บทที่ 2 ไม่แต่งวันนี้วันหน้าก็ต้องแต่ง
ขบวนเกี้ยวแปดคนหามกำลังมุ่งหน้าไปยังจวนโหว ดนตรีซึ่งบรรเลงอย่างสนุกสนานกับสินเดิมที่ตามหลังเกี้ยวเจ้าสาวเรียงยาวหลายสิบลี้ [1] ทำให้ผู้คนสองข้างถนนตาโต
“หยุด…”
เกี้ยวที่โคลงเคลงไม่เคลื่อนไหวต่อ เสียงใสลอดออกมาจากด้านใน “ถึงแล้วหรือ”
“คุณหนูถึงแล้วเจ้าค่ะ ทว่าประตูจวนโหวไม่เปิด”
คิ้วสวยเคลื่อนเข้าชิดกัน ฉือหวั่นโหรวลดพัดในมือลง นางชะโงกหน้าออกมามอง แม้แต่ผ้าแพรสีชาดหน้าประตูก็ไม่มีประดับเอาไว้
“ไม่มีคนอยู่หรือ นี่มิใช่ว่าเป็นวันมงคลที่ตกลงกันไว้แล้วหรือ”
“เอ่อ…ข้าเองก็ไม่ทราบ ด้านในเงียบมาก…”
ฉือหวั่นโหรวยกมือปราม นางไม่อยากฟังเสียงแม่สื่อพล่ามอีก ร่างระหงสาวเท้าลงมาจากเกี้ยว
“คุณหนู ท่านลงมาเช่นนี้ผิดธรรมเนียมนะเจ้าคะ”
ฉือหวั่นโหรวปรายตามอง แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความหยิ่งผยองทำให้แม่สื่อต้องรีบหดคอกลับ ชื่อเสียงร้ายกาจเอาแต่ใจของฉือหวั่นโหรวยังคงเป็นที่หวาดกลัวของทุกคน หากพลั้งเผลอทำให้นางโกรธเกรงว่าต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ห้ามมารร้ายเช่นนางไม่อยู่
“ในเมื่อประตูปิดอยู่ เช่นนั้นเจ้าก็ไปเปิด” ฉือหวั่นโหรวหันไปสั่งบ่าวรับใช้นายหนึ่ง
“ขอรับ” บ่าวร่างกำยำมุ่งตรงเข้าไปยังหน้าประตูทางเข้า ทว่าเขายังไม่ทันได้ออกแรงใดประตูบานหนาก็ถูกผลักออก
สาวรับใช้สูงอายุร่างท้วมสาวเท้าออกมา นางยอบกายด้วยความนอบน้อม “ขออภัยที่เสียมารยาทเจ้าค่ะ ข้าน้อยมีนามว่าจี้จินผิงเป็นแม่นมของท่านโหวน้อย บังเอิญว่าวันนี้ท่านโหวน้อยไม่ค่อยสบาย เกรงว่าพิธีแต่งงานคงต้องเลื่อนออกไปก่อน รอจนกว่าอาการท่านโหวจะดีขึ้น หวังว่าคุณหนูใหญ่ฉือจะเข้าใจ”
ฉือหวั่นโหรวเลิกคิ้วหนึ่งฝั่ง นางจำได้ว่าชาติก่อนฉือจิ่งวิ่งร้องไห้กลับไปที่จวนฉือด้วยความอับอายขายขี้หน้าเพราะจวนเจ้าบ่าวไม่เปิดประตูต้อนรับ กว่าจะแต่งเข้าจวนโหวได้ก็ทำเอาเหงื่อตก กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านเสียจนสนุกปาก
แขนเรียวยกขึ้นกอดอก “วันนี้เป็นฤกษ์มงคล ท่านโหวน้อยนึกอยากจะเลื่อนก็เลื่อนได้หรือ แม้จวนสกุลฉือไม่อาจเทียบบรรดาศักดิ์สกุลเฟิงได้ แต่ก็ใช่ว่าท่านโหวน้อยจะมาเหยียบย้ำศักดิ์ศรีของคนสกุลฉือได้ ดังนั้นข้าจะแต่งกับท่านโหวน้อยวันนี้เท่านั้น”
เสียงเล็กที่สะท้อนเข้าไปจนถึงลานด้านในทำให้คิ้วเข้มกระตุกริก ๆ
“ท่านโหวน้อย คุณหนูฉือนางมีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ เกรงว่าวันนี้นางต้องไม่ยอมรามือโดยง่ายแน่” โจวซานเอ่ย
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเข็นยกยิ้มหนึ่งฝั่ง “เจ้าเคยบอกว่านางไม่อยากแต่งกับข้ามิใช่หรือ หนำซ้ำนางยังจะส่งน้องสาวมาแต่งงานแทน เหตุใดตอนนี้ถึงได้เป็นนางที่มาโฉ่งฉ่างหน้าจวนของข้า”
“ทีแรกคุณหนูใหญ่ฉือนางลั่นวาจาเป็นมั่นเป็นเหมาะ ไม่ว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็จะแต่งงานกับคุณชายซ่งหลินให้ได้ หลังจากที่นางประกาศกร้าวไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา นางก็เปลี่ยนใจบอกว่าจะแต่งกับท่าน”
โจวซานเองก็ไม่ค่อยเข้าใจอารมณ์ผู้หญิงเท่าใดนัก แต่หากให้เทียบคุณหนูฉือหวั่นโหรวกับสตรีทั้งแคว้น ดูเหมือนหญิงสาวน่าจะมีนิสัยประหลาดมากกว่าคนทั่วไป หากเจ้านายของเขาแต่งสตรีร้ายกาจเช่นนี้เข้ามาเป็นภรรยา มิใช่ว่าจวนโหวจะลุกเป็นไฟหรือ
“ท่านโหวน้อย ข้ารู้ว่าท่านไม่ได้ป่วย อ้อ…ขาเดินไม่ได้ก็เรียกป่วยสินะ ถ้าเช่นนั้นมิเท่ากับท่านป่วยมาแล้วสิบกว่าปีหรือ หากรอท่านหายดีเกรงว่าผมของข้าหรือไม่ก็ท่านคงได้เปลี่ยนเป็นสีดอกเลาไปแล้วทั้งหัว ไม่แต่งวันนี้วันหน้าก็ต้องแต่ง ที่ข้ามาเพราะเห็นแก่สัญญาหมั้นหมายของเราจึงไม่ถือสาท่าน แต่ท่านกลับทำเช่นนี้ใช้ได้แล้วหรือ หากวันนี้ท่านไม่ยอมเปิดประตูต้อนรับข้า ข้าก็จะไปฟ้องท่านโหวดูสิว่าท่านจะป่วยไปได้อีกกี่วัน”
เสียงเล็กที่ตะโกนผ่านกำแพงสูงเข้ามาทำให้สีหน้าของชายหนุ่มเคร่งขรึมฉับพลัน พริบตาก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มเย็นยะเยือก
“ไม่แต่งวันนี้วันหน้าก็ต้องแต่งหรือ?” ปลายนิ้วเรียวเคาะลงตรงที่พักแขน
“ให้ข้าไปไล่นางกลับหรือไม่”
“ไม่ต้อง ในเมื่อนางอยากแต่งกับข้าขนาดนั้น เช่นนั้นก็เอาอย่างนี้”
โจวซานโน้มลงฟังสิ่งที่เจ้านายกระซิบเอ่ย เขาพยักหน้า “ข้าจะไปทำตามที่ท่านสั่ง”
“รีบไป”
เฟิงไป๋หลางไม่สนใจเสียงสตรีที่โหวกเหวกจนรำคาญหูอีก เขาบังคับล้อทั้งสองฝั่งของรถเข็นเพื่อกลับเข้าไปด้านในด้วยความใจเย็น
จี้จินผิงไม่อาจรับมือต่อความร้ายกาจของฉือหวั่นโหรวได้ ไม่ว่าพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างไรหญิงสาวก็ไม่ยอมคล้อยตามเลยสักนิด
“แม่นมจี้ ให้คุณหนูใหญ่ฉือเข้ามาเถิด”
จี้จินผิงเหลียวมองด้านหลัง จึงเห็นว่าเป็นโจวซาน “เสี่ยวซาน ท่านโหวน้อยอนุญาตแล้วหรือ”
“ขอรับ แม่นมจี้กลับไปเตรียมตัวเถิด พิธีแต่งงานจะดำเนินไปตามปกติ”
จี้จินผิงตกใจอยู่บ้าง เฟิงไป๋หลางแม้เงียบขรึมไม่ค่อยพูดทว่าเขากลับเป็นประเภทดื้อเงียบแต่เด็ก หากเขาบอกว่าได้นั่นก็คือต้องได้ หากเขาบอกว่าไม่ ใครก็อย่าสอด
ฉือหวั่นโหรวยิ้มอย่างผู้มีชัย ขอแค่วันนี้ไม่ต้องกลับไปให้หน้าแหกเป็นพอ พ่อโหวน้อยผู้นี้จะซื่อบื้อก็ดีหัวรั้นก็ช่าง นางจะแต่งกับเขาให้จงได้ ชะตาชาตินี้อยู่ที่มือของนางแล้ว แม้แต่สวรรค์ก็มิอาจริบคืน
“เชิญคุณหนูใหญ่ฉือขอรับ” โจวซานผายมือเชื้อเชิญ
“ขอบคุณ”
สงครามประสาทเมื่อครู่ทำเอาแม่สื่อแทบตกใจตาย
ฉือหวั่นโหรวกวาดตามองลอดพัดสีชาดที่อยู่ตรงหน้า บรรยากาศภายในก็ใช่ว่าจะไม่มีกลิ่นอายของงานมงคล ฉือจิ่งในชาติก่อนคงขี้ขลาดมากจนรีบเลี้ยวกลับ
แต่ฉือหวั่นโหรวมิได้มีนิสัยขลาดเขลา ดังนั้นคำพูดของนางเมื่อครู่อาจไปสะกิดถูกต่อมบางอย่างของเฟิงไป๋หลางก็เป็นได้
แพรมงคลถูกนำออกมา ปลายผ้าด้านหนึ่งยื่นมาให้นาง ส่วนอีกด้านกลับไม่เห็นแม้เพียงปลายนิ้วของเจ้าบ่าว
“หมายความว่าอย่างไร”
ฉือหวั่นโหรวถามโจวซาน เมื่อเห็นเขาอุ้มโหลแก้วเข้ามา ในนั้นมีปลาหลีฮื้อตัวอวบอ้วนกำลังแหวกว่ายเล่นน้ำโดยไม่รู้ชะตาตัวหนึ่ง
“มันคือเป่าเปาสัตว์เลี้ยงของท่านโหวน้อย”
“แล้ว?” คิ้วสวยเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง
“ท่านโหวน้อยบอกว่ามันก็คือตัวแทนของท่าน แต่งงานกับมันก็เท่ากับคุณหนูได้แต่งงานกับท่านโหวน้อยแล้วขอรับ”
ผู้คนด้านในล้วนตกตะลึงจนพูดไม่ออก บ่าวรับใช้ในจวนรีบก้มหน้างุด มิใช่พวกนางหวาดกลัว ทว่าบ่าวรับใช้เหล่านั้นกำลังซ่อนรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดของตนต่างหาก
ว่ากันว่าท่านโหวน้อยก็หัวรั้นเอาแต่ใจไม่แพ้คุณหนูใหญ่ฉือหวั่นโหรว ในเมื่อของแข็งมาบรรจบกัน เรื่องนี้จะมีจุดจบเช่นไร
หลายคนเดาว่าหญิงสาวจะต้องอาละวาดร้องไห้จนตาบวมแล้วหนีกลับจวนสกุลฉือ แม่สื่อจึงรีบออกตัว
“ท่านองครักษ์ ทำเช่นนี้ไม่ถูกธรรมเนียมนะเจ้าคะ”
ร่างระหงสาวเท้าออกมาด้านหน้า นางไม่พูดพร่ำทำเพลงก็แย่งโหลแก้วมาไว้ในอ้อมแขนตน ริมฝีปากสีกุหลาบเผยยิ้มจนตาหยี
“ได้ ในเมื่อเขาอยากเป็นปลา ข้าก็ไม่ขัด”
โจวซานตัวแข็งค้างประหนึ่งดินปั้นไม้แกะสลัก เจ้าเป่าเปาปลาน้อยตัวนี้เป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากของเฟิงไป๋หลางมาตั้งแต่เด็ก หากนางเลือกทำร้ายมันแม้เพียงปลายเล็บเขาก็มีเรื่องส่งนางกลับจวนสกุลฉือแล้ว นึกไม่ถึงนอกจากสตรีร้ายกาจที่เขาเล่าลือจะไม่โวยวาย นางกลับยิ้มรับอย่างหน้าตาเฉย
สายตาคมกริบที่มองผ่านม่านโปร่งแสงเบื้องหลังจ้องใบหน้าเนียนปลั่งของหญิงสาวตาไม่กะพริบ มือที่กำแน่นจนเห็นเส้นโลหิตค่อย ๆ คลายออก ริมฝีปากได้รูปขยับยกเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น
เชิงอรรถ
1. ^ลี้ มาตราวัดระยะทางของจีน 1 ลี้ ยาวประมาณครึ่งกิโลเมตร.
