บทที่ 1 เจ้าสาวขัดดอก
บทที่ 1 เจ้าสาวขัดดอก
เสียงดนตรีบรรเลงเพลงรักหวานซึ้งดังก้องกังวานไปทั่วแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับห้าดาว แสงไฟจากแชนเดอเลียร์ระย้าส่องกระทบชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ราคาแพงระยับที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตบรรจงเพื่อสตรีผู้โชคดีที่สุดในค่ำคืนนี้
แต่สำหรับ ‘มินตรา’ ... นี่ไม่ใช่ชุดวิวาห์ในฝัน แต่มันคือ ‘โซ่ตรวน’ ที่กำลังพันธนาการชีวิตของเธอเอาไว้
หญิงสาวร่างบางนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องแต่งตัว ริมฝีปากอิ่มที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูระเรื่อเม้มเข้าหากันแน่น ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววหม่นหมองอย่างปิดไม่มิด แม้ช่างแต่งหน้าจะพยายามกลบเกลื่อนความเศร้านั้นด้วยเครื่องสำอางชั้นดีเพียงใด
"ยิ้มหน่อยสิลูกมิน เดี๋ยวแขกเหรื่อจะสงสัยเอานะ" เสียงมารดาเอ่ยเตือนเบาๆ พร้อมกับวางมือลงบนไหล่บอบบางของลูกสาว
มินตราเงยหน้ามองมารดาผ่านเงาสะท้อนในกระจก ฝืนยิ้มที่มุมปากอย่างยากลำบาก "มินพยายามอยู่ค่ะแม่"
"แม่รู้ว่ามันลำบากใจ แต่ครอบครัวเราไม่มีทางเลือก... คุณลุงอรรถพลมีบุญคุณกับเรามาก ถ้าไม่ได้เงินก้อนนั้น พ่อเรา
คงล้มละลายไปแล้ว การแต่งงานครั้งนี้คือทางเดียวที่เราจะตอบแทนท่านได้"
"มินเข้าใจค่ะแม่ มินเต็มใจ..." เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา แม้ในใจจะค้านว่า ‘เต็มใจ’ กับ ‘จำใจ’ นั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เธอไม่ได้แต่งงานเพราะความรัก แต่แต่งงานเพื่อใช้หนี้... หนี้บุญคุณและหนี้สินทางธุรกิจที่ผูกมัดครอบครัวเธอไว้กับตระกูล ‘อัครเดชา’
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูขัดจังหวะบทสนทนา ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเข้ามาโดยร่างสูงใหญ่ของใครบางคน รัศมีความเย็นชาแผ่ซ่านเข้ามาในห้องทันทีที่เขาปรากฏตัว
‘ภูผา อัครเดชา’ เจ้าบ่าวของงานในวันนี้
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับเทพบุตรนั้นเรียบตึง ดวงตาสีเข้มดุดันกวาดมองมินตราตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ใช่สายตาของชายหนุ่มที่มองหญิงคนรัก แต่เป็นสายตาของนักธุรกิจที่กำลังประเมินสินค้าชิ้นหนึ่ง
"ขอผมคุยกับ... ว่าที่ภรรยา... ตามลำพังหน่อยครับ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบนิ่งแต่ทรงอำนาจ
แม่ของมินตราอึกอักเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าแล้วรีบพาช่างแต่งหน้าเดินออกไป ทิ้งให้ทั้งสองอยู่กันตามลำพังในห้องที่บรรยากาศเริ่มอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ภูผาเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาหยุดยืนซ้อนหลังเก้าอี้ที่มินตรานั่งอยู่ เขาก้มลงกระซิบข้างหูเธอ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาแตะจมูก
"สวย..." เขาเอ่ยคำชมที่ฟังดูไร้ความหมาย "สมกับราคาที่ฉันต้องจ่าย"
มินตรากำมือที่วางบนตักแน่น พยายามข่มความน้อยเนื้อต่ำใจ "คุณภูผา..."
"ฟังนะมินตรา" เขาตัดบทเสียงเข้ม "ฉันไม่รู้ว่าพ่อไปตกลงอะไรกับครอบครัวเธอ หรือเธอใช้วิธีไหนเป่าหูท่านให้ยอมรับลูกสะใภ้จนตรอกอย่างเธอได้... แต่จำใส่สมองไว้"
เขาโน้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบชนแก้มเนียน ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเป่ารดผิวแก้ม แต่ถวาจาที่เอื้อนเอ่ยกลับเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ
"งานแต่งวันนี้มันก็แค่ละครฉากหนึ่ง เป็นแค่ธุรกิจที่ฉันจำใจต้องดีลให้จบๆ ไป... อย่าเผลอคิดเข้าข้างตัวเองว่าการได้จดทะเบียนสมรสจะทำให้เธอมีสิทธิ์ในตัวฉัน หรือสมบัติของฉัน"
"..."
"หน้าที่ของเธอคือเป็นไม้กันหมา คอยกันผู้หญิงคนอื่นที่แม่ฉันพยายามจะยัดเยียดให้ และเป็นตุ๊กตาประดับบ้านที่ว่านอนสอนง่าย... แค่นั้น เข้าใจไหม?"
มินตราเงยหน้าขึ้นสบตาเขาผ่านกระจก แววตาที่เคยหวั่นไหวแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยววูบหนึ่ง เธอรู้ดีว่าสถานะตัวเองเป็นรอง แต่ศักดิ์ศรีของเธอก็ยังมี
"ค่ะ มินเข้าใจดี... คุณภูผาสบายใจได้ มินรู้สถานะตัวเองดีว่ามาในฐานะอะไร และจะไม่เรียกร้องอะไรที่เกินตัวแน่นอนค่ะ"
ภูผาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เหมือนแปลกใจที่เห็นปฏิกิริยาโต้ตอบที่นิ่งสงบเกินคาด "ดี... พูดง่ายๆ แบบนี้ค่อยน่ารำคาญน้อยลงหน่อย"
เขายืดตัวขึ้น จัดสูทให้เข้าที่ แล้วยื่นแขนออกมาตรงหน้าเธอ ไม่ใช่เพื่อประคองด้วยความรัก แต่เป็นการสั่งกลายๆ ให้เธอทำหน้าที่
"ลุกขึ้นได้แล้ว แขกรอนานแล้ว... อย่าทำให้ฉันขายหน้า"
มินตราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยันกายลุกขึ้นยืนแล้วสอดแขนเรียวเล็กเข้าไปควงท่อนแขนแกร่งของเขา
วินาทีที่ประตูกว้างเปิดออก แสงแฟลชจากกล้องนับสิบตัวก็สาดส่องเข้ามา ภูผาเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทักทายแขกเหรื่อได้อย่างแนบเนียนสมกับเป็นนักธุรกิจมือทอง ส่วนมินตรา... เธอก็ฉีกยิ้มหวานหยด ยิ้มที่ซ่อนความขมขื่นเอาไว้มิดชิด
ละครฉากใหญ่แห่งชีวิตคู่ของเธอ... เริ่มต้นขึ้นแล้ว
