ้านไหนกัน!
“จะล่วงเกินรึไม่ หากข้าจะขอทราบนามของเจ้า”
องค์ชายหกที่วันนี้ว่างเว้นจากงานในราชสำนักจึงนึกอยากแวะมาพบเจอสหายเก่าเช่นคุณชายตระกูลฟู่ ก่อนจะพบเจอสาวงามที่กำลังยืนคุยกับเสี่ยวเอ่อร์ของร้านอยู่ ความงดงามของนางดึงดูดให้องค์ชายเจ้าสำราญเช่นเขาอยากรู้จักนางให้มากขึ้นจึงได้ตรงเข้ามาหานางอย่างสนใจ
“ฟะฟ่านหลี่หลิน เจ้าค่ะ”
“ฮึ! ฟ่านหลี่หลินรึ ใช่บุตรของเจ้ากรมฟ่านรึไม่”
“เอ่อช่ะใช่เจ้าค่ะ”
คำตอบของสาวงามทำให้องค์ชายหกจำต้องลอบยิ้มออกมา คิดไม่ผิดเสียจริงท่าทางและอาภรณ์ที่นางสวมคงมิพ้นเป็นบุตรีของขุนนางซักคน
“เช่นนั้นนาน ๆ ทีเปิ่นหวางจะได้ออกเที่ยวชมเมือง วันนี้บังอาจรบกวนคุณหนูฟ่านจะได้รึไม่”
‘เปิ่นหวาง’ รึ ชายตรงหน้าแทนตัวเองเช่นนี้ มะหมายความว่าคือองค์ชายเช่นนั้นรึ นะนี่ข้ามิได้ฝันไปใช่รึไม่ ฟ่านหลี่หลินเบิกตากว้างอย่างตกใจไม่นึกว่าบุรุษรูปงามตรงหน้าจะเป็นถึงองค์ชายตนเพียงนึกว่าเป็นคุณชายจากตระกูลไหนเสียอีก
“ดะได้เจ้าค่ะ” ความตื่นเต้นทำให้หลี่หลินเอ่ยตะกุกตะกักตอบออกไป
ครั้นเมื่อพูดคุยตกลงกันได้และทำความรู้จักกันแล้วจากเป้าหมายเดิมองค์ชายหกตั้งใจจะมาเยี่ยมสหายต้องเปลี่ยนแผนการเป็นไปนั่งรถม้าเที่ยวชมเมืองกับสาวงามที่ได้พานพบเมื่อครู่แทน และนางกิริยาท่าทางและรูปร่างหน้าตาของนางช่างถูกใจตนเป็นยิ่งนัก
‘สหายฟู่มาเมื่อไหร่ย่อมได้ หากแต่สาวงามตรงหน้างดงามเกินกว่าที่ตนนั้นจะปล่อยผ่านไปได้’ หวังว่าสหายรักเช่นฟู่หลางเทียนจะให้อภัยตน องค์ชายหกนึกในใจอย่างขบขัน
