ตอนที่ 1: เดดไลน์ในโลกที่ไร้เสียง -5
ในขณะที่รอไฟล์ขนาดใหญ่กำลังอัปโหลด พิมพ์ขวัญที่ตอนแรกเอาแต่จ้องแถบสถานะสีน้ำเงินอย่างจดจ่อ กลับเริ่มเปลี่ยนความสนใจไปที่หน้าต่างเบราว์เซอร์อีกหน้าหนึ่งที่นนท์เปิดค้างไว้ มันคือหน้าฟีดเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอที่ระบบจดจำพาสเวิร์ดไว้
ภาพบนหน้าจอคือโพสต์ล่าสุดที่เพื่อนร่วมงานและเพื่อนสนิทของเธอแท็กมา ‘หายไวๆ นะพิมพ์... ทีมเรายังรอน้องอยู่’ หรือ ‘เพิ่งคุยกันเมื่อคืนเอง ไม่น่าเชื่อเลย’ ความเห็นใจมากมายหลั่งไหลเข้ามา แต่สิ่งที่ทำให้พิมพ์ขวัญหยุดชะงักคือคอมเมนต์จาก ‘พี่เก่ง’ หัวหน้าทีมของเธอ
‘เสียดายงานแคมเปญนี้จริง ๆ ถ้าพิมพ์ส่งไม่ทัน เราคงต้องให้กิ๊ฟมารับช่วงต่อแทนทั้งหมด หวังว่างานที่พิมพ์ทำค้างไว้จะไม่มีปัญหาอะไรนะ’
พิมพ์ขวัญจ้องมองคำว่า ‘ให้กิ๊ฟมารับช่วงต่อ’ ด้วยสายตาที่สั่นไหว กิ๊ฟคือรุ่นน้องที่จ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้เธอมาตลอด ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเจ็บจากแผลทางกาย แต่มันคือการได้เห็นความจริงว่า โลกที่เธอเคยคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง... แท้จริงแล้วมันสามารถหมุนต่อไปได้ และพร้อมจะ ‘แทนที่’ เธอได้ทุกเมื่อภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
“นนท์...” เสียงของเธอเบาลงจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ
“หืม? อะไรอีก? ไฟล์ใกล้เสร็จแล้ว” นนท์ตอบโดยไม่มองหน้า เขาเริ่มรู้สึกว่าการช่วยเธอทำให้เขาเริ่มชินกับการมีวิญญาณอยู่ข้างตัว
“คนเราตายไป... มันหายไปง่ายแบบนี้เลยเหรอ?” เธอถามพลางมองดูรูปโปรไฟล์ของตัวเองที่ดูสดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา “เมื่อเช้าฉันยังบ่นเรื่องกาแฟไม่อร่อยอยู่เลย แต่ตอนนี้ฉันกลับต้องมาลุ้นให้คนแปลกหน้าช่วยส่งอีเมลเพื่อให้คนอื่นจำฉันได้... มันดูไร้ค่าจังเนอะ”
นนท์หยุดนิ้วที่กำลังเคาะโต๊ะ เขาหันมามองพิมพ์ขวัญเป็นครั้งแรกในระยะประชิด เขาเห็นความหม่นหมองที่แผ่ออกมาจากการดำรงอยู่ของเธอ มันไม่ใช่แค่ความเย็น แต่มันคือความเศร้าที่ลึกที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมา
“มันไม่ไร้ค่าหรอก” นนท์พูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น “คุณไม่ได้ทำเพื่อไม่ให้ใครลืมคุณ แต่คุณกำลังทำหน้าที่ของคุณจนถึงนาทีสุดท้าย นั่นคือสิ่งที่น่านับถือที่สุดแล้วสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง... หรือวิญญาณดวงหนึ่ง”
พิมพ์ขวัญเงยหน้ามองเขา ความรู้สึกขอบคุณเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบ ๆ แต่มันก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงสัญญาณ ‘ติ๊ง!’ จากคอมพิวเตอร์
“ส่งเสร็จแล้ว!” นนท์ประกาศ
ทันทีที่ปุ่ม ‘Send’ ถูกกด ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบสั่นสะเทือนเกิดขึ้นกับพิมพ์ขวัญ ร่างวิญญาณของเธอกระตุกอย่างรุนแรงจนเธอแทบล้มลงไปกับพื้นร้าน แสงสว่างจ้าสีขาวพุ่งออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เข้าสู่ตัวเธอ มันไม่ใช่แสงที่ให้ความอบอุ่น แต่มันเหมือนแรงดึงจากความตายที่พยายามจะทวงคืนกฎธรรมชาติ
“พิมพ์! เป็นอะไรไป!” นนท์ลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้กระแทกพื้นเสียงดัง ทุกคนในร้านหันมามองเขาเป็นตาเดียว แต่เขาไม่สน เขาพยายามจะคว้าแขนของพิมพ์ขวัญที่เริ่มโปร่งแสงจนมองเห็นทะลุไปถึงกำแพงด้านหลัง
“มัน... มันหนัก...” พิมพ์ขวัญพูดออกมาด้วยความลำบาก “เหมือนมีใครกำลังดึงฉันกลับ... นนท์... ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะหายไปจริง ๆ แล้ว”
นนท์ทำสิ่งที่บ้าที่สุด เขาคว้าแล็ปท็อปเครื่องนั้นมาไว้ในอ้อมแขนแล้ววิ่งออกจากร้านกาแฟไปทันทีท่ามกลางเสียงตะโกนด่าของพนักงานร้านและไอ้หนุ่มแว่นที่เพิ่งเดินกลับมา เขาไม่ได้วิ่งหนีเพราะขโมยของ แต่เขาวิ่งเพื่อให้พิมพ์ขวัญอยู่ในรัศมีของเขา เขาจำได้ว่าตอนอยู่ที่โรงพยาบาล การที่เขาเข้าใกล้เธอทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น
เขาวิ่งกลับไปทางโรงพยาบาล หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ทุกก้าวที่เขาวิ่ง พิมพ์ขวัญที่ลอยตามมาเริ่มมีสีสันกลับคืนมาทีละน้อย เมื่อทั้งคู่พุ่งกลับเข้าสู่ประตูอัตโนมัติของโรงพยาบาล พิมพ์ขวัญก็ทรุดฮวบลงกับพื้นโถงทางเดิน ร่างกายวิญญาณของเธอกลับมาเสถียรอีกครั้ง
“แฮ่ก... แฮ่ก... คุณ... คุณเกือบทำผมติดคุกข้อหาวิ่งราวแล้วไหมล่ะ” นนท์ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เธอ พลางวางแล็ปท็อปลงบนพื้น ทั้งคู่หอบหายใจอย่างหนัก (แม้คนหนึ่งจะไม่มีลมหายใจจริง ๆ ก็ตาม)
พิมพ์ขวัญเงยหน้าขึ้นมองนนท์ เธอเห็นเหงื่อที่ไหลโซมใบหน้าเขา และเห็นความกังวลในดวงตาคู่นั้น เธอยิ้มออกมา เป็นยิ้มแรกที่ดูเปราะบางแต่จริงใจที่สุด
“ขอบคุณนะ... นนท์ คุณเป็นนักข่าวที่แย่มากที่ยอมขโมยคอมฯ คนอื่น แต่คุณเป็นคนดีที่สุดเท่าที่วิญญาณอย่างฉันจะเจอได้ในตอนนี้”
นนท์มองดูผู้หญิงตรงหน้า ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามปิดตายมาตลอด—ความรู้สึกที่อยากจะปกป้องใครสักคน—เริ่มปริแตกออก เขาเพิ่งรู้ตัวว่าการตัดสินใจช่วยเธอในวันนี้ ได้ผูกปมโชคชะตาของเขาเข้ากับวิญญาณสาวคนนี้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และราคาที่ต้องจ่ายอาจไม่ใช่แค่เรื่องคดีความ แต่มันคือหัวใจของเขาที่กำลังเริ่มเต้นผิดจังหวะเพราะ ‘คนที่ไม่ควรจะมีตัวตน’
“ผมจะไม่ทำแบบนี้บ่อย ๆ นะ พิมพ์ขวัญ” เขาพูดพลางเช็ดเหงื่อ “และคุณต้องจำไว้... ต่อจากนี้ไป คุณติดหนี้ผมชีวิตหนึ่ง... หรือจะเรียกว่าวิญญาณหนึ่งก็ได้”
พิมพ์ขวัญหัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางเสียงเครื่องมือแพทย์ที่ดังมาจากทางห้อง ICU เธอรู้ดีว่าเรื่องราวมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และการกลับไปมีชีวิต หรือการต้องอยู่ตรงนี้... อาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียว แต่มันขึ้นอยู่กับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างเธอคนนี้ด้วย
