บทที่ 1.2
เซี่ยฉิงสอดแขนเกี่ยวหลังคอเด็กคนนั้นจากด้านหลัง พยุงให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นเหนือผิวน้ำ กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวทำให้ไม่อาจว่ายขึ้นฝั่ง ท่อนไม้ขนาดใหญ่ลอยตรงเขามา
“กลั้นหายใจ!!” เซี่ยฉิงตะโกนจากนั้นกดเด็กสาวลงใต้น้ำจากนั้นทั้งสองก็ผุดขึ้นอีกฟาก ไม่ได้โดนไม้ท่อนนั้นฟาดเข้า
“พี่สะใภ้ ท่านยายเล่า?! ท่านยาย! ท่านยาย!”
หญิงสาวไม่ได้ตอบ ไม่ได้คิดสักนิดว่าอีกฝ่ายกำลังพูดกับตน กระทั่ง... “จิงจิง! ฉิงเอ๋อร์!”
ท่อนไม้ท่อนหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามา ท่านยายคนหนึ่งเกาะมันเอาไว้ “ท่านยาย!! ท่านยายข้าอยู่นี่!! พี่สะใภ้ช่วยท่านยายด้วย!”
เซี่ยฉิงขมวดคิ้วทว่าก็พยายามเล็งไม้ท่อนนั้น “เกาะเอาไว้!” หญิงสาวตะโกนจากนั้นโยนเด็กสาวเข้าไปหาท่านยาย มืออีกข้างคว้าท่อนไม้แน่น
ทั้งสาม...เกาะท่อนไม้และไหลไปตามกระแสน้ำซึ่งพัดพาไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด ผู้คนกรีดร้อง เสียงร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัว เสียงก่นด่า เสียงร้องเรียกหากันและกันเซ็งแซ่
ขณะที่คิดว่าไม่เป็นอะไรแล้ว ไม้อีกท่อนกลับพุ่งเข้ามากระแทกไม้ที่ทั้งสามเกาะอยู่ เซี่ยฉิงมือหนึ่งคว้าท่านยาย อีกมือคว้าเด็กสาว จากนั้นก็ดำลงไปในน้ำอีกครั้ง พยายามตะกายออกมาให้ห่าง กระทั่งกระแสน้ำหมุนวนนำพาร่างให้กระจัดกระจาย
หญิงสาวโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำและพบว่าตัวเองอยู่ห่างจากฝั่งไม่ไกล... เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง เสียงของท่านยายที่ตะโกนเรียกเด็กสาว
ในหัวของหญิงสาวมีเสียงดังก้อง ‘...อาฉิง!!! ช่วยด้วย!!’
ครั้งหนึ่งเพื่อนสนิทก็เคยจมน้ำเช่นนี้ ตอนนั้นเพราะห่วงว่าภารกิจจะไม่ลุล่วง หญิงสาวจึงไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที ต่อมากลับมาก็พบว่าเพื่อนจมน้ำไปแล้ว...
แม้สนิทกันแต่ไม่เคยรู้ว่าเพื่อนรักว่ายน้ำไม่เป็น จนถึงวันนี้เสียงของเพื่อนรักก็ยังคงชัดเจน ความรู้สึกผิดเองก็เช่นกัน
ใครว่านักฆ่าไร้หัวใจ ไม่ใช่เลย...
เซี่ยฉิงหมุนตัวว่ายน้ำกลับเข้าไป ดึงท่านยายและเด็กสาว พาทั้งสองว่ายน้ำกลับขึ้นฝั่ง จากนั้น...ความเหน็ดเหนื่อยก็ทำให้สติแทบหม่นมัว ลมหายใจหอบหนัก กับเสียงกรีดร้องร่ำไห้ด้วยความสิ้นหวังของผู้คน มองดูท้องฟ้าที่เป็นสีคราม หญิงสาวได้แต่ตั้งคำถามมากมาย
โลกมนุษย์ที่ไม่เคยเห็นท้องฟ้าสีคราม มวลน้ำมหาศาลที่อยู่ๆ ก็โผล่มา ทั้งที่แม่น้ำที่หญิงสาวตกลงไปนั้นไม่เคยมีกระแสน้ำเชี่ยว
ท่อนไม้ที่ลอยมากับน้ำ ทั้งที่โลกมนุษย์ไม่เคยมีต้นไม้งอกงามมามากกว่าร้อยปีแล้ว!!!
“ฉิงเอ๋อร์...เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“พี่สะใภ้”
นานมากกว่าที่หญิงสาวจะตระหนักว่าคนทั้งสองพูดอยู่กับตน เมื่อลุกขึ้นก็ขมวดคิ้วมองชุดที่สวม “นี่มัน...” ยิ่งเห็นชุดที่ท่านยายกับเด็กสาวสวมตอนนี้ ความงุนงงก็ยิ่งถาโถม “บ้าเอ้ย!!”
ท่านยายกับเด็กสาวสะดุ้งเพราะเสียงสบถ เซี่ยฉิงไม่ได้สนใจกลับลุกขึ้นยืน ก้มลงมองตัวเอง มองมือที่นุ่มนิ่มไร้รอยด้าน จับใบหน้าที่นวลเนียน ผิวขาวนุ่ม เรือนกายผอมบางอรชร กับ...ร่างกายที่ไม่ใช่ของตนแน่นอน!!!
ขณะที่กำลังครุ่นคิดความทรงจำของใครบางคนก็แล่นปราดเข้ามาในหัว
...เซี่ยฉิง คุณหนูจวนคหบดีตระกูลเซี่ย
สตรีที่เพิ่งแต่งงานโดยมีสัญญาแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ของนางกับ...สามี!!!
เมื่อหันไปมองคนทั้งสองที่เพิ่งถูกช่วยชีวิต เซี่ยฉิงรู้สึกได้ถึงของเหลวที่ไหลออกมาจากจมูก ความทรงจำของเจ้าของร่าง ภาพใบหน้าของคนมากมาย น้ำเสียงและเรื่องราวที่หลั่งไหลเข้ามาในห้วงความคิด
หลังจากนั้น...ทุกอย่างก็มืดดับ พร้อมๆ กันนั้นหญิงสาวก็พลันนึกถึงนิยายที่เคยอ่าน การเกิดใหม่ในร่างของคนที่ไม่รู้จัก
การยืมร่างคืนวิญญาณ ข้ามภพชาติย้อนอดีต “อา...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!!”
รัชศกอี๋หลงปีที่สิบสาม
เขื่อนซานสือแตก น้ำท่วมเมืองต้าเฉิงจนจมใต้บาดาล ผู้คนล้มตาย สูญหาย พืชพรรณขาดแคลนทำให้ประชาชนอดอยาก
นอกจากนั้นยังเริ่มเกิดโรคระบาดในพื้นที่น้ำท่วม ทางการสั่งอพยพ สั่งตรวจสอบ แยกผู้คนที่ติดโรคระบาด จากนั้นจึงปิดเมืองต้าเฉิงห้ามผู้ใดเข้าออก
ทางเดินที่มีผู้คนมากมายกำลังอพยพ เซี่ยซีจูงม้าเทียมเกวียนซึ่งมีหลังคาโค้งไว้หลบแดดหลบฝน มองผู้คนมากมายที่เดินเท้า นางดึงม้าให้หยุดเมื่อท่านยายเสียนส่งเสียงเรียก
เมื่อสิบวันก่อนเซี่ยซีตกลงไปในแม่น้ำขณะทำภารกิจ พริบตาเดียวก็พบว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างของสตรีที่ทั้งชื่อและแซ่เดียวกัน ที่สำคัญสตรีนางนี้ยังแต่งงานแล้ว ตอนนี้สามีของอีกฝ่ายรั้งอยู่ที่เมืองหลวง กำลังเข้าร่วมการสอบขุนนาง
