
บทย่อ
เหตุด้วยองค์ชายสามหนิงหลง ผู้เป็นโอรสลำดับที่สามขององค์จักรพรรดิแห่งสวรรค์ เมื่อครั้งในวัยเยาว์ได้ล่วงเกินองค์ราชินีเทพธิดาบุปผาสวรรค์ จนทำให้เขาจำต้องรับเคราะห์กรรมหนึ่งชาติ โดยมีข้อกำหนดว่าจะต้องมาจุติใหม่ในสวนป่าบุปผาสวรรค์ ในร่างของ สัตว์ที่มีวรรณะต่ำที่สุดในสวนป่าบุปผาสวรรค์แห่งนี้ ด้วยเพราะอุปนิสัยขององค์ชายสามหนิงหลง ซึ่งเป็นผู้กล้าหาญชาญชัย แต่เพราะความเยาว์จึงทำให้ตนใจร้อนหุนหันพลันแล่น จึงเผลอพลั้งปากยอมรับคำท้าทายของพระนางองค์ราชินีบุปผาสวรรค์ และด้วยความเป็นผู้ที่กล้าทำกล้ารับเช่นนี้ จึงทำให้องค์ราชินีบุปผาสวรรค์ สบโอกาสได้ทวงแค้นคืนไฟสุมทรวงที่มีมาเนิ่นนานหลายพันปี จากอดีตคนรักเก่าองค์จักรพรรดิแห่งสวรรค์ และองค์ราชินีแห่งสวรรค์ ผู้ซึ่งเป็นเสมือนหนามยอกอกของนาง
บทนำ
เหตุด้วยองค์ชายสามหนิงหลง ผู้เป็นโอรสลำดับที่สามขององค์จักรพรรดิแห่งสวรรค์ เมื่อครั้งในวัยเยาว์ได้ล่วงเกินองค์ราชินีเทพธิดาบุปผาสวรรค์ จนทำให้เขาจำต้องรับเคราะห์กรรมหนึ่งชาติ
โดยมีข้อกำหนดว่าจะต้องมาจุติใหม่ในสวนป่าบุปผาสวรรค์ ในร่างของ สัตว์ที่มีวรรณะต่ำที่สุดในสวนป่าบุปผาสวรรค์แห่งนี้
ด้วยเพราะอุปนิสัยขององค์ชายสามหนิงหลง ซึ่งเป็นผู้กล้าหาญชาญชัย แต่เพราะความเยาว์จึงทำให้ตนใจร้อนหุนหันพลันแล่น จึงเผลอพลั้งปากยอมรับคำท้าทายของพระนางองค์ราชินีบุปผาสวรรค์
และด้วยความเป็นผู้ที่กล้าทำกล้ารับเช่นนี้ จึงทำให้องค์ราชินีบุปผาสวรรค์ สบโอกาสได้ทวงแค้นคืนไฟสุมทรวงที่มีมาเนิ่นนานหลายพันปี จากอดีตคนรักเก่าองค์จักรพรรดิแห่งสวรรค์ และองค์ราชินีแห่งสวรรค์ ผู้ซึ่งเป็นเสมือนหนามยอกอกของนาง
**********************************************************
---------------------------------------------
อารัมภบท
........................
.....................
“องค์ราชินีบุปผาสวรรค์ !! “
“เป็นนาง!!”
“เหตุใดนางจึงมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่!?”
“นั่นสิ!! เหตุใดนางยังกล้ามาประจันหน้ากับองค์จักรพรรดิอีก หรือว่านางไม่มีความเกรงกลัวบ้างเลย”
“ข้าคิดว่า… ความโหดร้าย และจิตใจมืดบอดที่นางมี อาจจะทำให้นางเสียสติเสียแล้วกระมัง!?”
“นั่นนะสิ! ครานี้องค์จักรพรรดิคงไม่ยอมให้นางขัดขวางการคืนชีพขององค์ชายสามเป็นแน่”
“เป็นข้า! ข้าก็ไม่ยอม!! บุตรชายของตนไม่ได้กระทำความผิด แต่กลับต้องยอมรับผิดเพราะไม่อยากเห็นความขัดแย้งของสวรรค์”
“ใช่ๆ จิตใจกว้างขวางนัก... หาได้ยากยิ่ง! องค์ชายสามถึงกับยอมสละชีพ ต้องคำสาปนานนับพันปี”
“นั่นนะสิ! กว่าจะผ่านการพิสูจน์มาได้ขนาดนี้”
“เวรกรรม... เวรกรรม.... น่าเวทนายิ่งนัก.... น่าเวทนายิ่งนัก”
เสียงวิพากย์พิจารณ์ต่าง ๆ นานาจากเหล่าเทพเซียนมากหน้าหลายตา ที่มาชุมนุมกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้ แข่งกันออกความคิดเห็นกันไปคนละเล็กคนละน้อย จนเกิดเสียงดังอื้ออึงราวกับผึ้งแตกรัง
แต่ดูราวกับว่ายิ่งได้รับการกล่าวหากันมากเท่าไร ก็ยิ่งกลับกลายให้เป็นแรงผลักดัน สำหรับองค์ราชินีบุปผาสวรรค์ตัวต้นเรื่อง
นางรับรู้ถึงความทรงพลังและยิ่งเกิดความทะนงตนมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุดนางก็เอ่ยประโยคแรกที่ถึงกับทำให้ฟ้าต้องเกิดความสะเทือนเลือนลั่นออกมา
"เจ้าพวกโง่!! เรื่องแค่นี้ยังไม่รู้ … แล้วยังจะกล้าเรียกตัวเองว่าเทพเซียนผู้ปราดเปรื่อง ทั้งที่ความรู้จริงๆ ไม่เคยมีประดับปัญญาเลยสักนิด"
"นี่เจ้า!! กล้าสบประมาทพวกข้า!! อย่าลืมสิว่า… แม้ว่าเจ้าจะมีพลังปราณเซียนสูงสุด กล้าแกร่งเพียงใด ก็ยังล้มได้หากประมาท"
หนึ่งในบรรดาเทพเซียนที่ยืนอยู่ ตอบโต้คำกล่าวหาของนางด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
"หึ!! ข้านะหรือจะประมาทให้พวกโง่อย่างเจ้า!! และหากมีวันนั้นจริง ก็กลัวว่าเจ้า! จะยังคงไม่มีความสามารถพอ!!"
"สามหาวนัก!! หากเจ้าไม่กลืนไข่มุกดำลงไป เจ้านะหรือจะปากกล้าได้เช่นนี้!!"
เป็นเทพเซียนวิหค ที่กล้าก้าวเท้าออกมาต่อปากต่อคำกับนางด้วยอีกคน เพราะทนไม่ได้ ที่ถูกนางสบประมาทซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เสียงที่เงียบไปแล้ว กลับอื้ออึงขึ้นมาอีกครั้งด้วยความไม่พอใจ
“ใช่ๆ นางช่างปากกล้านัก!!”
“นางโหดร้ายเกินกว่าจะเป็นเทพเซียนแล้ว!!”
“ใช่ที่สุด!! นางสมควรได้รับการลงโทษ!!”
“ควรลงโทษนาง !! ริดรอนพลังของนางลงซะ!!”
“สมควรแล้ว!! สมควรแล้ว!!”
เสียงที่แสดงความไม่ชอบใจในสิ่งที่นางกล่าวออกมา และขุ่นเคืองกับสิ่งที่นางทำเมื่อครั้งในอดีต ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและราวกับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงได้
"ข้าไม่ได้มีดีแค่ปากหรอกนะ…. หากพวกเจ้าคิดอยากจะลอง ข้าก็จะจัดให้!!"
นางไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครมาดูถูกดูแคลนได้ง่าย ๆ เมื่อไม่คิดที่จะหยุดน้ำคำที่ทำร้ายจิตใจของนาง นางเองก็ให้พวกเขารู้ถึงความอันตราย หากคิดที่จะแหย่ให้นางเกิดความขุ่นเคือง!!
ฝ่ามือขององค์ราชินีบุปผาสวรรค์ร้อนขึ้น และเริ่มก่อพลังจากเล็กๆ ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเพราะนางมีพลังปราณเซียนขั้นสูงสุด ทำให้สามารถเรียกกำลังภายในออกมาใช้ได้อย่างง่ายดาย ประกอบกับไข่มุกดำที่อยู่ในร่างของนางนั้น มีช่วยส่งกำลังของนางให้มีอานุภาพร้ายแรงยิ่ง
แม้ว่าจะไม่สามารถปลดปล่อยพลังที่มีทั้งหมดออกมาได้ เพราะขีดจำกัดของหุบเขาอวตารแห่งนี้ก็ตามที แต่พลังเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ก็สามารถทำให้เทพเซียนที่มีพลังปราณเซียนต่ำกว่าระดับเจ็ด ถูกทำลายจนย่อยยับเป็นปุ๋ยต้นไม้ได้เช่นกัน
หากไม่จำเป็น ใครหน้าไหนก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับองค์ราชินีบุปผาสวรรค์ผู้ไร้เหตุผลอย่างนางสักเท่าใดนัก ด้วยเพราะความเกรี้ยวกราดของนางนั้นเป็นที่เลื่องลือ ดังไกลถึงดินแดนแห่งความมืดนิรันดร์
หากพวกเขาไม่เกรงใจต่ออำนาจขององค์จักรพรรดิแห่งสวรรค์ ที่เคยมีไมตรีจิตต่อนางแล้วละก็ พวกเขาคงจะรวมตัวกันกำจัดนางให้สิ้นซากไปเสียแล้ว
แต่ก่อนที่องค์ราชินีบุปผาสวรรค์จะได้ซัดความเกรี้ยวกราดของตนฝากไว้บนกายของเทพเซียนปากไม่อยู่สุขเหล่านั้น เสียงทุ้มนุ่มฟังสบายราวกับหยาดน้ำทิพย์ชะโลมจิตใจ ก็เอ่ยขึ้นบรรเทาความร้อนรุ่มที่กำลังคุกรุ่นให้มอดลง
"น้องหญิงหากเจ้ารู้ถึงวิธีการ ได้โปรดบอกข้ามาเถิด บุตรชายของข้า ได้ชดใช้ให้เจ้าหมดแล้วด้วยความทุกข์ทรมาน เพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ครั้งเก่าก่อน ถือเสียว่าเห็นแก่ข้าเถิดนะ"
"ฮึ! ความสัมพันธ์ครั้งเก่าก่อนอย่างนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นข้าเห็นจะต้องทำลายบ่อหยกโสโครกนี่เสีย ความร้อนที่สุมอยู่ในใจของข้ามานานนับพันปี จึงจะดับลงได้!"
"นี่เจ้า!!"
องค์ราชินีแห่งสวรรค์ที่ทนฟังอยู่ เริ่มจะเกิดความเดือดดาล ด้วยเพราะไม่อาจที่จะทนระงับโทสะของตนเอาไว้ได้อีกต่อไป
"เจ้ามันชั่วช้าสามานย์ เกินกว่าที่จะอภัยได้"
“หากข้าชั่ว แล้วเจ้าเล่า จะให้ข้าเรียกว่าอย่างไร องค์ราชินีแห่งสวรรค์!”
องค์จักรพรรดิ์แห่งสวรรค์เล็งเห็นถึงสถานการณ์อันไม่ค่อยจะสู้ดีนัก จึงใช้พระหัตถ์แตะเบา ๆ ที่แขนขององค์ราชินีของตน เพื่อเป็นเชิงห้ามปราม เพราะสิ่งเดียวที่จิตใจของพวกเขาจดจ่ออยู่ คือการปรากฏตัวของโอรสของตน
แต่กระนั้นเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจของเทพเซียนคนอื่น ๆ ก็ยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะ ๆ
"ใช่ๆ...องค์ราชินีบุปผาสวรรค์ จิตใจของเจ้านั้นต่ำช้านัก เจ้าจวนจะกลายเป็นมารอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เจ้าหารู้ตัวไม่!"
"หากเจ้ากลายเป็นมาร...เจ้าคงรู้ดี.... ว่าจุดจบขององค์ราชินีบุปผาสวรรค์ เช่นเจ้าจะเป็นเช่นไร!"
รอยยิ้มที่แสดงออกถึงความไม่ยีหระปรากฏอยู่บนใบหน้างามสะคราญของนาง แม้ว่าความงามของนางจะเป็นที่เลื่องลือ แต่ด้วยนิสัยผูกใจเจ็บกลับกลบความงามของนางไปเสียจนหมดสิ้น หากเปรียบนางเป็นดั่งดอกไม้งามก็คงเป็นชนิดที่เรียกว่า ‘สวยแต่รูปจูบไม่หอม’ อย่างไรอย่างนั้น
องค์ราชินีบุปผาสวรรค์กล่าวถ้อยคำทั้งหมดที่พวกเขาอยากจะพูดเพื่อให้เสียดแทงใจดำของนาง แทนใจของทุกคนด้วยตนเอง โดยที่สายตาของนาง ไม่ฉายแววแห่งความสลดใจเลยแม้แต่น้อย
"วิญญานสูญสลาย ดวงจิตไม่สามารถฟื้นคืน ไม่สามารถเกิดใหม่ได้อีกเลยตลอดกาล! แล้วอย่างไรเล่า? ข้าจะต้องกลัวจนตัวสั่นเลยเช่นนั้นหรือ? "
เสียงหัวเราะเล็กแหลม ดังก้องไพร นางหัวเราะให้กับสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวของนาง
และก่อนที่จะมีการปะทะกันเกิดขึ้น เสียงหวีดโหยหวนราวกับคนกำลังครวญร่ำไห้ด้วยดวงใจที่แหลกสลาย ดังตามเข้ามาด้วยความกระชั้นชิด ทำให้องค์ราชินีบุปผาสวรรค์ถึงกับต้องชะงักเสียงหัวเราะของตนลง แม้แต่เทพเซียนทั้งหมดที่ยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ก็ถึงกับต้องหันกลับมามองที่ต้นเสียง อย่างพร้อมเพรียงกัน
***********************************
