บท
ตั้งค่า

บทที่ 4: บุปผาอาบยาพิษแห่งวังหลัง

บทที่ 4: บุปผาอาบยาพิษแห่งวังหลัง

ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) แสงแดดอุ่นซ่านเริ่มสาดส่องกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองของวังหลวง ทว่าภายในลานหน้าตำหนัก คุนหนิงกลับคุกรุ่นไปด้วยบรรยากาศที่เย็นเยียบและเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี

ตามธรรมเนียมปฏิบัติของฝ่ายใน เช้าวันแรกหลังจากการแต่งตั้งฮองเฮา เหล่าพระสนมน้อยใหญ่จะต้องมารวมตัวกันเพื่อถวายพระพรและ ยกน้ำชาคารวะมารดาแห่งแผ่นดิน

ลานหยกหน้าตำหนักคุนหนิงในยามนี้ คลาคล่ำไปด้วยสตรีที่แต่งกายด้วยอาภรณ์สีสันฉูดฉาดแข่งกัน กลิ่นเครื่องหอมหลากชนิดลอยปะปนกันจนชวนเวียนศีรษะ พวกนางจับกลุ่มซุบซิบนินทาด้วยเสียงที่จงใจให้ดังพอที่จะแว่วเข้าไปถึงด้านในตำหนัก

"ได้ยินว่าเมื่อคืน ฝ่าบาทประทับอยู่ที่ห้องหอไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็เสด็จกลับตำหนักหยางซินด้วยพระพักตร์ถมึงทึง..." เสียงของ 'หลิวไฉ่เหริน' สนมขั้นต่ำสุดเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกพัดผ้าไหมขึ้นปิดบังรอยยิ้มเย้ยหยัน

"ฮองเฮาจากตระกูลหลี่ผู้นี้ ช่างน่าสงสารนัก เพิ่งสวมมงกุฎหงส์ได้ไม่ทันข้ามคืน ก็ถูกลดขั้นให้กลายเป็นเพียงรูปสลักประดับตำหนักเย็นเสียแล้ว" 'หวังเหม่ยเหริน' สนมอีกคนรับลูกต่อ แววตาเต็มไปด้วยความสะใจ

"พวกเจ้าเบาเสียงลงหน่อยเถิด หากคนของตำหนักคุนหนิงมาได้ยินเข้า จะเป็นเรื่องเอาได้"

แม้จะมีเสียงปราม แต่ก็หาได้มีความเกรงกลัวอย่างแท้จริงไม่ ในวังหลังแห่งนี้ สตรีที่ไร้ความโปรดปรานจากโอรสสวรรค์ ก็เปรียบเสมือนพยัคฆ์ที่ถูกถอดเขี้ยวเล็บ ไม่มีผู้ใดให้ความเคารพยำเกรง ยิ่งตระกูลหลี่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของราชสำนัก ฮองเฮาองค์ใหม่ผู้นี้ก็ยิ่งดูเหมือนตะเกียงที่รอวันดับ

"ซูเฟยเสด็จ..."

เสียงขันทีประกาศก้อง ทำให้บทสนทนาอันเผ็ดร้อนของเหล่านกกระจอกในวังหลังเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาหันไปมองยังทิศทางของประตูตำหนัก

เกี้ยวไม้หอมสลักลายวิจิตรถูกหามเข้ามาอย่างเชื่องช้า ผู้ที่ก้าวลงมาจากเกี้ยวคือ 'ซูชิงหลิง' หรือ 'ซูเฟย' พระสนมขั้นเฟยผู้มีอำนาจบารมีสูงสุดในวังหลังขณะนี้ นางเป็นบุตรสาวสุดที่รักของอัครเสนาบดีซู ผู้เป็นขุนนางใหญ่ฝ่ายบุ๋นที่คานอำนาจกับตระกูลหลี่มาอย่างยาวนาน

อาภรณ์ที่ซูเฟยสวมใส่ในวันนี้คือชุดผ้าไหมทอทองลายโบตั๋นสีชมพูเข้ม ซึ่งเป็นสีที่สงวนไว้สำหรับสนมเอก ศีรษะประดับด้วยปิ่นทองคำฝังทับทิมระย้าที่ส่องประกายวาววับข่มรัศมีของผู้คนรอบข้าง ใบหน้างดงามหยดย้อยถูกแต่งแต้มอย่างประณีต แววตาของนางเชิดขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง ราวกับว่านางคือเจ้าของวังหลังที่แท้จริง

ก่อนหน้านี้ ซูเฟยคือผู้ที่ดูแลความเรียบร้อยของฝ่ายในแทนฮองเฮาที่ว่างเว้นมานาน นางหมายมั่นปั้นมือว่ามงกุฎหงส์จะต้องตกเป็นของนาง ทว่าราชโองการสายฟ้าแลบที่ประทานงานอภิเษกสมรสให้ตระกูลหลี่ กลับทำลายความฝันของนางจนแหลกสลาย ความเกลียดชังที่มีต่อฮองเฮาองค์ใหม่จึงฝังรากลึกถึงกระดูก

"ถวายพระพรซูเฟยเหนียงเหนียง" เหล่าพระสนมขั้นต่ำกว่ารีบย่อกายทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง

ซูเฟยปรายตามองพวกนางเพียงเล็กน้อย ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ "ลุกขึ้นเถิด วันนี้เป็นวันมงคลที่พวกเราจะได้คารวะฮองเฮาองค์ใหม่ พวกเจ้าเตรียมตัวเตรียมใจรับความเมตตาจากมารดาแห่งแผ่นดินแล้วหรือยัง"

คำว่า 'ความเมตตา' ถูกเน้นเสียงหนัก แฝงไปด้วยนัยยะเย้ยหยัน ซูเฟยก้าวเดินนำขบวนพระสนมเข้าสู่โถงหลักของตำหนักคุนหนิงอย่างผ่าเผย

ภายในโถงกว้างขวาง อากาศเย็นสบายและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาหลงจิ่งที่ชงใหม่ๆ ทว่าผู้ที่นั่งอยู่บนตั่งไม้จันทน์แดงตรงกลางโถง กลับทำให้ลมหายใจของเหล่าพระสนมต้องสะดุด

หลี่รั่วจินในชุดผ้าไหมสีแดงเข้มปักลายหงส์ นั่งตัวตรงสง่างามอยู่บนตั่ง ใบหน้างดงามหมดจดนั้นเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยความโศกเศร้าอมทุกข์จากการถูกทอดทิ้งอย่างที่พวกนางคาดหวัง ดวงตากลมโตดำขลับดั่งน้ำหมึกกวาดมองผู้มาเยือนด้วยสายตาที่ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง คล้ายกับมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจ

"ถวายพระพรฮองเฮา ขอทรงพระเจริญพันปี พัน พันปี"

เหล่าพระสนมรวมถึงซูเฟยจำต้องย่อกายทำความเคารพตามกฎมณเฑียรบาล ทว่าท่าทีของซูเฟยนั้นจงใจย่อเพียงเล็กน้อยและเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

"ลุกขึ้นและนั่งประจำที่เถิด" น้ำเสียงของหลี่รั่วจินราบเรียบ ไม่ตึง แต่กลับมีพลังบางอย่างที่กดข่มผู้คนให้ต้องทำตาม

เมื่อเหล่าพระสนมนั่งลงตามลำดับขั้น ซูเฟยก็เริ่มเปิดฉากโจมตีทันที นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นแตะมุมปาก ซ่อนรอยยิ้มร้ายกาจไว้

"ฮองเฮาทรงประทับอยู่ในจวนแม่ทัพมานาน คงไม่คุ้นชินกับอากาศในวังหลวง หม่อมฉันเห็นว่าใต้ตาของฮองเฮาหมองคล้ำนัก เมื่อคืนคงบรรทมไม่หลับสนิทกระมังเพคะ... แต่ก็เข้าใจได้ ได้ยินว่าเมื่อคืนฝ่าบาททรงมีราชกิจด่วนที่ตำหนักหยางซิน จึงมิได้อยู่เป็นเพื่อนฮองเฮาจนถึงรุ่งสาง ช่างน่าน้อยใจแทนฮองเฮายิ่งนัก"

คำพูดของซูเฟยเปรียบดั่งดาบที่แทงตรงจุดตายของสตรีวังหลัง เหล่าพระสนมคนอื่นพากันก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม สะใจที่เห็นฮองเฮาถูกฉีกหน้ากลางโถงตำหนัก

ชุ่ยอวี้และแม่นมจ้าวที่ยืนอยู่ด้านหลังตั่งลอบกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ ทว่าพวกนางก็ไม่กล้าสอดปาก

หลี่รั่วจินหาได้มีท่าทีโกรธเคือง นางเพียงแค่ยกจอกชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ก่อนจะวางลงบนโต๊ะด้วยท่วงท่าสง่างาม

"ความห่วงใยของซูเฟย ข้ารับไว้ด้วยใจ" หลี่รั่วจินแย้มรอยยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่าไปไม่ถึงดวงตา "ฝ่าบาททรงมีราชกิจรัดตัว เป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่ต้องแบกรับภาระของแผ่นดิน การที่ฝ่าบาททรงเห็นความสำคัญของบ้านเมืองมากกว่าเรื่องส่วนตัวในเรือนหอ ย่อมเป็นบุญของแผ่นดินต้าจ้าว ข้าในฐานะฮองเฮา มีหน้าที่สนับสนุนพระองค์ หาใช่นำเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มาตัดพ้อต่อว่าให้เป็นที่รำคาญพระทัย... ซูเฟย เจ้าเองก็เป็นลูกหลานขุนนางใหญ่ น่าจะเข้าใจหลักการ 'บ้านเมืองมาก่อนเรื่องส่วนตัว' นี้ดีมิใช่หรือ"

ซูเฟยชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง คำตอบของฮองเฮาไม่เพียงแต่พลิกสถานการณ์จากการ 'ถูกทอดทิ้ง' เป็น 'การเสียสละเพื่อบ้านเมือง' แต่ยังตอกกลับซูเฟยทางอ้อมว่า นางมีใจแคบและไม่รู้จักกาลเทศะ

"ฮองเฮาทรงมีน้ำพระทัยกว้างขวางดั่งมหาสมุทร หม่อมฉันเลื่อมใสยิ่งนัก" ซูเฟยกัดฟันตอบ พยายามเก็บซ่อนความขุ่นเคือง "หม่อมฉันเพียงเกรงว่า ฮองเฮาจะทรงเหงา จึงได้สั่งให้ห้องเครื่องนำ 'รังนกตุ๋นโสมแดง' มาถวายเพื่อบำรุงพระวรกายเพคะ"

ซูเฟยปรายตา นัยน์ตาส่งสัญญาณให้นางกำนัลของตนยกชามกระเบื้องเคลือบสีขาวที่ส่งควันกรุ่นเข้ามา รังนกสีใสลอยฟ่องอยู่ในน้ำซุปสีทองแดง กลิ่นโสมชั้นดีเตะจมูกผู้คนทั้งโถงตำหนัก

นี่คือการทดสอบ หากฮองเฮาไม่กล้าเสวย ก็เท่ากับว่าหวาดกลัวและอ่อนแอ แต่หากเสวยเข้าไป... ใครจะรู้ว่าซูเฟยแอบใส่อะไรลงไปบ้าง

หลี่รั่วจินมองชามรังนกตรงหน้า สัญชาตญาณแพทย์ของนางทำงานในเสี้ยววินาที นางไม่ได้พึ่งพาปิ่นเงินเพื่อทดสอบพิษโง่ๆ แต่พึ่งพาสัมผัสทางการรับกลิ่นที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนัก

โสมแดงมีฤทธิ์ร้อน รังนกบำรุงหยิน กลิ่นของมันหอมหวานทว่า... มีกลิ่นเฝื่อนจางๆ ของ 'หญ้าหงายหลัง' ซ่อนอยู่ หญ้าชนิดนี้ไม่ใช่ยาพิษร้ายแรง ไม่ทำให้ตาย แต่มันมีฤทธิ์กระตุ้นลำไส้รุนแรง หากกินเข้าไป ในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป จะต้องปวดท้องจนเสียกิริยาต่อหน้าธารกำนัล เป็นการฉีกหน้าฮองเฮาให้กลายเป็นตัวตลกของวังหลังอย่างแนบเนียน

ชุ่ยอวี้กระซิบเตือนเสียงแผ่ว "ฮองเฮาเพคะ..."

หลี่รั่วจินยกมือขึ้นห้ามชุ่ยอวี้ นางไม่โกรธ แต่กลับรู้สึกว่าวิธีการของซูเฟยนั้นช่างตื้นเขินราวกับเด็กเล่นขายของ นางเลื่อนชามรังนกออกไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับซูเฟยโดยตรง

"รังนกตุ๋นโสมแดงชามนี้ เป็นน้ำใจจากซูเฟย ข้าย่อมต้องรับไว้ ทว่า..." หลี่รั่วจินหรี่ตาลง กวาดสายตาพิจารณาใบหน้าของซูเฟยอย่างละเอียด ตั้งแต่หน้าผาก แก้ม ลงมาจนถึงปลายคาง "ข้าเกรงว่าผู้ที่ต้องการยาบำรุงในยามนี้ คงไม่ใช่ข้า แต่เป็นเจ้าเสียมากกว่า ซูเฟย"

"ฮองเฮาทรงหมายความว่าอย่างไร หม่อมฉันแข็งแรงดีเพคะ" ซูเฟยขมวดคิ้ว รู้สึกสังหรณ์ใจประหลาดกับสายตาที่แหลมคมนั้น

หลี่รั่วจินลุกขึ้นยืน ก้าวเดินเข้าไปใกล้ซูเฟยอย่างช้าๆ กลิ่นเครื่องหอมจากตัวซูเฟยโชยเข้าจมูกอย่างชัดเจน เป็นกลิ่นดอกเหมยผสานกับกลิ่นมัสก์ (ชะมดเชียง) ที่ลึกล้ำ

"เจ้าบอกว่าเจ้าแข็งแรงดีงั้นรึ?" หลี่รั่วจินแค่นเสียง ยื่นมือออกไปแตะที่ข้อมือของซูเฟยอย่างรวดเร็วโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ปลายนิ้วเรียวกดลงบนจุดชีพจร 'ซุ่นกวนฉื่อ' อย่างแม่นยำ

"ฮองเฮา! ทรงทำสิ่งใดเพคะ!" ซูเฟยตกใจ พยายามจะชักมือกลับ แต่เรี่ยวแรงของฮองเฮาที่ผ่านการฝึกฝนวิชาแพทย์และกำลังภายในขั้นพื้นฐานมา กลับหนีบแน่นดั่งคีมเหล็ก

"ชีพจรของเจ้าเต้นเร็วแต่ไร้กำลัง (ชีพจรลอยและกลวง) แสดงว่าลมปราณชี่พร่อง บริเวณจุดกวนมีสะดุด บ่งบอกว่าเลือดลมติดขัดในเส้นลมปราณตับและม้าม" หลี่รั่วจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เสียงของนางดังกังวานไปทั่วโถง ทำให้พระสนมคนอื่นๆ เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

"เจ้าใช้ผงไข่มุกบดผสมกับชาดและชะมดเชียงทาผิวหน้าทุกคืน เพื่อให้ผิวขาวกระจ่างใสและมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจฝ่าบาทใช่หรือไม่"

หน้าของซูเฟยซีดเผือดลงในทันที "ทะ... ทรงตรัสเรื่องอันใด หม่อมฉันไม่เข้าใจ"

"ชาดมีพิษเย็น ชะมดเชียงมีฤทธิ์ทะลวงเส้นเลือดอย่างรุนแรง!" หลี่รั่วจินปล่อยมือซูเฟย ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อกลับไปยืนตัวตรง "เจ้าทามันลงบนผิวหน้าทุกวัน พิษเย็นซึมลึกเข้าสู่เส้นลมปราณ บดบังเส้นเลือดหยินในมดลูก... ช่วงสามเดือนที่ผ่านมานี้ ระดูของเจ้ามาไม่ปกติ บางครั้งมามากจนปวดท้องเจียนตาย บางเดือนก็ขาดหายไป มีอาการเหงื่อออกเย็นในยามวิกาล และมักจะปวดร้าวที่บั้นเอวอยู่เสมอ ข้าพูดผิดไปสักคำหรือไม่!"

ความเงียบสงัดดั่งป่าช้าโรยตัวลงปกคลุมตำหนักคุนหนิง พระสนมทุกคนอ้าปากค้าง ไม่มีใครคาดคิดว่าฮองเฮาจะทรงมีความรู้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้

ซูเฟยร่างสั่นสะท้าน สิ่งที่ฮองเฮาตรัสมานั้น... ถูกต้องทุกประการ! นางทนทุกข์ทรมานกับอาการเหล่านี้มาหลายเดือน หมอหลวงที่นางจ้างวานด้วยเงินทองมหาศาลกลับบอกเพียงว่าเป็นเพราะนางพักผ่อนน้อยและสั่งยาบำรุงราคาแพงให้ แต่ยิ่งกินก็ยิ่งไม่หาย หนำซ้ำยังทำให้ร่างกายร้อนรุ่มจนหงุดหงิดง่าย

"หากเจ้ายังขืนใช้ผงความงามพรรค์นี้ต่อไป..." หลี่รั่วจินก้มลงกระซิบข้างหูซูเฟยด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "ภายในครึ่งปี มดลูกของเจ้าจะเย็นเฉียบดั่งก้อนน้ำแข็ง เจ้าจะไม่มีวันให้กำเนิดมังกรน้อย หรือทายาทใดๆ ให้กับฝ่าบาทได้อีกตลอดชีวิต"

คำว่า 'ไม่มีวันให้กำเนิดทายาท' เปรียบดั่งสายฟ้าที่ผ่าลงกลางกระหม่อมของซูเฟย สำหรับสตรีวังหลัง การไร้ซึ่งบุตรธิดาก็เท่ากับสูญเสียฐานอำนาจและอนาคตทั้งหมด แข้งขาของนางอ่อนแรงจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ หากไม่ได้นางกำนัลคนสนิทประคองไว้ นางคงทรุดลงไปกองกับพื้นแล้ว

"ชามรังนกตุ๋นโสมแดงที่มีส่วนผสมของ 'หญ้าหงายหลัง' นี้..." หลี่รั่วจินหมุนตัวกลับ เดินไปยกชามรังนกขึ้นมา ยื่นส่งคืนให้ซูเฟย "เจ้านำกลับไปกินเองเถิด ฤทธิ์ร้อนของโสมแดงกับฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ของหญ้าหงายหลัง อาจจะพอช่วยขับไล่พิษชาดที่ตกค้างในกระเพาะของเจ้าได้บ้าง ถือเสียว่าข้าให้ทาน"

ซูเฟยรับชามรังนกกลับมาด้วยมือที่สั่นเทา ริมฝีปากที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้เม้มแน่นจนห้อเลือด นางถูกตบหน้ากลางโถงตำหนัก ไม่ใช่ด้วยกำลัง แต่ด้วยสติปัญญาและความลับที่ถูกเปิดโปงอย่างหมดจด ฮองเฮาผู้นี้ไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่ยอมให้ใครมารังแก แต่เป็นแพทย์หญิงอัจฉริยะที่สามารถมองทะลุร่างกายและความเป็นตายของทุกคนในวังหลังได้เพียงแค่มองตา!

"หม่อมฉัน... หม่อมฉันทูลลาเพคะ" ซูเฟยกัดฟันกรอด รีบย่อกายทำความเคารพอย่างลวกๆ แล้วหมุนตัวเดินหนีออกจากตำหนักคุนหนิงไปอย่างรวดเร็วราวกับหนีตาย หมดสิ้นซึ่งสง่าราศีของพระสนมคนโปรด

เมื่อผู้นำพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ เหล่าพระสนมที่เหลือต่างก็หน้าซีดเผือด รีบลุกขึ้นก้มหน้าก้มตาถวายพระพรลา และเร่งรีบหนีออกจากตำหนักคุนหนิงไปราวกับนกกระจอกแตกรัง ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าสบตากับฮองเฮาอีกต่อไป

หลี่รั่วจินมองตามแผ่นหลังของสตรีเหล่านั้น รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปาก

"ฮองเฮา... ทรงพระปรีชายิ่งนักเพคะ!" แม่นมจ้าวเอ่ยขึ้นด้วยความปีติยินดีจนน้ำตาซึม "เพียงแค่ไม่กี่ประโยค ก็สยบซูเฟยที่จองหองผู้นั้นจนราบคาบ ต่อไปนี้คงไม่มีพระสนมหน้าไหนกล้ามาหยามเกียรติตำหนักคุนหนิงของเราอีกแล้วเพคะ"

"นี่เป็นเพียงการข่มขวัญเท่านั้น แม่นมจ้าว" หลี่รั่วจินกลับไปนั่งที่ตั่งไม้จันทน์แดง "ซูเฟยเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น วันนี้นางเสียหน้า ย่อมต้องหาทางกลับมาเอาคืนอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ นางกำลังหวาดกลัวเรื่องที่จะมีบุตรไม่ได้มากกว่าสิ่งอื่นใด... อีกไม่นาน นางจะต้องแอบส่งคนมาขอร้องให้ข้ารักษาให้นางอย่างลับๆ ถึงเวลานั้น ซูเฟยก็จะกลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกำมือของข้า"

หลี่รั่วจินหลับตาลง จัดระเบียบลมหายใจของตน การปะทะคารมเมื่อครู่แม้จะดูเหมือนง่ายดาย แต่นางต้องใช้สมาธิและการสังเกตอย่างสูง การเอาชนะในวังหลังไม่สามารถใช้เพียงกำลัง แต่ต้องใช้จิตวิทยาและศาสตร์แห่งการพึ่งพาอาศัย

ระหว่างที่นางกำลังคิดแผนการอยู่นั้น ชุ่ยอวี้ก็เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่พับซ่อนไว้ในม้วนผ้าเช็ดหน้าให้

"ฮองเฮาเพคะ... เมื่อครู่ตอนที่ความวุ่นวายสงบลง มีขันทีน้อยผู้หนึ่งแอบยัดสิ่งนี้ใส่มือหม่อมฉัน แล้วรีบวิ่งหนีไปเพคะ บอกว่าเป็นข้อความจาก 'นายท่าน' นอกวัง"

หลี่รั่วจินลืมตาขึ้นทันที ดวงตาเปล่งประกายแห่งความหวัง นางรีบรับกระดาษแผ่นนั้นมาคลี่ออกดู บนกระดาษมีเพียงรอยหมึกที่ถูกวาดเป็นสัญลักษณ์ 'ใบหญ้าสามแฉกไขว้กับเข็มเงิน' ซึ่งเป็นรหัสลับขององครักษ์เงาตระกูลหลี่

ด้านล่างมีตัวอักษรเขียนไว้สั้นๆ เพียงประโยคเดียว

‘คืนจันทร์เพ็ญ ยามจื่อ อารามหลวงบนยอดเขา... อาการของพี่ชายแย่ลงมาก พิษกำเริบเข้าสู่กระดูก’

หัวใจของหลี่รั่วจินหล่นวูบ พี่ใหญ่... อาการทรุดลงงั้นหรือ พิษเย็นที่ทำลายเส้นประสาทขากำลังลุกลามเข้าสู่กระดูกสันหลัง หากปล่อยไว้เกินคืนจันทร์เพ็ญหน้า พี่ใหญ่ของนางอาจจะต้องพิการไปตลอดชีวิต หรือร้ายแรงที่สุดคือสูญเสียลมหายใจ

"คืนจันทร์เพ็ญ..." หลี่รั่วจินพึมพำกับตัวเอง อีกเพียงสามวันเท่านั้นจะถึงคืนจันทร์เพ็ญ นางจะต้องหาลู่ทางลอบออกจากตำหนักคุนหนิง ไปยังอารามหลวงบนยอดเขาด้านหลังวังหลวงให้จงได้ โดยที่ห้ามให้คนของฝ่าบาท หรือแม้แต่จ้าวหรงเยี่ยรู้ตัวเป็นอันขาด

ทว่า ในขณะที่หลี่รั่วจินกำลังวางแผนการอยู่นั้น นางหารู้ไม่ว่า บนขื่อหลังคาของโถงตำหนักที่มืดมิดและสูงชัน องครักษ์เงาในชุดดำสนิทผู้หนึ่งกำลังเร้นกายซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียน เขาลอบสังเกตการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโถงตำหนักตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การปะทะคารมกับซูเฟย การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำดั่งตาเห็น ไปจนถึงกระดาษรหัสลับแผ่นนั้น

องครักษ์เงาผู้นั้นพลิกตัวพุ่งทะยานออกไปทางหน้าต่างอย่างเงียบเชียบดั่งสายลม พุ่งตรงกลับไปยังตำหนักหยางซิน เพื่อนำความไปรายงานแก่บุรุษผู้สวมชุดคลุมมังกรดำ ผู้ซึ่งกำลังนั่งจิบชาและรอคอยข่าวคราวของฮองเฮาตัวแทนผู้นี้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและเคลือบแคลงใจ...

หมากกระดานนี้ จ้าวหรงเยี่ยเริ่มรู้สึกว่า มันไม่ได้ง่ายดายและน่าเบื่ออย่างที่เขาคิดไว้เสียแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel