บทนำ
บทนำ
สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ
ผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออกพากันเดินขวักไขว่เต็มพื้นที่สนามบินที่ไม่เคยหลับใหล อาจเพราะตอนนี้เป็นวันหยุดยาวคนเลยเยอะผิดปกติ สัมภาระที่ติดตัวมามีเพียงกระเป๋าเดินทางใบกลางเท่านั้น นัยน์ตาสีเข้มทอดมองไปยังจุดรอผู้โดยสารขาเข้า เจ้าของร่างสูงโปร่งเสื้อผ้าไหมสีเหลืองอ่อนยืนฉีกยิ้มอยู่ไกลๆ แต่เขาจำได้ไม่ผิดแน่นอน
“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมารับ ผมกลับเองได้ ไม่หลงหรอกน่า” ทันทีที่สาวเท้ามาถึง ผู้ให้กำเนิดอ้าแขนตรงปรี่กอดเสียแนบแน่น กำปั้นหนักๆ ทุบหลังคล้ายขัดใจที่เขาพูดออกไปแบบนั้น
“รู้ย่ะว่ากลับเองได้ แต่แม่มารับทั้งทีไม่ดีใจหน่อยหรือไงฮึ !” อนงค์ว่าพลางหอมแก้มบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนทั้งแก้มซ้ายซ้ายขวา ขณะที่เจ้าตัวถอนหายใจเฮือกใหญ่
“โตแล้วทำเป็นหวงเนื้อหวงตัว”
พิชญ์หัวเราะแล้วหอมแก้มมารดากลับไป ไม่เจอกันหลายปีท่านดูแก่ลงไปบ้างทว่ายังคงสวยที่สุดในสายตาของเขา แต่เหมือนจะมีบางอย่างที่แปลกไปเพราะตอนนี้ไม่เห็นใครบางคนอย่างที่ควรจะเป็น
ปกติตัวติดยิ่งกว่าอะไรดี
“แม่มาคนเดียวเหรอครับ”
“คนเดียวที่ไหน ยัยติ๋มก็มาด้วย”
“ผมหมายถึงหลานสาวของแม่น่ะ”
“อ๋อ…” อนงค์สอดแขนคล้องลูกชายแล้วเดินไปคุยไป โดยให้คนขับรถเป็นคนลากกระเป๋าเดินทางตามหลังมา “น้องไม่สบายแม่เลยให้น้องพัก ยังไงกลับไปก็เจอกันอยู่แล้ว”
“ผมไม่ได้สนใจหรอกครับว่าจะมาหรือไม่มา ตอนแรกคิดว่าจะออกจากบ้านไปแล้วเสียอีก แม่ก็ใจดีเกินไป” น้ำเสียงของชายหนุ่มห้วนจัดอย่างที่เห็นได้ชัด ขณะที่กรามแกร่งบดเข้าหากันเมื่อนึกถึงอดีต
อนงค์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ยกมือลูบแขนลูกชายหวังให้อารมณ์เย็นลงบ้าง ไม่คิดว่าพิชญ์ยังผูกใจเรื่องพวกนั้นมาจนถึงตอนนี้ จะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องที่จะลืมได้ง่ายๆ หรอก
อีกอย่าง…นิรินไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนั้น
“เรื่องมันผ่านมานานแล้วนะพิชญ์ แม่ไม่ได้คิดอะไรแล้ว”
พิชญ์ไม่พูดอะไรแต่สีหน้าเคร่งขรึมเมื่อคำนวณถึงจำนวนเงินและบุญคุณที่คนเป็นแม่มอบให้กับผู้หญิงคนนั้น เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าหล่อนเจอหน้าเขาแล้วจะเป็นยังไง
ไม่สบายที่ว่านั่นน่ะ…ป่วยการเมืองหรือเปล่า
ยัยนั่นแค่ไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับเขาก็เท่านั้น !
บริเวณรอบบ้านยังคงอบอุ่นไม่เปลี่ยนแปลง ต้นไม้มีเยอะกว่าเดิมทำให้ร่มรื่นกว่าเดิมแถมยังมีดอกไม้ปลูกริมรั้วนั่นอีก เห็นสีสันพวกนั้นแล้วก็สบายตาไปอีกแบบ
“เพิ่งรู้ว่าแม่ชอบปลูกต้นไม้ หรือผมคิดไปเองว่ามันมีเยอะกว่าเดิม” พิชญ์มองผ่านกระจกรถยนต์กระทั่งมันถูกเคลื่อนตัวมาจอดเทียบหน้าบ้านแบบพอดิบพอดี
“แม่ไม่ได้ปลูกเองหรอก พิชญ์ก็รู้ว่าแม่ก้มนานๆ ไม่ได้มึนหัว ฝีมือน้องน่ะ ทั้งหมดเลย นิ้งคอยดูแลทุกอย่างในบ้าน” อนงค์หวังแค่ว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยลบล้างอคติในใจของลูกขายลงไปบ้าง
“มันก็สมควรเป็นแบบนั้นครับ จะมานั่งๆ นอนๆ กิน ในขณะที่ใช้เงินคนอื่นได้ยังไง”
ในอนาคตข้างหน้าอนงค์ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สงสารก็แต่นิรินที่อาจจะอึดอัดใจแล้วต้องอดทนต่ออารมณ์ร้อนๆ ของลูกชาย ซึ่งเธอเองก็ไม่ปรารถนาที่จะให้หลานออกไปหางานข้างนอก
แม้ว่ามารดาของนิรินจะหักหลังกันได้อย่างเจ็บเจียนตาย แต่เธอยังรักและเอ็นดูหญิงสาวไม่ต่างจากสายเลือดตัวเอง ลองมองมุมกลับกันดูบ้างว่าหากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นจะเป็นอย่างไร แต่พูดไรใช่ว่าลูกชายตัวดีของเธอจะรับฟัง
“แล้วคนโปรดของแม่ไม่คิดจะลงมาต้อนรับผมหน่อยเหรอครับ”
“เอ่อ…เมื่อครู่แย้มให้เด็กไปเรียกคุณนิ้งแล้วค่ะคุณผู้หญิง แต่เหมือนว่าจะไข้จะขึ้น ตัวยังร้อนไม่หายเลยค่ะ”
“แล้วพาไปหาหมอหรือยัง”
“คุณนิ้งเธอว่ากินยาแล้ว เดี๋ยวก็หายค่ะ ไม่อยากไปหาหมอ”
“ดื้อตลอดเลย”
“แม่จะไปไหนครับ”
“นิ้งไม่ได้พักที่เรือนใหญ่ น้องอยู่เรือนเล็กน่ะ”
พิชญ์พยักหน้าเออออไปกับคนเป็นแม่ ผู้หญิงคนนั้นไม่มีสิทธิ์เข้ามาเหยียบบ้านหลังนี้ด้วยซ้ำ ให้ออกไปอยู่ข้างนอกตัวบ้านมันก็สมฐานะดีแล้วไม่ใช่เหรอ…
