ตอนที่ 7 คืนพายุคลั่งกับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ - 2
หลินเยว่ซินเฉือนเนื้อเน่ารอบปากแผลทิ้งอย่างรวดเร็ว สมาธิของนางจดจ่ออยู่กับปลายมีด ความรู้จากระบบช่วยให้นางหลบเลี่ยงเส้นเลือดใหญ่ได้อย่างไร้ที่ติ ไม่มีความตระหนกให้เห็นแม้แต่น้อย เมื่อเลือดที่ไหลออกมาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงสด นางจึงวางมีดลง โกยสมุนไพรสดที่จิ้งอวี้ช่วยตำจนแหลกโปะทับลงไปทันที
“อึก...” เซียวฉางเยี่ยกัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้าหล่อเหลาที่คมคาย
หลินเยว่ซินหยิบเข็มเย็บผ้าเล่มยาวที่ลนไฟแล้ว ร้อยด้วยด้ายป่านเส้นเล็กที่ต้มในน้ำเดือด นางเริ่มเย็บปากแผลที่แยกออกจากกันเข้าหากันทีละเข็ม มือของนางนิ่งสนิท จังหวะการแทงเข็มและดึงด้ายสม่ำเสมอราวกับหมอทหารผู้ชำนาญการ
หานชิงมองดูภาพนั้นด้วยความทึ่งจนพูดไม่ออก การเย็บเนื้อคนเข้าด้วยกันเช่นนี้ เขาไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน แม้แต่หมอหลวงในเมืองหลวงก็ทำได้เพียงพอกยาและพันผ้าไว้เท่านั้น
กว่าจะพันผ้าพันแผลเสร็จ พายุด้านนอกก็เริ่มซาลง เหลือเพียงเสียงสายฝนพรำตกกระทบใบไม้ หลินเยว่ซินทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นดินข้างเตียง หอบหายใจยาวด้วยความเหนื่อยล้า เหงื่อเปียกชุ่มแผ่นหลังไม่ต่างจากคนเจ็บ
“ขอบคุณแม่นาง ขอบคุณจริงๆ” หานชิงประสานมือคารวะนางอย่างสุดซึ้ง แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส “หากไม่ได้ท่าน นายท่านของข้าคงไม่รอดพ้นคืนนี้ไปได้ บุญคุณครั้งนี้ พวกข้าจะไม่มีวันลืม”
“รอให้เขาฟื้นก่อนเถอะ ค่อยมาพูดเรื่องบุญคุณ” หลินเยว่ซินยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก “คืนนี้เขาจะมีไข้สูง เจ้าต้องคอยเช็ดตัวให้เขาตลอดเวลา ห้ามให้ไข้ขึ้นเด็ดขาด ถ้าน้ำร้อนหมดก็บอกจิ้งเหยียนให้ต้มเพิ่ม”
หานชิงพยักหน้ารับคำสั่งอย่างแข็งขัน ชายหนุ่มไม่ได้มองสตรีตรงหน้าเป็นเพียงชาวบ้านป่าอีกต่อไป ในสายตาของเขา นางคือหมอเทวดาที่ช่วยชีวิตผู้เป็นนายเอาไว้
จิ้งเหยียนยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องครัว แววตาของเด็กชายยังคงจับจ้องไปที่ชายแปลกหน้าทั้งสอง เขายอมรับว่าฝีมือการรักษาของพี่สาวนั้นน่าทึ่ง แต่สัญชาตญาณระวังภัยของเขายังคงทำงานอย่างหนัก คนพวกนี้มีกลิ่นอายของการฆ่าฟันติดตัวมาด้วย การให้พวกเขาอยู่ในบ้าน อาจจะนำพาความวุ่นวายมาสู่ครอบครัวของเขาได้
หลินเยว่ซินสังเกตเห็นสายตาของน้องชาย นางยันตัวลุกขึ้นเดินไปหาเขา แตะมือลงบนไหล่เล็กเบาๆ
“ไปกินข้าวเถอะ ข้าวต้มเย็นหมดแล้ว” นางเอ่ยเสียงนุ่ม “ไม่ต้องกังวล พี่รับปากแล้วว่าจะปกป้องพวกเจ้า จะไม่มีใครมาทำร้ายครอบครัวของเราได้”
เด็กชายมองสบตานาง ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่แตะลงบนไหล่ช่วยคลายความตึงเครียดในใจลงไปได้บ้าง เขายอมพยักหน้า เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะอาหาร ปล่อยให้คืนพายุคลั่งผ่านพ้นไปพร้อมกับผู้มาเยือนที่กำลังหลับใหลไม่ได้สติ โดยไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจเปิดประตูในคืนนี้ จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของพวกเขาทุกคนไปตลอดกาล
“เก็บคำขอบคุณไว้เถอะ หากคืนนี้เขาไม่มีไข้สูงก็ถือว่ารอดชีวิตแล้ว” นางตอบเสียงเรียบ พลางหันไปมองจิ้งเหยียนที่ยืนกอดอกพิงเสาเรือนอยู่ไม่ไกล
เด็กชายยังไม่ยอมวางมีดตัดฟืนลง เขามองคนเจ็บสลับกับมองพี่สาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย สตรีที่เคยขี้เกียจ วันๆ เอาแต่หวีผมแต่งหน้า เหตุใดจึงกล้าเอามีดเฉือนเนื้อคนโดยไม่กะพริบตา เหตุใดจึงรู้วิธีดึงคนกลับมาจากประตูนรก
นางเป็นใครกันแน่
“ไปกินข้าวต้มกันได้แล้ว น้ำแกงเย็นชืดหมดแล้ว” หลินเยว่ซินตัดบท ลุกขึ้นไปตักน้ำแกงที่เหลืออยู่ หานชิงมองชามน้ำแกงผักป่าตรงหน้าด้วยความเกรงใจ ท้องของเขาร้องประท้วงเสียงดังลั่นจนหน้าขึ้นสีแดงก่ำ
“กินเสียเถอะ เจ้าต้องใช้แรงอีกมากคืนนี้” นางยื่นชามให้เขา
หานชิงรับชามมาด้วยมืออันสั่นเทา เขากลืนน้ำแกงลงคออย่างหิวกระหาย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้จิ้งเหยียนที่ยืนจับตาดูอยู่ต้องประหลาดใจ คือแม้จะหิวโซเพียงใด แต่องครักษ์หนุ่มผู้นี้ก็ตักกินอย่างระมัดระวัง ไม่ได้มีท่าทีจะแย่งชิงหรือมองไปยังชามข้าวของเด็กๆ เลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังคอยตักน้ำป้อนคนเจ็บเป็นระยะ
เมื่อมื้อค่ำอันตึงเครียดผ่านพ้นไป ความมืดมิดก็เข้าปกคลุมบ้านบนเขาอีกครั้ง หานชิงอาสาออกมานั่งเฝ้ายามที่หน้าประตูเรือน แม้หลินเยว่ซินจะบอกให้เขาไปนอนพัก เขาก็ยังยืนกรานจะนั่งพิงเสาไม้ด้านนอก คอยเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวรอบทิศทาง
กลางดึก คลื่นลมสงบลง ท้องฟ้าเปิดจนเห็นดวงดาวสลัว
เซียวฉางเยี่ยค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงจันทร์รำไรส่องกระทบใบหน้าซูบตอบของเขา ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย ความเจ็บแปลบที่หน้าอกแล่นปราด แต่ไม่ทรมานเท่าความรู้สึกร้อนรุ่มจากพิษที่เคยแผดเผาเส้นเลือด
เขามองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งหลับสัปหงกอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งของนางยังคงกำผ้าชุบน้ำที่เริ่มแห้งไว้แน่น บนโต๊ะข้างๆ มีถ้วยยาที่เหลือคราบสมุนไพรสีดำติดอยู่
เสียงขยับตัวเพียงเล็กน้อยทำให้หลินเยว่ซินสะดุ้งตื่น นางกระพริบตาปรับสายตาในความมืด เมื่อเห็นว่าเขารู้สึกตัวแล้ว นางจึงยื่นมือไปแตะที่หน้าผากของเขาเบาๆ
เซียวฉางเยี่ยชะงัก ร่างกายแข็งเกร็งตามสัญชาตญาณของทหาร แต่สัมผัสจากฝ่ามือที่นุ่มและอบอุ่นนั้นกลับทำให้เขานิ่งไป
“ไข้ลดลงแล้ว พิษถูกขับออกไปเกือบหมด” นางถอนมือกลับ รินน้ำอุ่นจากกาใส่ถ้วยยื่นให้เขา “ดื่มน้ำเสียหน่อย ร่างกายเจ้าเสียเลือดไปมาก”
ชายหนุ่มรับถ้วยน้ำมาจิบช้าๆ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวลอบสังเกตหญิงสาวตรงหน้า เสื้อผ้าเนื้อหยาบ ปราศจากเครื่องประดับ มือไม้มีรอยถลอกจากการทำงานหนัก ดูอย่างไรก็เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา แต่ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งสงบ ไม่มีความหวาดกลัวหรือความลุ่มหลงในรูปลักษณ์ของเขาเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าเป็นใคร” เสียงของเขาแหบพร่า แต่ทรงอำนาจ
“หลินเยว่ซิน เจ้าของบ้านหลังนี้” นางตอบสั้นๆ “และข้าเพิ่งช่วยชีวิตเจ้าไว้ ดังนั้นอย่าเพิ่งคิดจะฆ่าปิดปากใครในเรือนนี้เสียล่ะ”
เซียวฉางเยี่ยแค่นยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “ข้าไม่ใช่คนเนรคุณ... ขอบคุณที่ช่วยชีวิต”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อที่เปื้อนเลือด นิ้วเรียวยาวหยิบเอาวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา วางลงบนโต๊ะข้างถ้วยน้ำ
มันคือเศษหินขนาดเท่ากำปั้น แต่สีสันของมันกลับแปลกประหลาด มันมีสีแดงก่ำดั่งโลหิตสดๆ พื้นผิวขรุขระและมีไอความร้อนแผ่ออกมาจางๆ ราวกับถ่านไฟที่ยังคุกรุ่น ยามที่แสงสลัวกระทบ หินก้อนนั้นคล้ายจะเต้นตุบๆ ได้เหมือนหัวใจของสิ่งมีชีวิต
หลินเยว่ซินจ้องมองมัน ดวงตาของนางเบิกกว้าง หัวใจเต้นผิดจังหวะ
“นี่มัน...”
“ข้าพบมันตกมาจากฟากฟ้า ในเขตชายแดนทิศเหนือเมื่อครึ่งเดือนก่อน” เซียวฉางเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักอึ้ง แววตาของเขาเคร่งเครียดลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “หลังจากหินก้อนนี้ตกลงมา สัตว์ป่าแถบนั้นก็เริ่มคลุ้มคลั่ง กัดกินพวกเดียวกันเอง พืชพรรณเหี่ยวเฉากลายเป็นสีดำ และคนในค่ายทหาร... เริ่มล้มตายด้วยไข้ประหลาด”
เขาสบตานางตรงๆ
“พวกที่ตามล่าข้า ไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตข้า แต่พวกมันต้องการหินก้อนนี้ หินจากดาวหางโลหิต”
ความเงียบอันหนาวเหน็บเข้าเกาะกุมห้องโถงอีกครั้ง เสียงหยดน้ำฝนที่ไหลจากชายคาหยดลงกระทบพื้นดินดังติ๋งๆ ตอกย้ำความจริงที่น่าสะพรึงกลัว
หลินเยว่ซินมองหินสีเลือดตรงหน้า นางรู้ดีว่าเวลานับถอยหลังของโลกใบนี้ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไปแล้ว
หายนะ... ได้เดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านของนางแล้วจริงๆ
