บทที่ 1.3
“ท่านแม่ทัพ ไม่” เสียงอู๋อิงสงร้องตะโกนเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทั้งสองได้ยินก่อนทุกอย่างจะดับมืดลง
วันวิสาข์ขยับตัวด้วยความอึดอัด เมื่อลืมตาขึ้นจึงได้รู้ว่าโดนคนตัวโตกว่าเกยทับเอาไว้เกือบทั้งตัว คาดว่าสายน้ำคงพัดพาทั้งสองมาไกลพอสมควร เพราะมองไม่เห็นป่าสนและสะพานที่ทั้งคู่ร่วงลงมาแล้ว สติสัมปชัญญะที่เริ่มเลือนรางทำให้วันวิสาข์พยายามสูดอากาศเข้าปอด อาจเพราะเขาตัวหนักทำให้หายใจไม่สะดวก แต่ไม่นานกลับรับรู้ได้ว่ามีกลุ่มคนเข้ามาช่วยยกตัวเขาออก
“แม่นางเจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“ชายคนนี้ได้รับบาดเจ็บนี่”
“ชีพจรอ่อนจนแทบไม่เต้นแล้ว ลมหายใจของเขาก็ริบหรี่เต็มทน แม่นางเขาคือสามีของเจ้ากระมัง” คนเอ่ยยกข้อมือของเขาขึ้นและมองมาที่ข้อมือหญิงสาวเช่นกัน
“ของหมั้นของพวกเขากระมัง”
‘หมายถึงกำไลหรือ’ วันวิสาข์มองดูกำไลที่ข้อมือของชายหนุ่มแล้วแทบลืมหายใจ หญิงสาวยกข้อมือตัวเองขึ้นมาดู และพบว่ามันเหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก
“เขาเป็นอย่างไรบ้าง” วันวิสาข์เอ่ยถาม ทั้งยังพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น
ตอนนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าทำไม่ตนกับเขาเกือบต้องจมน้ำตาย สาเหตุคงเพราะเป้สนามใบโตนั่นเอง แต่พอถอดเป้วางลงก็ต้องคิดใหม่ เมื่อมองเห็นลูกดอกสามอันเสียบติดอยู่ที่เป้ วันวิสาข์จับชีพจรของเขาแล้วตกใจ เขาหยุดหายใจไปแล้วแต่ชีพจรยังอยู่แม้ว่าจะแผ่วมาก “พวกท่านถอยออกไปสักนิด เขาจะได้มีอากาศหายใจ”
“แต่เขาไม่หายใจแล้วนี่”
“ไม่หรอก” วันวิสาข์จับใบหน้าเขาแหงนเงยขึ้น ตรวจว่าในปากของเขาไม่มีสิ่งแปลกปลอมหลงเหลือ ก่อนใช้ฝ่ามือทั้งสองประสานกันกดลงไปบนหน้าอกเขาเป็นจังหวะ “หายใจ หายใจ ท่านต้องหายใจ หายใจสิ” เอ่ยจบก็ก้มลงเอาหูแนบหน้าอกเขาอีกครั้ง ทว่าไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
เหล่าคนที่เข้ามาดูเหตุการณ์เริ่มส่งเสียงเห็นใจ ตอนที่หญิงสาวก้มลงเป่าลมหายใจลงไปแบบปากต่อปาก ก็มีเสียงอึงคะนึงอย่างไม่เข้าใจจากคนรอบข้าง และมีเสียงหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างเห็นอกเห็นใจ “แม่นางเจ้าก็ตัดอกตัดใจเถิดนะ เขาตายไปแล้ว แต่เจ้ายังต้องอยู่ต่อ”
“นั่นสิอย่าทำแบบนี้เลยดูจากบาดแผลและที่เขานอนทับเจ้าเมื่อครู่เขาพยายามปกป้องเจ้า เจ้าก็อย่าทำให้เขาเสียแรงเปล่าเลย” หลายคนยังคงปลอบทว่าวันวิสาข์ยังคงทำแบบเดิมสลับกันไปมา กระทั่งคนที่นอนนิ่งเมื่อครู่สำลักออกมา ชายหนุ่มลืมตาช้าๆ พร้อมกับไอออกมาถี่ๆ
หลายคนในที่นั่นถึงกับตกใจกลัว เพราะมันเหมือนกับว่าชายหนุ่มตายแล้วฟื้นคืนชีพ
“รู้สึกอย่างไรบ้าง” วันวิสาข์ยิ้มให้เขาเมื่อเขาหันหน้ามามอง
“เป็นไปได้อย่างไรเมื่อครู่เขาไม่หายใจแล้วนี่”
“นั่นสิข้าเอานิ้วจ่อดูแล้วเขาไม่หายใจจริงๆนะ”
“หรือเมื่อครู่นางแบ่งลมหายใจของนางให้เขา”
“จริงหรือ นางคงจะรักสามีนางมากนะ”
“นั่นสินะ ดูเหมือนเขาก็ปกป้องนางนี่ โถ พวกเจ้าช่างมั่นคงต่อกันและกันเหลือเกินนะ”
“ว่าแต่ว่านางทำได้ยังไงกัน”
“นั่นสิ”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ ไม่ได้เข้าไปในประสาทการรับรู้ของวันวิสาข์เลย ตอนนี้หญิงสาวคิดเพียงแต่จะช่วยคนเจ็บ กระทั่งผ่านไปนานจึงรู้ว่าขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้ กำลังจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เพื่อเริ่มต้นค้าขายหลังจากที่สงครามเพิ่งจะสงบ พวกเขาบังเอิญเข้ามาเห็นเหตุการณ์และช่วยทั้งคู่ไว้ มีหลายคนคอยช่วยเหลือตอนหญิงสาวทำการรักษา ทุกคนต่างก็พากันตกตะลึง เมื่อเห็นวิธีการรักษาแบบใช้มีดผ่าเอาลูกดอกออก และเย็บผิวหนังเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นก็พูดไปต่างๆ นาๆ
กลางดึกขณะที่วันวิสาข์กำลังพิจารณากำไลของคนที่นอนเจ็บอยู่ เสียงโหวกเหวกก็ดังขึ้นในกระโจม “แม่นางเจ้าช่วยลูกของข้าด้วย” หัวหน้าขบวนพ่อค้าเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาว
“ท่านลุงเกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ลูกข้า ลูกข้า”
“เขาเป็นอะไร” วันวิสาข์ถูกลากออกมาและเห็นเด็กคนหนึ่งนอนชักน้ำลายฟูมปากจึงรีบวิ่งเข้าไปดู “พวกท่านถอยออกไป อย่าเข้ามามุง ฮูหยินท่านปล่อยเขาก่อนท่านทำให้เขาหายใจไม่ออก”
“ช่วยลูกข้าด้วยช่วยเขาด้วย”
“เขาเป็นมานานเท่าไหร่แล้ว”
“ข้าเดินเข้ามาก็เห็นเขาเป็นแบบนี้แล้ว” ฮูหยินหัวหน้าพ่อค้าร้องไห้ราวจะขาดใจ
“จับเขานอนตะแคงคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้หมด”
