บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1: เดดไลน์ในโลกที่ไร้เสียง -1

ความซวยมักมาในรูปแบบที่เราไม่ได้เตรียมตัวเสมอ สำหรับพิมพ์ขวัญ มันไม่ได้มาในรูปของอุบัติเหตุรถชนที่เธอยังจำรายละเอียดไม่ได้ แต่มันมาในรูปของ 'สัญลักษณ์การดาวน์โหลดที่ค้างอยู่ 99%' บนหน้าจอแมคบุ๊กโปรสีสเปซเกรย์ของเธอ

“เหยียบเบรกดิ... เหยียบสิโว้ย!” พิมพ์ขวัญตะโกนใส่พนักงานบริษัทคนหนึ่งที่นั่งนิ่งเป็นหินอยู่หน้าแล็ปท็อปในร้านกาแฟชื่อดังย่านสุขุมวิท

เธอไม่ได้กำลังสั่งคนขับรถ แต่เธอกำลังสั่ง 'นิ้ว' ของไอ้หนุ่มแว่นหน้าจืดคนนี้ให้กดปุ่มเอนเทอร์เพื่อส่งงานโฆษณาไวรัลตัวใหม่ของเธอเข้าอีเมลลูกค้า พิมพ์ขวัญพยายามเอื้อมมือไปจิ้มคีย์บอร์ด แต่มือของเธอกลับวาดผ่านโลหะเย็นเฉียบและอากาศธาตุเข้าไปในโต๊ะไม้ราวกับเธอเป็นเพียงภาพโฮโลแกรมที่ฉายผิดที่ผิดทาง

“นี่มันฝันซ้อนฝัน หรือฉันโดนวางยาในลาเต้วะ?” เธอพึมพำกับตัวเองพลางขยับถอยออกมาจ้องมองร่างของตัวเองในกระจกเงาด้านหลังเคาน์เตอร์บาร์ แต่มันไม่มี... ไม่มีเงา ไม่มีภาพสะท้อน มีเพียงภาพเก้าอี้ว่างเปล่าที่เธอยืนทับอยู่

พิมพ์ขวัญไม่ใช่คนประเภทที่จะสติแตกง่ายๆ ในฐานะครีเอทีฟคอนเทนต์มือทองที่ผ่านวิกฤตหน้างานมานับไม่ถ้วน เธอเลือกที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยหลักการตลาดขั้นพื้นฐาน หนึ่ง—เธอกำลังประสบปัญหาด้านการมองเห็น (คนอื่นมองไม่เห็นเธอ) สอง—ระบบสัมผัสถูกตัดการเชื่อมต่อ และสาม—ถ้างานชิ้นนี้ไม่ถึงมือลูกค้าภายในบ่ายสอง เธอจะเสียค่าปรับหลักแสนและชื่อเสียงที่สร้างมาจะป่นปี้

“โอเค พิมพ์... ตั้งสติ ถ้าพระเจ้าจะแกล้งให้ฉันเป็นผี อย่างน้อยก็น่าจะให้ส่งงานเสร็จก่อนไหม?” เธอพยายามด่าทออากาศ ท่ามกลางเสียงเพลงบอสซาโนวาที่คลอเบาๆ ในร้าน และเสียงพนักงานเรียกชื่อลูกค้า “คุณอาร์ต ลาเต้เย็นได้แล้วค่ะ!”

คนชื่ออาร์ตเดินผ่านร่างของพิมพ์ขวัญไป หน้าอกของเขาปะทะกับใบหน้าของเธอ แต่มันไม่มีแรงกระแทก มีเพียงความรู้สึกเย็นวาบเหมือนมีลมแอร์เป่าผ่านรูขุมขน พิมพ์ขวัญถอนหายใจ (ซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เธอยังมีปอดอยู่ไหม) ก่อนจะตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าบอที่สุด เธอออกวิ่งวิ่งออกไปที่ริมถนนสุขุมวิท

โลกภายนอกยังคงหมุนไปอย่างบ้าคลั่ง รถไฟฟ้าบีทีเอสเคลื่อนตัวอยู่เหนือหัว เสียงแตรรถยนต์ดังระงม แสงแดดจัดจ้าจนทำให้ภาพตรงหน้าดูฟุ้งเบลอ พิมพ์ขวัญมองเห็นรถพยาบาลคันหนึ่งเปิดไซเรนดังก้องกำลังแหวกการจราจรไปอย่างยากลำบาก

“รอด้วย!” เธอร้องตะโกนและวิ่งตามรถคันนั้นไป ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนดีที่อยากช่วยคนเจ็บ แต่เพราะบนสติกเกอร์ข้างรถพยาบาลคันนั้นมีรหัสหน่วยงานที่เธอคุ้นเคย... มันคือรถที่เพิ่งไปรับตัว 'ผู้หญิงคนหนึ่ง' จากใต้ซากรถแท็กซี่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน และผู้หญิงคนนั้นมีหน้าตาเหมือนเธอราวกับก๊อปปี้วาง

การวิ่งครั้งนี้ไม่เหมือนการวิ่งในสวนลุมพินีที่เธอเคยทำประจำ เธอไม่รู้สึกเหนื่อย ไม่หอบหืด แต่ความรู้สึกโหว่ลึกในอกกลับเพิ่มมากขึ้นทุกครั้งที่เธอเข้าใกล้รถคันนั้น เธอตัดสินใจกระโดด... ไม่ใช่กระโดดขึ้นรถ แต่กระโดด 'ทะลุ' เข้าไปในประตูหลังของรถพยาบาลที่กำลังเคลื่อนที่

ภายในนั้นช่างเงียบเชียบและเย็นจัด พิมพ์ขวัญยืนมองร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงฉุกเฉิน ใบหน้าของหญิงสาวบนเตียงเต็มไปด้วยรอยถลอกและเลือดที่เริ่มแห้งกรัง เสื้อเชิ้ตสีขาวเปื้อนคราบน้ำมันและฝุ่นละออง

“โหย... สภาพดูไม่ได้เลยนะยัยพิมพ์” เธอกอดอกวิจารณ์ตัวเองพลางเบ้ปาก “แต่งหน้าจัดเต็มมาเพื่อนำเสนองาน แต่ดันจบที่สภาพเป็นศพนิรนามเนี่ยนะ? ช่างแต่งหน้ากองถ่ายเห็นคงลาออกหมด”

พยาบาลบนรถกำลังปั๊มหัวใจอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดัง ตื๊ด... ตื๊ด... ยาวๆ เป็นจังหวะที่ชวนให้ประสาทเสีย พิมพ์ขวัญเอื้อมมือไปหมายจะตบไหล่พยาบาลเพื่อบอกว่า 'เบาๆ หน่อยค่ะ เดี๋ยวหน้าอกฉันช้ำ' แต่มือของเธอกลับจมหายเข้าไปในชุดกราวน์สีฟ้า

“ทำไมไม่มีใครเห็นฉันเลยวะ?” ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน ความเป็นมืออาชีพที่ใช้บังหน้าความกลัวเริ่มพังทลายลง “นี่คือของจริงเหรอ? ฉันตายแล้วจริงๆ เหรอ?”

ทันใดนั้น รถพยาบาลก็เบรกกะทันหันจนร่างของเธอเกือบพุ่งทะลุออกไปหน้ารถ ร่างบนเตียงถูกเข็นลงอย่างรวดเร็วเข้าสู่แผนกฉุกเฉิน พิมพ์ขวัญเดินตามไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เธอเห็นแม่ของเธอกำลังวิ่งตามเตียงมา น้ำตาของแม่ทำให้ใจของพิมพ์ขวัญหล่นวูบ มันเป็นความเจ็บปวดที่จับต้องไม่ได้แต่รุนแรงยิ่งกว่าตอนรถชน

“แม่! พิมพ์อยู่ตรงนี้!” เธอตะโกนจนสุดเสียง แต่มันหายไปในความวุ่นวายของโรงพยาบาล

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel