บทที่3 หญิงสาวจากประเทศไทย และเจ้าบุญช่วย 5
“โอเค...ไม่ตื่นเต้นก็ไม่เป็นไร ไว้แกเจอของจริงก่อนเถอะ แล้วแกจะอึ้ง วันนี้ฉันว่าจะพาแกไปที่เมืองซัคคาร่าดูพีระมิดของกษัตริย์ซอเซอร์ พอภาคบ่ายฉันจะพาแกไปชมกีซ่า อ๊ะๆๆๆ ไม่ต้องปฏิเสธเลยแกเพราะยังไงฉันก็จะไป มีไรเปล่า ฮ่าๆๆ รู้เปล่าว่าพีระมิดที่เมืองกีซ่าน่ะใช้เวลาสร้างตั้ง30ปีเชียวนะยะ ใช้แรงงานทาสเป็นแสน ฉันจะให้แกตะลึงกับความสามารถของชาวอียิปต์รุ่นก่อนที่สร้างสฟิงซ์จากเนินหินธรรมชาติเป็นพระพักตร์องค์ฟาโรห์ได้ทั้งๆที่ไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัย...แกว่าน่าทึ่งไหมวะอลิช” มินนี่หันกลับมาถามความเห็นจากเพื่อนสาวที่นั่งฟังอยู่เงียบๆโดยไม่แสดงความเห็นอะไร
“แกช่วยหุบปากสักทีได้ไหมมินนี่ ฉันรำคาญว่ะ” เอาอีกแล้วเจ้าความรู้สึกริษยามันพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจจนแทบจะระงับไม่อยู่
“แกอารมณ์เสียอะไรของแกน่ะอลิช ไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันจะพาแกนั่งบนเรือเฟลุกกะล่องไปตามลำน้ำไนล์ รับรองว่าแกต้องอารมณ์ดีขึ้นแน่ๆ” มินนี่ยังคงพล่ามไม่หยุด แม้ว่าเพื่อนจะไม่อยากรับฟังก็ตาม
“เฟลุกกะ” อลิชาพึมพำอย่างงงๆ มีความรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อเรือนี้เกิดขึ้นมาในใจอย่างประหลาด
“ใช่ เป็นเรือแบบโบราณไง ใช้แรงลมทำให้เรือแล่นไปตามน้ำได้” มินนี่อธิบาย อดรู้สึกภาคภูมิใจไม่ได้ ที่เพื่อนที่นั่งหน้าเซ็งมาตลอดเกิดสนใจสิ่งที่เธอเล่าขึ้นมา
อลิชาหลับตาแน่น รู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องจนแทบอยากจะอาเจียน ก่อนที่คิ้วเรียวจะขมวดมุ่นเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในมโนนึก
“เป็นอย่างไรบ้างเล่าอาลิชซา”
“เจ้ายอดหทัยคนดี...ไม่ต้องหวั่นอะไร บัดนี้ข้าได้ปัดเป่าภัยร้ายให้เจ้าจนสิ้นแล้ว” เสียงแว่วๆของผู้ชายคนเดิมเหมือนที่เธอเคยได้ยินในห้องน้ำดังขึ้น
“นางเป็นเช่นไรบ้างพระองค์” เสียงของผู้คนที่ฟังดูวุ่นวายเหลือเกินร้องถามกันให้เซ็งแซ่
“นางไม่เป็นอะไรมากหรอก นางเพียงตกน้ำเท่านั้น เฮ้อ เจ้าอาลิชซา อยู่ดีไม่ว่าดีมาชวนข้าขึ้นเฟลุกกะ จนเกือบเอาชีพไม่รอด” เสียงผู้ชายคนนั้นตะโกนตอบ ก่อนที่เสียงเหล่านั้นจะค่อยๆเบาลงจนเงียบไปในที่สุด
“อลิช แกเป็นอะไร เมารถหรือไงแก...ขึ้นเครื่องบินมาตั้ง8ชั่วโมงไม่เมา ทีขึ้นรถแค่นี้เมาเลยหรือไง ทนเอาหน่อยสิ นี่มันทะเลทราย รถก็ต้องวิ่งโขยกเขยกบ้างเป็นธรรมดา”
“อืม...ไปต่อเถอะ ไม่ต้องจอดรถหรอก ฉันรู้สึกดีขึ้นแล้วล่ะ” อลิชาฝืนพูดด้วยน้ำเสียงปกติ พลางเบือนหน้าออกนอกหน้าต่างรถมองดูทะเลทรายที่ร้อนแรงและแผดเผา จนไม่น่าเชื่อว่าดินแดนที่ดูแห้งแล้งเช่นนี้จะเคยรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่มากกว่าชนชาติไหน เพราะอย่างนี้กระมัง ชาวอียิปต์ถึงได้นับถือแม่น้ำไนล์เป็นดั่งพระแม่ ก็เพราะสายน้ำไนล์นี่เองที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวอียิปต์ให้อุดมสมบูรณ์ได้
“แล้วพรุ่งนี้ฉันจะพาแกไปที่เมืองอเล็กซานเดรียต่อ แค่280กิโลเอง ฮ่าๆๆ 3ชั่วโมงก็คงถึงแล้วล่ะ...” เสียงร่าเริงของมินนี่ขาดหายไป เมื่อมีเสียงโทรศัพท์ดังแทรกเข้ามา
“อลิช แกช่วยหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าให้ฉันทีสิ”
“อืม”
“ว่าไงคาเร” มินนี่รับโทรศัพท์เสียงใส
ปลายสายพูดอะไรมาเธอคงไม่อาจยื่นหูไปฟังใกล้ๆได้ รู้เพียงแต่ว่ามินนี่ทำท่ากระดี๊กระด๊าจนน่าหมั่นไส้
“จริงหรือเปล่าคะ...ค่ะ...ได้ค่ะ...ไปกับเพื่อนนะคะ...ค่ะ...สวัสดีค่ะ”
มินนี่กดปิดโทรศัพท์พร้อมกับผิวปากหวืออย่างอารมณ์ดี พลางหักพวงมาลัยรถเลี้ยวไปอีกทาง
“แกจะพาฉันไปไหนมินนี่”
“หุบผากษัตริย์!!!”
คำว่าหุบผากษัตริย์เล่นเอาอลิชาใจหายวาบ วูบหนึ่งคือความรู้สึกยินดี ราวกับกำลังได้ของรักกลับคืนมา
“มีการค้นพบสุสานฟาโรห์อีกพระองค์หนึ่งที่นั่น บังเอิญว่าฉันมีสามีเป็นนักโบราณคดี เมื่อกี้เขาโทรมาบอก คาเรบอกว่าเรื่องนี้ยังไม่ค่อยมีใครรู้ แต่เห็นว่าฉันมาแถวนี้พอดีเลยโทรมาบอกให้พาเพื่อนมาดู แต่คงดูได้แค่นิดเดียวนะ เพราะยังหาทางเข้าไปลึกกว่านี้ไม่ได้”
“ที่หุบผากษัตริย์...ไม่ใช่ว่ามีการสำรวจทุกจุดไปแล้วเหรอไง แล้วจะยังหลงเหลือสุสานเล็ดลอดมาได้อีกเหรอ” อลิชาถามเสียงเบาราวกระซิบ
“หึหึหึ ยัยอลิช...บนโลกกว้างใบนี้ ยังมีอะไรอีกมากที่รอการค้นพบอยู่”
คำพูดของมินนี่สะดุดเข้าที่ใจของอลิชาโครมใหญ่
นั่นสินะ...ยังมีอะไรอีกมากที่รอการค้นพบจากคนรุ่นหลัง...และเธอ อยู่จริงๆ
