บทที่ 9 นางจะหายไป
“หมิ่งเยว่หายไปรึ! นางจะหายไปไหนได้ นางอาจจะอยู่ในอุทยานจันทราประกาศิตก็ได้”
ร่างสูงโปร่งสง่างามเหมาะเป็นเทพเคารพสักการะ กิริยางดงามเมื่อทุกคนพบเห็น เขายังมีใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยก นัยน์ตาสีดำทั้งสองข้าง คิ้วหนาแต่งแต้มจินเตี่ยนตรงกลางหน้าผากสีขาวลายดอกบัว และมีริมฝีปากบาง เขานั้นสวมใส่ชุดสีขาวสะอาดตาตลอดทั้งตัว รัดเกล้าสูงประดับด้วยเงินสมกับเป็นองค์ชายแห่งแดนสวรรค์ เขาก็คือองค์ชายเสวี่ยเหรินแห่งเผ่าสวรรค์บุตรชายของเทียนหมิงเทียนจวินและเหวินเต๋อเทียนโฮ่ว และเป็นองค์ชายองค์เดียวที่เกิดพร้อมกับหมิ่งเยว่ในร่างดอกบัวม่วงทอง
“หม่อมฉันหาดีแล้วเพคะ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเพคะ หม่อมฉันเลยมาหาองค์ชาย เผื่อว่าองค์หญิงหมิ่นเยว่จะมาเที่ยวที่ตำหนักของพระองค์” นางกำนัลสาวนามว่าหมู่ตานเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลอย่างมาก เพราะหมิ่งเยว่ชอบหนีเที่ยวไปยังโลกมนุษย์ ทำให้เทียนโฮ่วเป็นห่วงอยู่ร่ำไป
“คงลงไปเที่ยวหาสุราดอกเหมยของเยี่ยนกูโถวเช่นเคย เจ้าอย่าเป็นกังวลไปเลย”
“หม่อมฉันก็ขอให้เป็นเช่นนั้น” หมู่ตานยังคงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“เจ้าเองก็อย่าพึ่งไปบอกเหนียงชิน ข้าไม่อยากให้นางเป็นกังวลไปอีกคน” เสวี่ยเหรินเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงหนักใจกับน้องสาวคนเดียวของเขาที่ชอบเล่นซุกซน ทำให้ผู้อื่นเป็นห่วงร่ำไป พอดุหน่อยว่าหน่อยก็ชอบทำสายตาออดอ้อน จนเขาอ่อนใจไม่กล้าที่จะดุนาง นางหายไปเช่นนี้ไม่รู้จะเกิดเรื่องหรือไม่นะ แต่เขาภาวนาให้นางไม่เป็นอะไร และคิดว่าคงอยู่กับสหายของเขาเยี่ยนกูโถว
“เทียนโฮ่วเสด็จ” เสียงของทหารเซียนหน้าตำหนักดังเข้ามา
“หมู่ตาน เจ้ากลับไปก่อน” องค์ชายเสวี่ยเหรินเอ่ยบอกนางกำนัลของหมิ่งเยว่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง หมู่ตานถวายบังคมองค์ชาย แล้วเลือนหายไปในทันที ขณะที่เทียนโฮ่วก้าวเดินเข้ามาภายในตำหนัก
“เหนียงชิน” เสวี่ยเหรินถวายบังคมเหวินเต๋อเทียนโฮ่ว นางกำนัลสาวของคนของเทียนโฮ่วพวกนางต่างถวายบังคมเสวี่ยเหริน ก่อนที่เสวี่ยเหรินจะถวายบังคมเทียนโฮ่ว
“เมื่อครู่ข้าเห็นหมู่ตานมาหาเจ้า แล้วนางไปไหน หรือว่าหมิ่งเยว่ไปเที่ยวแดนมนุษย์อีกแล้วใช่หรือไม่” เทียนโฮ่วเอ่ยถามองค์ชายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นางกำนัลสาวประคองเทียนโฮ่ว องค์ชายเองก็ประคองเทียนโฮ่วอีกข้าง
“คือว่า...”
ไม่ทันที่องค์ชายเสวี่ยเหรินจะเอ่ยต่อ เสียงใสๆ จากหญิงสาวดังเข้ามาเสียก่อน
“เหนียงชิน หม่อมฉันอยู่นี่เพคะ” หมิ่งเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส เช่นเดียวกับใบหน้าอ่อนหวานที่เผยรอยยิ้มออกมาอย่างไร้กังวล มือเรียวทั้งสองข้างถวายบังคมเทียนโฮ่วและองค์ชายด้วยรอยยิ้ม
“หมิ่นเยว่เจ้าหายไปไหนมา” เสวี่ยเหรินเอ่ยถามหมิ่งเยว่ด้วยความเป็นห่วง
“ข้าไปเดินเล่นแถวๆ นี้ ไม่รู้ว่าพวกท่านกำลังตามหาหม่อมฉัน” หมิ่งเยว่เอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม
“อีกไม่นานเจ้าต้องไปเผชิญด่านเคราะห์ ข้าละเป็นห่วงเจ้าจริงๆ” เหวินเต๋อเทียนโฮ่วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงหนักใจ ดูแลองค์หญิงดูซุกซนไม่สนใครว่าจะเป็นห่วงหรือไม่ นั้นอาจเพราะนางไม่เคยหวั่นกลัวสิ่งใดมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ขนาดสมุนมารขึ้นมาทำร้ายนางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า นางตั้งรับอย่างไม่เกรงกลัวทั้งที่พึ่งจะฝึกเพลิงกระบี่ไม่กี่วันก็ตามที
“เหนียงชินไม่ต้องเป็นห่วงหม่อมฉัน หม่อมฉันดูแลตัวเองได้เพคะ” หมิ่งเยว่เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ขณะที่นางนั่งลงเผชิญหน้ากับเทียนโฮ่ว เทียนโฮ่วจับมือเรียวของนาง
“ถึงเจ้าจะโตแล้ว ข้าก็เป็นห่วงอยู่ดี” เทียนโฮ่วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“ข้าเกิดมาจากพลังเวทย์ของฟู่จวินและเหนียงชิน เหนียงชินอย่าได้กังวลไปเลยเพคะ ข้าสัญญาจะดูแลตัวเองให้ดี วันนี้หม่อมฉันอยากเรียนรู้ปลูกเห็ดหลินจือสวรรค์ เหนียงชินพอมีเพลาให้หม่อมฉันหรือไม่” หมิ่งเยว่เอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม
“ข้ายอมลูกอ้อนของเจ้าจริงๆ” เทียนโฮ่วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ ทอดสายตามองธิดาเพียงคนเดียวด้วยความเอ็นดู นางรักบุตรทั้งสองไม่น้อยไปกว่ากัน ถึงหมิ่งเยว่จะเกิดมาพร้อมภาระที่ยิ่งใหญ่ ด้วยความเป็นเหนียงชินมีหรือจะไม่ห่วงลูกของนาง...
