ตอนที่ 6 ตามสืบ
บนโต๊ะกว้างในตำหนักมีเพียงจานอาหารหนึ่งจานที่มองไม่ออกว่าเป็นอะไรวางอยู่ ฮั่วเส้าหยางมองจินจื่ออี้ นางใช้นิ้วมือที่ขาวเนียนดุจหยกค่อยๆ คลี่ใบบัวออก เผยให้เห็นข้าวสีเหลืองนวลที่อยู่ด้านใน
จินจื่ออี้จัดการอย่างละเอียดรอบคอบ นางตักข้าวใส่ชามกระเบื้องลายครามขนาดเล็ก ข้าวสวยร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ ออกมา
"เจ้าคิดค้นขึ้นมาเองหรือ" ฮั่วเส้าหยางถามเสียงต่ำ เขาดูจะไม่ค่อยเชื่อถือในตัวนางนัก
จินจื่ออี้พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "หม่อมฉันลองทำอาหารพื้นบ้านดูเพคะ เกรงว่ารสชาติอาจไม่ถูกพระทัย หวังว่าฝ่าบาทจะทรงประทานอภัย"
ปกติฮั่วเส้าหยางเป็นคนพูดน้อย บางทีเวลาอยู่ต่อหน้าขุนนางเขาอาจจะพูดมากกว่านี้ แต่กับจินจื่ออี้ นอกจากคำพูดที่จำเป็นแล้ว ส่วนใหญ่ชายหนุ่มมักจะตอบกลับด้วยความเงียบ
เขาก้มลงใช้ตะเกียบคีบข้าวขึ้นมา ทันใดนั้นก็เหลือบมองนางแวบหนึ่งแล้วเอ่ยเสียงต่ำ "ซูเฟยไม่ต้องเกรงใจเรา กินเถอะ"
จินจื่ออี้ยิ้มออกมาทันที นี่อาจจะเป็นคำพูดที่อ่อนโยนที่สุดที่เขาเคยพูดกับนาง นางหยิบข้าวห่อใบบัวมาวางตรงหน้าตนเองแล้วเริ่มก้มหน้าก้มตากินอย่างตั้งใจ
ทันทีที่ข้าวเข้าปาก ฮั่วเส้าหยางก็ต้องประหลาดใจเล็กน้อย
ไม่ใช่ว่ามันอร่อยเลิศเลอ แต่มันเป็นรสชาติที่เรียบง่าย มันอร่อยกว่าข้าวทั่วไปเพียงเล็กน้อย นอกจากกลิ่นหอมของตัวข้าวเองแล้ว ยังมีรสชาติอื่นผสมผสานอยู่อย่างลงตัว
มันเป็นรสชาติที่ทำให้คนรู้สึกพอใจได้ง่ายๆ
ฮั่วเส้าหยางเงยหน้าขึ้นมองจินจื่ออี้ นางดูนอบน้อมและอ่อนหวานยิ่งนัก ในแววตาไม่มีความดุร้าย นางกินอย่างตั้งใจมาก เพียงเวลาไม่นานข้าวก็หายไปเกือบหมด แต่กิริยาท่าทางกลับไม่มีที่ติ
เมื่อฮั่วเส้าหยางมองไปอีกครั้ง ในชามนั้นสะอาดสะอ้านราวกับไม่เคยมีข้าวอยู่มาก่อน
ฮั่วเส้าหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยเสียงราบเรียบ "ซูเฟยยังไม่อิ่มหรือ"
จินจื่ออี้ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับที่มุมปากแล้วส่ายหน้า "อิ่มแล้วเพคะ"
ผู้หญิงคนนี้ราวกับถูกพันธนาการด้วยปริศนาข้อแล้วข้อเล่า ชวนให้คนอยากจะค้นหาว่าแท้จริงแล้วนางเป็นคนอย่างไร ฮั่วเส้าหยางเริ่มรู้สึกสงสัยใคร่รู้ในตัวสตรีเป็นครั้งแรก และวิธีที่ดีที่สุดคือต้องสืบให้กระจ่าง เพื่อที่เขาจะได้เลิกสนใจนางเสียที
การสืบเรื่องขององค์หญิงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงผ่านไปครึ่งเดือน ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของจินจื่ออี้ในแคว้นจินก็ถูกวางลงบนโต๊ะทำงานของเขา
ฮั่วเส้าหยางคิดว่าตนเองจะได้เข้าใจผู้หญิงคนนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่คาดไม่ถึงว่า หลังจากอ่านข้อมูลทั้งหมดจบแล้ว เขากลับรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม ชายหนุ่มทำหน้าเคร่ง ก้มมองชายชุดดำที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง "นี่คือสิ่งที่ข้าสั่งให้ไปสืบอย่างนั้นหรือ มีแค่ตอนเกิดกับตอนที่เป็นองค์หญิงบรรณาการเท่านั้นหรือไง ช่วงเวลาสิบกว่าปีตรงกลางนั้น นางหายสาบสูญไปหรืออย่างไร!"
รวมทั้งหมดมีเพียงกระดาษบางๆ สามแผ่น ซึ่งสองแผ่นในนั้นเป็นเรื่องราวหลังจากที่นางถูกเลือกให้เป็นตัวแทนในการเชื่อมสัมพันธไมตรี เขาต้องมาดูข้อมูลแค่นี้อย่างนั้นหรือ
ชายชุดดำคนนั้นตัวแข็งทื่อ ก้มศีรษะให้ต่ำลงไปอีก ร่างกายเกร็งแน่น "ฝ่าบาท... เกี่ยวกับการเติบโตของพระสนมซูเฟย ในแคว้นจินแทบไม่มีใครล่วงรู้เลยพ่ะย่ะค่ะ พระสนมไม่ได้รับความโปรดปราน รอบข้างไม่มีใครคอยรับใช้ ทรงใช้ชีวิตอยู่กับพระมารดามาโดยตลอด แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อน พระมารดาของพระสนมก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว...ดังนั้น...จึงสืบหาอะไรไม่ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
โทสะที่เคยมีของฮั่วเส้าหยางพลันชะงักไป นิ้วมือของเขาเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา "ดังนั้น นางไม่ต้องใช้ชีวิตไม่ต้องกินต้องดื่ม อาศัยเพียงลมตะวันตกก็เติบโตมาได้ขนาดนี้เลยสินะ"
นางคงใช้ชีวิตเหมือนเซียนกระมัง ไม่ต้องกินอาหารในโลกมนุษย์
ชายคนนั้นเหงื่อตกจนไหลถึงหน้าผาก พยายามเค้นสมองจนได้คำตอบที่ตะกุกตะกัก "ฝ่าบาท... ช่วงแรกในห้องเครื่องยังมีคนทำอาหารให้พระสนมซูเฟยอยู่บ้าง แต่ต่อมาก็ไม่มีแล้ว พ่ะ...พ่ะยะค่ะ กระหม่อมได้ยินมาว่า... ได้ยินมาว่าพระสนมซูเฟยประทังชีวิตอยู่ได้ด้วยเศษอาหารที่เหลือจากห้องเครื่องพ่ะย่ะค่ะ..."
นี่เป็นเพียงสิ่งที่ได้ยินมา ชายชุดดำยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
เมื่อฮั่วเส้าหยางได้ยินเช่นนั้น แววตาของเขาก็พลันหม่นแสงลง