บทที่ 12 (ลิขิตฟ้ามายารัก)
บทที่ 12 ลิขิตฟ้ามายารัก
ร่างหญิงสาวงดงามล้ำเลิศ ถูกนำพาเข้ามานอนบนเตียงใหญ่สี่เสาในห้องชั้นบนสุดของถ้ำคูหาที่มองจากภายนอกจะเห็นเป็นเพียงภูเขาสูงลูกหนึ่งที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาเกือบตลอดปี ซึ่งภายในห้องผู้นำชั้นบนนี้กลับสวยงามรโหฐานราวกับพระราชวัง เพราะพื้นที่ทุกตารางเมตรเป็นหินอ่อนสีขาวสลับเลื่อมลายหินโอปอลงามระยับ แต่ละห้องจะมีพรมสีสดปูลาดตกแต่งพื้นเป็นบางที่
ตามกรอบประตูหน้าต่างประดับตกแต่งด้วยลวดลาย หินสวยหลากสีสัน ช่องหน้าต่างบานเล็กแคบที่มีอยู่ไม่กี่บาน จะมีสายม่านดอกไม้หลากสีห้อยย้อยเรียงรายบดบังแสงตะวันยามกลางวันและจะม้วนตัวสั้นเปิดออกรับแสงจันทร์ในยามค่ำคืน ราวกับมีชีวิต
ห้องสวยงามชั้นบนนี้ ถ้ามองจากขนาดพื้นที่ มันอาจจะดูเล็กแคบกว่าชั้นที่ต่ำลงนับสิบชั้น แต่ก็กว้างขวางใหญ่โตโอ่อ่าเทียมศักดิ์ศรีของผู้นำกลุ่มสิงหรา ซึ่งเลโอไนดัสมักขึ้นมาอยู่ตามลำพังเมื่อเขาต้องการความเป็นส่วนตัว เขาไม่เคยอนุญาตให้คู่ครองหรือบริวารในกลุ่มของเขาขึ้นมา
ในห้องพักได้แบ่งซอยออกเป็นหกส่วน คือ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องหนังสือ ห้องอาหาร โดยจะมีข้าวของเครื่องใช้เหมือนกับห้องในบ้านหรือปราสาททั่วๆไป แม้แต่ห้องน้ำที่ไม่จำเป็นสำหรับเผ่าพันธุ์ชาวอมตะที่มีมนตราทำความสะอาดตัวเองได้ตามใจนึก ซึ่งเลโอไนดัสอยากมีไว้ยามต้องการหาความสำราญกับสายน้ำเย็นฉ่ำอย่างมนุษย์ที่จิตวิญญาณพื้นฐานของตนคุ้นเคย
ผู้นำกลุ่มสิงหรานั่งมองหญิงสาวสวยที่นอนทอดร่างใต้ ผ้าห่มขนสัตว์นุ่มหนาบนเตียงกว้างสี่เสากางด้วยม่านมุ้งลูกไม้เนื้อโปร่งบาง ท่ามกลางบรรยากาศที่แสงอาทิตย์ของอีกวันลับลาไปเนิ่นนาน อากาศภายนอกปกติไม่มีหิมะตกเหมือนตอนกลางวัน
แสงจันทราส่องสว่างผ่านช่องหน้าต่างแคบเข้ามากระทบร่างบนเตียงอย่างเหมาะเจาะ เพราะเขาเจาะจงวางเตียงนี้ไว้ในมุมรับแสงจันทร์ตามศาสตร์แห่งโลกมนตราสายรุ้ง ซึ่งเชื่อว่าแสงจันทรายามค่ำคืนจะช่วยฟื้นฟูพลังในร่างกายของชีวิตอมตะให้แข็งแรงหรือแข็งแกร่งอยู่เสมอ และเห็นเปลือกตาของหล่อนค่อยกระพือขยับเหมือนปีกผีเสื้อ
“ตื่นแล้วรึสาวน้อย”
เสียงทุ้มนุ่มนวลของเลโอไนดัสดึงความสนใจจากร่างที่นอนหงายให้พลิกหันมามอง ดวงตางามของเธอเบิกกว้างส่อแววว่างเปล่าจับจ้องเขาอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะละจากไปกวาดมองทั่วห้อง และมองจับจ้องเพดานมุ้งอยู่เนิ่นนาน เป็นเหมือนเธอกำลังคิดทบทวนบางสิ่งบางอย่าง แล้วหันกลับมาสบตาสีเหลืองอำพันของเลโอไนดัสอีกครั้ง
“นี่ที่ไหนกัน...คุณ...คุณเข้ามาอยู่ที่ห้องฉันได้ยังไง”
อาร์ยานาถามพลางลุกนั่งเต็มตัว พร้อมกับจับความรู้สึกเบาโหวงของร่างกายและกิริยาขยับออกจากกลางเตียงเหมือนอาการวูบไหวของตนได้เด่นชัด เธอวางฝ่าเท้าลงบนพื้นสัมผัสความอบอุ่นของผืนพรมปูลาดด้านข้างเตียงบนพื้นห้อง จึงก้มลงมองอย่างแปลกใจ เพราะมันน่าจะเย็นยะเยียบเหมือนอากาศที่ลอยกระทบผิวบนใบหน้าของตน
มองจากฝ่าเท้าของตัวเองเลื่อนขึ้นมายังเสื้อผ้าที่สวมใส่ แววตาเปล่งประกายชื่นชอบชุดผ้าขนสัตว์สีฟ้าสดใสเนื้อบางเบา และได้สัมผัสกับความอ่อนนุ่มยิ่งกว่าผ้าขนสัตว์ชนิดใดที่เคยสวมใส่จึงเงยหน้าขึ้นมองสบดวงตาสีอำพันแสนสวยของชายหนุ่มที่เธอจดจำเขาได้ไม่เคยลืมเลือน
แต่การสบประสานสายตากัน แววตาคมวาวของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า ก่อให้เกิดอาการวูบวาบเหมือนมีกระแสไฟวิ่งเวียนไปมาทั่วสรรพางค์กายที่หญิงสาวไม่เข้าใจว่าเป็นอาการแบบไหน
“นี่เป็นห้องของข้าไม่ใช่ห้องของเจ้า” เขายิ้มเหมือนแยกเขี้ยวให้กับสีหน้างงงวยแสนสวยนั้น
“ห้องของคุณ” เธอมองจ้องใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรของเขาตาแป๋ว
“ใช่...แต่ต่อไปก็จะเป็นห้องของเจ้าด้วยเช่นกัน” เลโอไนดัสบอกยิ้มๆ สังเกตเห็นการมองอย่างระวังระไว และเหมือนระยะห่างแค่มือเอื้อมจะอันตรายต่อนางเกินไป หญิงสาวจึงขยับถอยห่างไปจนสุดปลายเตียง
“หมายความว่ายังไง” เธอมองสบตาทอประกายเต้นระริกอย่างขำขันของเขา
“ก็หมายความตามที่ข้าบอกเจ้านั่นแหละ”
ผู้บอกเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเหยียดขายาวแข็งแกร่งรูปสวยของตนออกไปข้างหน้า แล้วมองสบตาสวยของสาวงามนิ่งนานจนใบหน้าของนางแดงระเรื่ออย่างน่ารัก
“ไม่นะ...คุณจะ...”
หญิงสาวสวยร้องปฏิเสธแล้วลุกพรวดขึ้นทันที แต่ก่อนที่ร่างเธอจะลอยพุ่งขึ้นไปบนเพดาน ก็ถูกเขาจับคว้าข้อมือดึงเอาไว้ เธอรู้สึกเบาหวิวและมองลงไปที่เบื้องล่าง
“ว้ายยย...นี่มัน...อะไร...ทำไม...”
หญิงสาวร้องตกใจที่เห็นร่างของตนลอยโด่งอยู่เหนือพื้นห้องเกือบสิบฟุต พอหยุดคิดร่างก็ร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว เธอหลับตาปี๋ คิดว่าตนต้องหล่นโครมลงบนพื้นแน่ๆ แต่กลับหล่นลงสู่อ้อมแขนแข็งแรงของคนตัวสูงเกินเจ็ดฟุตที่จับมือเธอไว้
“ไม่ต้องตกใจ เจ้าเพิ่งตื่นขึ้นมารับรู้ชีวิตใหม่”
เลโอไนดัสตอบทั้งที่ยังกอดร่างงามในอ้อมแขน เพราะไม่อยากให้นางต้องเป็นอันตรายจากความคิดของตัวเอง เพราะยังไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอมตะในโลกแห่งมนตรา
“ชีวิตใหม่หรือ เอ้อ ฉันคิดว่า เอ้อ ฝันไป นี่ไม่ใช่ความจริงใช่ไหม ฉันไม่ได้...”
ฉับพลันภาพเหตุการณ์ช่วยต่อลมหายใจก็ไหลพรั่งพรูเข้าสู่สมองและจิตใจ อาร์ยานาส่ายหน้ากับความจริงที่หล่อนไม่อาจจะเชื่อกับมันได้ มนุษย์ธรรมดาอย่างหล่อนรอดตายจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก แต่ต้องกลายเป็นครึ่งคนครึ่งภูตพรายที่ต้องใช้ชีวิตไม่แตกต่างจากในหนังดังที่พระเอกรูปหล่อสุดเซ็กซี่ โรเบิร์ต แพตธินสัน แสดงเป็นแวมไพร์ นึกแล้วก็อยากหยิกเนื้อตัวเองดูสักที เผื่อความฝันนี่จะหายไป
“มันเป็นความจริง ชีวิตกึ่งภูตพรายเป็นชีวิตใหม่ที่เจ้าต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย”
เลโอไนดัสจับความคิดของหญิงสาวในอ้อมแขนได้ และบอกหล่อนด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะพาไปนั่งบนโซฟายาวใกล้หน้าต่าง โดยยังโอบอุ้มร่างบางเบาในอ้อมแขนไว้บนตักที่คนทั้งสองต่างรู้สึกถึงพลังดึงดูดระหว่างกัน อาการวูบวาบและใจเต้นแรงแสดงออกมาอย่างแจ้งชัดเพียงแค่การสบตาและการแตะต้องสัมผัสธรรมดาๆ
“ปล่อย...ปล่อยฉันลงก่อนค่ะ...ฉัน...”
อาร์ยานาพยายามขยับตัวออกจากอ้อมแขนพันธนาการ แต่ร่างของเธอเหมือนถูกล็อกเก็บกักแน่นด้วยลำแขนแข็งแรงเป็นมัดกล้ามอย่างอัศวินของเขา
“ยังปล่อยไม่ได้หรอก เจ้าต้องฟังสิ่งที่ข้าจะบอกต่อไปนี้ให้เข้าใจ และทำตามอย่างเคร่งครัด”
เสียงทุ้มนุ่มนวลของเลโอไดนัสอธิบายสิ่งที่หญิงสาวในอ้อมแขนต้องรับรู้รับฟังเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตอมตะในโลกแห่งมนตราที่นางเอาแต่ส่ายหน้า
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ฉันจะเคลื่อนไหวเพียงแค่การนึกคิดได้ยังไง แล้วจะเปลี่ยนเป็นอะไรได้นอกจากตัวฉัน ฉันคงจะกินเลือดเนื้อสดๆไม่ได้ มันไม่ใช่อาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย”
อาร์ยานาไม่อาจยอมรับกับสิ่งที่เขาบอกกล่าวได้ ในความเป็นมนุษย์หล่อนต้องเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนด้วยกำลังแขนขาของตัวเอง และการเป็นมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด เป็นเหตุสุดวิสัยที่เธอจะยอมตามได้
“แต่ไม่ใช่ต่อสภาพร่างกายแบบใหม่ของเจ้า เจ้าจำเป็นต้องกินเลือดและเนื้อเป็นอาหาร” เลโอไนดัสบอกกล่าวแก่ร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขน ความรู้สึกลึกซึ้งทำให้เขาต้องกอดกระชับเอาไว้ราวกับนางเป็นทารกน้อยที่เขาหวงแหน
“ฉันทำไม่ได้ ฉันอยากกลับบ้าน” เสียงร้องเสมือนวิงวอนของหญิงสาวฟังโหยหวนจนเจ้าตัวยังรู้สึกแปลกใจ
“เจ้ากลับบ้านไม่ได้อีกแล้ว เจ้าไม่ใช่พวกเขาอีกต่อไป เจ้าเป็นมนุษย์กึ่งภูตพรายไม่ใช่มนุษย์โลก” เสียงเศร้าสร้อยของเขาสัมผัสถึงหัวใจว้าวุ่นของหญิงสาวผู้ยังไม่ยอมรับสภาพใหม่ที่ตนเป็น
“ไม่...ไม่จริง...ฉันยังเป็นมนุษย์อยู่นี่ไง...” แม้จะรับรู้ถึงสิ่งที่ตนเป็น แต่ความรู้สึกแบบมนุษย์ปุถุชนยังไหลเวียนอยู่ในตัวจนไม่อาจจะยอมรับเป็นอื่นได้
“ฉันจะไม่ยอมกินเลือดเนื้อของใคร และต้องการพบเพื่อนๆของฉัน”
อาร์ยานาอยากพบเพื่อนๆ อยากรู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง จึงผละออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่ง แต่ต้องงงงันกับร่างกายวูบไปวูบมาตรงจุดนั้นจุดนี้รอบห้องตามใจนึกคิดหาทางออกทางลงจากประตูหรือบันได แต่มันไม่มีอะไรสักอย่าง ในที่สุดเธอก็กลับมาหยุดตรงหน้าเขา และมองสบตาเขาด้วยสายตาเป็นคำถาม
“ต่อไป เจ้าต้องระมัดระวังความนึกคิดของตัวเองให้มาก เพราะมันอาจจะทำให้เจ้าต้องเจ็บตัวได้ ทุกขณะที่จะนึกคิดหรือจะขยับกายเจ้าต้องทำอย่างมีสติ ไม่กี่วันเจ้าก็จะชินกับมันไปเอง ส่วนห้องนี้ เป็นที่พำนักส่วนตัวของข้า มันอยู่ชั้นบนสุดของถ้ำคูหาที่พวกเราอาศัย ไม่มีประตูหรือบันไดขึ้นลง แต่ตอนนี้เจ้าจะออกไปไหนไม่ได้ เพราะข้าร่ายมนตรากั้นอาณาเขตไว้จนกว่าเจ้าจะยอมรับและยอมเข้าใจในวิถีชีวิตใหม่ของตัวเองได้ดีแล้ว”
เลโอไนดัสมองลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำเงินสุกใส ใจคิดว่ามันช่างสวยจับจิต และรู้สึกได้ถึงกระแสบางอย่างที่ถ่ายทอดมาถึงกันและเดินไปจับร่างที่เลิกขยับหนีพาเดินไปที่ที่เป็นเหมือนห้องอาหาร
“ทะ...ทำไมล่ะ” อาร์ยานาเอ่ยถามขณะถูกพามานั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง
“เพราะที่นี่มีอันตรายอยู่รอบด้าน เจ้าอาจจะเป็นอันตรายได้”
“ไหนว่าเป็นชีวิตอมตะ ไม่แก่ ไม่เจ็บป่วย ไม่ตาย ฉันจะมีอันตรายจากอะไร”
“อันตรายจากทุกสิ่งทุกอย่างที่มีพลังเหนือกว่า เจ้าอาจจะไม่ตาย แต่ก็มีความรู้สึกเจ็บปวดได้เหมือนกับมนุษย์เผ่าพันธุ์เดิม และอาจจะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส หรือถูกทำลายจนสูญสลายจากผู้หนึ่งผู้ใดที่มีพลังเหนือกว่าได้” เลโอไนดัสพยายามบอกทุกอย่างที่นางควรรู้
“นับแต่วันนี้ไป เจ้าจะต้องเรียนรู้การใช้พลังมนตรา เริ่มจากการปิดกั้นความคิด การอำพรางตัวเอง การเอาตัวรอด ตลอดจนถึงการแปลงร่าง ต่อไปเจ้าต้องมีร่างแปลง เพื่อเอาไว้หาอาหาร และอาหารนี่จะช่วยให้เจ้ามีร่างกายอมตะอย่างสมบูรณ์” ผู้นำหนุ่มบอกขณะเดินไปเปิดตู้ที่ลักษณะเหมือนตู้เย็นจากกระไอเย็นพวยพุ่งออกมา
“ฉันต้องเรียนรู้อีกนานไหม...แล้ว...นี่อะไร...” หล่อนถามขณะจับจ้องแก้วใส่น้ำสีแดงหลายใบในถาดที่เขาถือมา
“ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้า ตอนนี้เจ้ารู้สึกยังไง” เขาตอบและถามกลับขณะที่วางถาดลงบนโต๊ะตรงหน้าหล่อน
“ก็หิวสิคะ ตอนนี้ฉันอยากกินทุกอย่างที่มีอยู่ในนี้” ผู้ที่กำลังหิวตอบพร้อมกับชี้ไปที่แก้วน้ำสีแดง
“ลองชิมดูสิ” เขายื่นแก้วหนึ่งไปตรงหน้าหล่อน
“คุณจะให้ฉันดื่มไวน์ก่อนอาหารหรือ”
อาร์ยานาไม่ลังเลที่จะหยิบแก้วบรรจุน้ำสีแดงขึ้นมาจรดปาก เธอรู้สึกอยากลิ้มรสไวน์จนน้ำลายสอ แต่พอจมูกสัมผัสกลิ่นน้ำสีแดงกลับรู้สึกวิงเวียน และพอลิ้นได้ลิ้มรสก็ต้องรีบถ่มมันทิ้งทันที
“อี้ย...นี่มันไม่ใช่ไวน์นะ” เธอร้อง มองแก้วบรรจุน้ำสีแดงอย่างตื่นตะลึง
“ก็ไม่ใช่ไวน์น่ะสิ นี่เป็นเลือด เป็นอาหารที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตอมตะอย่างเราให้ดำรงอยู่ได้ และมันก็จำเป็นต่อร่างกายของเจ้า” เขายิ้มกึ่งขำ มองหน้าผู้ที่นั่งจ้องแก้วไวน์ตาไม่กะพริบ
“อะ...อาหารของฉันหรือ...ฉัน...ฉันกินมันไม่ได้หรอก” อาร์ยานาทำท่าแขยง รู้สึกขนพองสยองเกล้า เมื่อคิดถึงการต้องกินเลือดสดเป็นอาหาร
“เจ้าต้องกินมัน ไม่เช่นนั้นร่างกายจะแห้งเหี่ยวและหมดเรี่ยวแรงลงทุกวัน”
“ไม่จริง...ฉันต้องการอาหาร อาหารอย่างที่มนุษย์กินกัน ฉันต้องการอาหารได้ยินมั้ย”
อาร์ยานารู้สึกโกรธและหิวพอๆกัน เธอปัดแก้วไวน์จนมันล้มลงเทเลือดสีแดงกระจายแผ่ไปบนโต๊ะตัวใหญ่ แต่กลิ่นคาวคลุ้งน่าสะอิดสะเอียนของมันมีอยู่แค่ชั่วขณะ โดยมีความหอมหวานชวนลิ้มรสเข้ามาแทน และเจ้าความรู้สึกแปลกใหม่นี้ทำให้เธอทั้งหิวทั้งกระหายจนน้ำลายสอจนต้องเลียริมฝีปากแสดงอาการอยากลิ้มลองอย่างไม่รู้ตัว
“จะลองชิมมันดูอีกครั้งก็ได้นะ นานไปเจ้าก็จะชินกับกลิ่นของมันไปเอง ลองสิ แล้วเจ้าจะรู้ว่า ครั้งต่อไปจะดีขึ้นกว่าเก่า และเจ้าก็อาจจะชอบมัน”
เขายื่นแก้วของตนส่งให้ มองเห็นเขี้ยวเล็กแหลมของหญิงสาวงอกออกมาขณะที่เจ้าตัวยังไม่รู้สึก เพราะอารมณ์กรุ่นโกรธผสมผสานกับความกระหายหิวอันเป็นสัญชาตญาณของเผ่าพันธุ์แห่งมนุษย์กึ่งภูตพรายในโลกอมตะ
“ไม่...ไม่...ไม่...”
อาร์ยานาร้องปฏิเสธ พยายามข่มกลั้นความหิวและความอยาก เธอปัดเจ้าสิ่งที่ปฏิเสธออกไป และกวาดฝ่ามือลงบนพื้นโต๊ะจนน้ำสีแดงที่หกอยู่กระเซ็นสาดเปรอะเปื้อนไปรอบทิศทาง พลางร้องโหยหวนอย่างที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงเธอ มันไม่ใช่ตัวเธอ แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง
