บทที่ 30 อ่อย
“ได้ออกมาข้างนอกแบบนี้ คุณควรจะดีใจไม่ใช่เหรอไง”
เจ้าของใบหน้าที่ไม่ได้แต่งแต้มใดๆ ทว่ากลับสวยอย่างไร้ที่ติ และถ้าหัวคิ้วไม่ขมวดเข้าหากันยุ่ง คงจะสวยขึ้นอีกหลายเท่า ละสายตาจากนอกหน้าต่างหันกลับมามองเจ้าของเสียง
“ออกไปจดทะเบียนสมรสกับฆาตกรมันควรดีใจใช่ไหมคะ”
เธอถามกลับ ริมฝีปากเม้มแน่นหลังจากนั้น เนื่องจากตกใจในคำพูดของตัวเองเหมือนกัน มือบางผสานเข้าหาและถูไถไปมาระหว่างสองหัวแม่มือ ซึ่งนั่นตกเป็นเป้าสายตาของเขา คนที่ถูกตอกกลับอย่างเชือดเฉือน ทว่ากลับหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“ต้องดีใจสิครับ เพราะคุณจะเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่จะโชคดีแบบนี้ ใครมันจะได้แบบคุณไม่มีอีกแล้ว”
“ใช่ค่ะ ไม่มีอีกแล้ว”
เธอชะงักอีกรอบ ก่นด่าตัวเองในใจหลังหลุดปากโพล่งออกมาเป็นครั้งที่สอง ทั้งที่สั่งให้เงียบไป ห้ามต่อปากต่อคำ แล้วจะเป็นผลดี
“ดีใจด้วยครับ”
ริมฝีปากล่างของเธอเบะออก พลางเบือนหน้าออกไปนอกกระจก ไม่มีการพูดคุยกันอีก จนกระทั่งถึงที่หมาย และนี่คือประโยคของเขาหลังทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ที่สร้างความร้อนผ่าวบนกลางอกของเธอไม่น้อย
“ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกของผมอย่างเป็นทางการนะครับ คุณภรรยา”
รถคันเดิมวิ่งไปตามท้องถนนเส้นเดิม ก่อนจะถูกฉีกไปยังอีกเส้นที่เธอไม่รู้จัก เหมันต์เงียบขรึมมาตลอดทางนั้น ช่วงแรกที่ขึ้นรถมาเขาบอกเธอว่าวันนี้จะต้องทำตามแผน และเธอจะต้องย้ายที่นอนไปอยู่ที่ใดสักแห่ง
แน่นอนว่าหลังจากเลือกที่จะเป็นนางบำเรอ สถานะนางนกต่อจะไม่ใช่เธออีกต่อไปแล้ว
ทว่ายังมีข้อสงสัย เป็นแค่นางบำเรอทำไมต้องจดทะเบียนด้วย!
โรงแรม
เหมือนว่าเขาจะพาเธอมาทิ้งไว้ที่นี่มากกว่า ก่อนจะหายหัวไปนานหลายชั่วโมง แน่นอนว่าถึงจะไม่มีเขาเธอก็ไม่มีหนทางที่จะหนี ไม่มีโอกาสแม้แต่จะคิดเรื่องที่จะช่วยเหลือตัวเองออกไปจากที่นี่ด้วย นั่นก็เพราะว่าสร้อยคออันหรูหราที่มีไม่กี่เส้นในโลก กลับมาหากันอีกแล้ว
สร้อยภายนอกที่สวยสง่า แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยภัยอันตราย
หญิงสาวเลือกที่จะสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งในเวลาห้าทุ่มเศษ หลังจากปล่อยให้มันรกสมองกินเวลามานานครึ่งค่อนวัน ลุกไปอาบน้ำให้สดชื่น ก่อนจะกลับออกมาขึ้นเตียงนอน ดึงหมอนใบหนึ่งมาเป็นหมอนอิง พลางเอนหลังพิงพนัก
ความเหนื่อยล้าของร่างกายในตอนนี้ไม่เท่ากับภายใน เธอไม่มีแรงที่จะกอบโกยอากาศรอบๆ แต่ก็ไม่ถึงกับหายใจโรยริน
ก้านนิ้วเรียวสั่นเทาจังหวะดึงขึ้นมาสัมผัสกับสร้อยคอเส้นนั้น โลหะทองคำขาวอุณหภูมิเย็นยะเยือกมากกว่าปกติเนื่องจากร่างกายของเธอร้อนระอุ มาถึงตอนนี้ก็ยังคงทึ่ง มีระเบิดสวมอยู่ที่คอแบบนี้ได้อย่างไร ทำไมเรื่องถึงได้บานปลายขนาดนี้
“ไม่มีใครตามหากันเลยเหรอ”
เสียงพึมพำดังกังวานอยู่ในความเงียบพร้อมขอบตาร้อนผ่าว กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์อีกด้านของเสี้ยวโลก ที่มันไม่ต่างกับโลกคู่ขนาน เพราะเธอถูกปิดหูปิตาไม่ให้มองเห็นอะไรเลย ไม่มีโทรศัพท์ก็เหมือนไม่มีตัวตน
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ขมับปวดตุบๆผลของการใช้ความคิดอย่างหนัก ตั้งแต่ถูกลักพาตัวมาเธอยังไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เลย
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ตามลำพังในห้องหรูแห่งนี้ ไม่ใช่ห้องที่ฝุ่นหนาเตอะจนหายใจไม่สะดวก
หญิงสาวร่นถอยร่าง ทิ้งศีรษะลงกับหมอน พลางถอนหายใจพรืด กวาดตามองเพดานอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะปิดไฟให้เหลือแค่เพียงโคมไฟ แล้วหลับตา
มาตื่นอีกทีก็ตอนตีสี่ เพราะเสียงกุกกักจากอะไรสักอย่าง และเมื่อลืมตาขึ้นมากลับพบว่าเขานั่งอยู่บนเตียงอีกฝั่ง ในท่าหันหลังให้ ทีแรกเห็นเลือนรางเพราะตาพร่ามัว แต่พอกะพริบถี่ไล่ความง่วงไป กลับพบว่าระดับสายตาคือแผ่นหลังเปลือยเปล่า หญิงสาวไม่กล้าส่งเสียงเนื่องจากอึ้งในรอยสักนั้นอยู่ รอยสักอะไรสักอย่างที่พอเห็นแล้วเธอไม่ชอบเอาซะเลย
มันสวย แต่เธอไม่ชอบ
ก่อนหน้านี้ที่ไม่รู้เพราะไม่มีโอกาสได้เห็น เขาไม่เคยถอดเสื้อ ทว่าคราวนี้ไม่รู้ทำไม
แต่พอเลื่อนต่ำลงมาเรื่อยๆ กวาดตามองไปทั่ว เพ่งสายตามองนานๆ กลับพบว่านั่นล่ะคือคำตอบ
เลือด!
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ตอนเห็นเลือด ถึงแสงจะน้อยที่ได้มาจากโคมไฟ แต่มันสว่างพอที่จะเห็นภายในห้องได้ทั้งหมด
“คุณ...”
เสียงเรียกของเธอเบาหวิว ก็รู้ไม่ได้ตั้งใจที่จะเรียก และทันทีที่ร่างสูงได้ยินก็ชะงัก ทว่าสมองของเธอมันไม่รักดี
“อืม”
เหมันต์ดึงปืนที่เหน็บอยู่กับเอวสอบออกมาวางไว้บนโต๊ะ หากแต่ดาบนั้นยังคงวางอยู่ข้างกาย เห็นได้ชัดว่านั่นคือลูกรักเขา
“เกิดอะไรขึ้นคะ” หญิงสาวหลับตาแน่น เธอถามออกไปอีกแล้ว และแน่นอนการมองนิ่ง ร่างกายไม่ขยับนั้นพาใจเธอกระตุก เผลอกลั้นหายใจ และต้องเป็นฝ่ายขยับแทน ดึงตัวเองขึ้นมานั่งหลังตรง กวาดตามองไปทั่วแผ่นหลังเขา หาบาดแผล “บาดเจ็บเหรอ”
“เปล่า นี่เลือดมัน”
มือบางที่กำลังเอื้อมไปสัมผัสและใกล้จะถึงหยุดกลางคัน ก่อนจะชักกลับมาทาบริมฝีปากตัวเอง
หมายความว่าเขาฆ่าไปอีกศพแล้ว
คำถามต่อไปไม่ได้หลุดออกมาจากเธออีก ได้แต่ทอดมองเขาที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ โดยไม่ลืมหยิบดาบไปด้วย ส่วนปืนเดาว่าไม่มีลูก จากนั้นถึงจะเอามือออก พ่นลมหายใจอย่างโล่งอก
เสียงน้ำไหลจากฝักบัวรดผ่านศีรษะชำระล้างคราบเลือดออกไปด้วย กลายเป็นว่าบนพื้นเจือจางไปด้วยน้ำสีแดง ดวงตาคมกริบไม่ได้สะทกสะท้านกับสิ่งนั้น สาเหตุเพราะชินแล้ว ภาพการตายของศัตรูต่างหากที่ทำให้เขาสนใจมากกว่า
กระสุนนับสิบกระแทกร่าง และอีกหนึ่งนัดทะลุหัว ไม่พอทั้งตัวยังเหวอะหวะไปด้วยบาดแผลจากคมดาบของเขาอีก เรียกได้ว่ากึ่งกลางแสกหน้าราวกับล็อคเป้า
ริมฝีปากของเขายกยิ้มในขณะกำลังคิด ก่อนจะดึงสติกลับมายังปัจจุบัน และเร่งอาบน้ำทันที
ภารกิจผ่านไปด้วยดี และสำเร็จ สามารถบุกรังของมันได้ ด้วยสมุนร้อยต่อสิบ ฝั่งของเขาน้อยกว่า และที่สำคัญไม่มีใครได้รับบาดเจ็บร้ายแรงเลยสักคน มีแต่ฝั่งฝ่ายตรงกันข้ามเท่านั้นที่ตาย พร้อมกับหัวหน้าของมันคือเหยื่อของเขา
ครืน...
เสียงโทรศัพท์สั่นอยู่บนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า จังหวะเจ้าของกำลังเช็ดผมเปียกหมาดที่เพิ่งจะผ่านการสระมาใหม่ๆ ทันทีที่เห็นเป็นรายชื่อของลูกน้องคนสนิทจึงกดรับสาย
“เรียบร้อยดีไหม”
(ครับนาย จัดการเรียบร้อยแล้วครับ)
“พรุ่งนี้เตรียมตัวออกเดินทาง”
เขารอการรายงานจากคานโลอยู่ ชนวนเหตุของการตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือไป จากแผนที่จะย้ายไปยังประเทศที่เป้าหมายใหม่นั้นอยู่ เพื่อทำการล้างแค้นเป็นเหยื่อรายที่สี่ของเขา
(ได้ครับนาย)
สั่งการเสร็จเขาก็เดินออกมาพร้อมตัดสายทิ้งทันที ภาพแรกที่เห็นคือร่างบางนอนตะแคงข้างหันหลังมาให้เขา
“อ่อยชิบ”
