บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ตรวจ DNA

"นายหมายความว่า...เจ้าของเบื้องหลังวิลล่าทิงหลานงั้นเหรอ?" ฉู่โม่เซวียนเงยหน้ามองเขาอย่างรวดเร็ว

"น่าจะใช่แหละ ต่อให้ไม่ใช่เจ้าของโดยตรง ก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเขาแน่ ๆ"

ฉู่โม่เซวียนจิ๊ปาก "นายว่าเจ้าของเขาคิดอะไรอยู่? มีเงินเข้ามาก็รับไว้สิไม่เห็นยาก ขายบ้านทียังต้องตรวจสอบประวัติซะละเอียด แถมเครือข่ายข้อมูลของคนคนนี้ก็กว้างขวางเกินไปแล้ว"

"สงสัยบ้านหลังนั้นคงมีความหมายพิเศษล่ะมั้ง เลยไม่อยากให้คนอัปมงคลไปอยู่" กู้สือหลินควงปากกาในมือพลางเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

ฉู่โม่เซวียนไม่เห็นด้วย "จะมีความหมายพิเศษอะไรได้ มีเงินไม่รู้จักหาเนี่ยมันคนบ้าชัด ๆ"

...

เช้าวันต่อมา ลั่วอวิ๋นเยียนล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็ลงมาข้างล่าง เธอหยิบน้ำส้มในตู้เย็นมาดื่มอึก ๆ จนเกือบหมดขวด

เธอนั่งลงบนโซฟา พลางทบทวนข้อมูลที่เคยสืบได้

เมื่อ 15 ปีก่อน ตระกูลลั่วทำลูกสาวคนเล็กหายตัวไป เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับในแวดวงไฮโซเลย

หลายปีมานี้ตระกูลลั่วและตระกูลซูต่างก็พยายามตามหามาโดยตลอด

ลั่วเฉินเฟิงและซูหว่านหรู เป็นคู่รักตัวอย่างที่โด่งดังในวงการ

ตั้งแต่ลั่วเฉินเฟิงมอบหมายให้ลั่วอวิ๋นเช่อดูแลบริษัท เขากับซูหว่านหรูก็แทบจะตัวติดกันตลอดเวลา ทั้งคู่เดินทางไปทั่วโลกเพื่อตามหาลูกสาวที่สาบสูญ

ถ้าจะหาใครคนใดคนหนึ่ง อีกคนก็ต้องอยู่ด้วยแน่ ๆ หรือไม่แน่ก็อาจจะยกกันมาทั้งบ้านเลย

ลั่วอวิ๋นเช่อ ลูกชายคนโตของตระกูลลั่ว มีบุคลิกตามแบบฉบับประธานบริษัทผู้เผด็จการ สุขุม เยือกเย็น ไม่แสดงสีหน้า

คนรอง ลั่วอวิ๋นซี ซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปของวงการบันเทิง เจ้าของรางวัลราชาจอเงินสามสมัยในวัยเพียง 22 ปี นิสัยขี้บ่นและปากร้าย เสียงดังหนวกหู แถมยังมีกล้องคอยตามตัว

ส่วนคนที่สาม ลั่วอวิ๋นอี้? พี่ชายฝาแฝดคนละฝาของเธอ เขายังเป็นนักศึกษาอยู่เลย ตอนนี้คงเข้าเรียนอยู่ จะไปหาเขาทำไม? ไปช่วยติวหนังสือให้หรือไง?

นอกจากนี้ยังมีผู้ใหญ่อีกสี่ท่าน รวมถึงลูกพี่ลูกน้องทั้งฝ่ายชายและหญิง

พอคิดถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในครอบครัวใหญ่ขนาดนี้ ลั่วอวิ๋นเยียนก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที

สรุปแล้ว การไปพบกับลั่วอวิ๋นเช่อก่อนน่าจะดูเป็นทางเลือกที่มั่นคงที่สุด ส่วนคนอื่น ๆ น่ะเหรอ...เฮ้อ ไว้เจอแล้วค่อยว่ากัน

ไม่ว่าสถานการณ์หลังการเจอกันจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ขออยู่อย่างสงบให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนแล้วกัน

เมื่อคิดตกแล้ว ลั่วอวิ๋นเยียนจึงกดโทรออกไปยังเบอร์ส่วนตัวของลั่วอวิ๋นเช่อที่เธอเคยสืบมา

ในขณะเดียวกัน ณ ห้องทำงานประธานบริษัทลั่วซื่อ

ผู้ช่วยจางกำลังรายงานความคืบหน้าของงานให้ลั่วอวิ๋นเช่อฟัง

"บอสครับ โครงการรีสอร์ตที่นครไห่ตอนนี้เริ่มลงเสาเข็มแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปีหน้า ส่วนการประมูลที่ดินแถบชานเมืองปักกิ่งจะมีขึ้นในวันพุธหน้าครับ

อีกเรื่องคือทางด้านบรูซยังไม่ยอมใจอ่อน ช่วงสุดสัปดาห์นี้บอสอาจจะต้องบินไปยุโรปด้วยตัวเอง ส่วนทางบริษัทสาขา..."

ในตอนนั้นเอง เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ส่วนตัวก็ดังขึ้น ผู้ช่วยจางจึงหยุดพูดอย่างรู้หน้าที่

ลั่วอวิ๋นเช่อเหลือบมองหน้าจอ มันเป็นเบอร์แปลกที่ไม่มีการบันทึกชื่อไว้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย

แต่เมื่อคิดว่าโทรศัพท์ของเขาจะบล็อกเบอร์มิจฉาชีพโดยอัตโนมัติ และมีไม่กี่คนนักที่รู้เบอร์นี้ เขาจึงตัดสินใจเลื่อนปุ่มรับสาย

"ฮัลโหล?"

เสียงผู้หญิงที่เย็นชาดังมาจากปลายสาย "สวัสดีค่ะ ฉันลั่วอวิ๋นเยียน"

ไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไรต่อ ผู้ช่วยจางเห็นบอสของเขาลุกพรวดขึ้นมาทันที จนเอกสารร่วงลงพื้น

"เธอว่าเธอชื่ออะไรนะ?!" ลั่วอวิ๋นเช่อมีท่าทางตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด

แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าที่ผ่านมามีคนมากมายที่เดินดุ่ม ๆ เข้ามาอ้างว่าเป็นน้องสาวของเขา บางคนถึงขั้นตั้งใจไปศัลยกรรมให้หน้าตาคล้ายกับน้องสาวเขาเพื่อสวมรอย

หวังจะเกาะอำนาจตระกูลลั่ว แต่พอผลตรวจ DNA ออกมา ทุกคนล้วนเป็นตัวปลอมทั้งนั้น

เขารู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดเข้าที่หัว ความตื่นเต้นเมื่อครู่มลายหายไปทันที

เขาแอบขำตัวเองในใจ ครอบครัวตามหามาตั้งหลายปีไม่เจอ น้องสาวจะมาหาเองถึงที่ได้ยังไง?

ปลายสายถอนหายใจออกมาเบา ๆ

"ฉันชื่อลั่วอวิ๋นเยียน จากข้อมูลที่ฉันสืบมาได้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ฉันน่าจะเป็นน้องสาวแท้ ๆ ที่หายไป 15 ปีของคุณ คุณพอจะมีเวลาว่างไปตรวจ DNA กับฉันไหมคะ?"

"ได้ เธออยู่ที่ไหน? เดี๋ยวฉันไปหาตอนนี้เลย" ลั่วอวิ๋นเช่อนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลง

ในเมื่อเธอรู้เบอร์ส่วนตัวของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นน้องสาวจริงหรือเป็นแผนสกปรกของฝ่ายตรงข้าม เจอหน้ากันก็รู้เอง

ถึงยังไงหลายปีมานี้เขาก็ตรวจ DNA มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เพิ่มอีกสักครั้งจะเป็นไรไป

แต่ถ้าเผื่อว่าเป็นเรื่องจริงล่ะ? แววตาของลั่วอวิ๋นเช่อเริ่มมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย

"ไม่ต้องค่ะ อีกครึ่งชั่วโมง เจอกันที่หน้าโรงพยาบาลเอกชนในเครือลั่วซื่อ"

เมื่อได้รับคำตอบยืนยัน ลั่วอวิ๋นเยียนก็วางสาย แล้วขับ 'เจ้าแบล็กกี้' ออกจากบ้าน

ทันทีที่พ้นประตูวิลล่า รถไมบัคสีดำคันหนึ่งก็ขับออกมาจากวิลล่าฝั่งตรงข้าม

ลั่วอวิ๋นเยียนไม่ได้สนใจ เธอขับรถมุ่งหน้าออกไปด้านนอก

ในรถไมบัคสีดำคันนั้น ฉู่โม่เซวียนที่นั่งเบาะข้างคนขับเอาหน้าแนบกระจก สายตาเลื่อนตามรถคันดำของลั่วอวิ๋นเยียนไป

"เฮ้ย! นั่นมัน La Voiture Noire! บูกัตติที่มีคันเดียวในโลก! โคตรเท่เลยว่ะ! อยากลองลูบดูสักครั้งจัง! ถ้าให้ฉันได้ขับสักรอบนะ จะแลกด้วยชีวิตก็ยอม!"

กู้สือหลินไม่ได้ตอบกลับ เมื่อครู่เขามัวแต่มองเอกสารในคอมพิวเตอร์ รู้เพียงว่ามีรถขับผ่านไป แต่เป็นรถอะไรเขาไม่รู้ และก็ไม่สนใจด้วย

ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีปัญญาครอบครองหรอกนะ ไม่ใช่จริง ๆ!

ฉู่โม่เซวียนยังคงบ่นพึมพำกับตัวเอง "สมกับเป็นบอสใหญ่แห่งวิลล่าทิงหลานจริง ๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย แค่กำลังทรัพย์ก็นะ..."

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ หน้าโรงพยาบาลเอกชนตระกูลลั่ว

"บอสครับ คุณคิดว่าครั้งนี้จะเป็นคุณหนูใหญ่จริง ๆ เหรอครับ?" ผู้ช่วยจางที่นั่งตรงเบาะคนขับหันไปมองลั่วอวิ๋นเช่อ

ตระกูลของผู้ช่วยจางทำงานให้ตระกูลลั่วมาถึงสามรุ่น เขาโตมาพร้อมกับลั่วอวิ๋นเช่อ เป็นทั้งเจ้านายลูกน้องและเป็นเหมือนพี่น้อง

ดังนั้นเวลาคุยเป็นการส่วนตัว เขาจึงกล้าพูดด้วยความเป็นกันเองมากกว่าคนอื่น

ลั่วอวิ๋นเช่อหลับตาลงเล็กน้อย "ใช่หรือไม่ใช่ ตรวจ DNA ก็รู้เอง"

ถึงไม่ใช่ พวกเขาก็จะไม่ละทิ้งการตามหาน้องสาว

หลายปีมานี้ แม้จะผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พวกเขาก็ไม่เคยปล่อยผ่านแม้แต่ความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อย

เมื่อไรที่ได้ยินว่าเมืองไหนมีเด็กสาวหน้าตาคล้ายเธอ ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน สมาชิกในครอบครัวที่ว่างอยู่จะรีบเดินทางไปดูด้วยตัวเองทันที

จังหวะนั้นเอง ลั่วอวิ๋นเยียนที่จอดรถเสร็จแล้วก็เดินเข้ามา เธอเคาะกระจกรถฝั่งลั่วอวิ๋นเช่อ

ลั่วอวิ๋นเช่อเลื่อนกระจกลง กำลังจะถามว่ามีธุระอะไร แต่พอเขาเห็นใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าชัด ๆ เขาก็ถึงกับอึ้งตะลึงไปชั่วขณะ

เห็นเขาเงียบไป ลั่วอวิ๋นเยียนจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้น "ขอโทษนะคะ รถติดนิดหน่อย ฉันมาสายไป 2 นาที"

"ไม่...ไม่เป็นไร!" ลั่วอวิ๋นเช่อรีบเปิดประตูรถลงมาอย่างลนลาน เขายืนจ้องลั่วอวิ๋นเยียนตรง ๆ

เหมือน! เหมือนมาก!

หญิงสาวในเสื้อยืดสีขาวกางเกงคาร์โก้คนนี้ มีหน้าตาเหมือนคุณแม่ตอนสมัยยังสาวไม่มีผิดเพี้ยน!

ลั่วอวิ๋นเช่อเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นพวกยึดถือหลักความเป็นจริง เขาเชื่อเฉพาะหลักฐานที่วางอยู่ตรงหน้าเท่านั้น

การไม่แสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าคือบทเรียนแรกที่คุณปู่สอนเขาตอนฝึกให้เป็นทายาทผู้สืบทอดตระกูล

ที่ผ่านมาเวลาเจอคนที่มาแอบอ้าง เขาสามารถพาทั้งหมดไปตรวจ DNA ได้อย่างใจเย็น มีมารยาทแต่ทว่าเหินห่าง

แต่ในวินาทีที่ได้เห็นลั่วอวิ๋นเยียน ในหัวเขากลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

เสียงนั้นบอกเขาว่า นี่แหละคือน้องสาว! น้องสาวแท้ ๆ ของเขา!

ตอนนี้ตัวเขาดูเหมือนไอ้หนูที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะไปเสียแล้ว

"เธอ...คือคนที่โทรหาฉันใช่ไหม?" นิ้วมือของลั่วอวิ๋นเช่อกระตุกเล็กน้อยด้วยความประหม่า

ลั่วอวิ๋นเยียนมองเขาด้วยสายตาที่เหมือนมองคนซื่อบื้อ "ฉันเองค่ะ งั้นพวกเราเข้าไปกันได้หรือยัง?"

ลั่วอวิ๋นเช่ออ่านความหมายในสายตาเธอออก เขาแสร้งไอออกมาเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความเขิน

"อืม ด...ได้สิ ไปกันเถอะ"

เหอะ ในข้อมูลไม่ได้บอกนี่นาว่าลั่วอวิ๋นเช่อเป็นคนติดอ่าง...

ลั่วอวิ๋นเยียนเดินนำเข้าไปในโรงพยาบาลก่อน โดยมีลั่วอวิ๋นเช่อเดินตามติด ๆ อยู่ข้างกาย

ส่วนผู้ช่วยจางก็ได้แต่เดินตามหลังทั้งคู่ไปด้วยสีหน้าเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบ

ทั้งสามมุ่งหน้าไปยังแผนกให้คำปรึกษาทางพันธุกรรม หัวหน้าแผนกเห็นคนมาถึงก็รีบลุกขึ้นต้อนรับ "ท่านประธานลั่ว วันนี้ท่านมา..."

"ตรวจ DNA ขอเร็วที่สุด"

พูดจบ ลั่วอวิ๋นเช่อก็ดึงผมตัวเองหนึ่งเส้นยื่นให้ทันที

ลั่วอวิ๋นเยียนอดไม่ได้ที่จะมุมปากกระตุก เธอเองก็ดึงผมออกมาเส้นหนึ่งเช่นกัน

"ได้ครับ ๆ เดี๋ยวผมจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย"

หัวหน้าแผนกรับเส้นผมไปใส่ถุงซิปล็อก เตรียมจะลงมือทำผลตรวจด้วยตัวเอง

หญิงสาวตรงหน้าเหมือนคุณนายลั่วมากจริง ๆ หวังว่าครั้งนี้จะเป็นของจริงนะ ไม่งั้นเขาคงตรวจ DNA จนเริ่มชินชาไปมากกว่านี้

ตอนเขาเป็นแค่หมอเจ้าของไข้ เขาก็ตรวจ DNA ให้ตระกูลลั่ว จนตอนนี้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าแผนกแล้ว เขาก็ยังต้องมาตรวจ DNA ให้ตระกูลนี้อยู่เลย

"ผลตรวจ DNA น่าจะใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง หิวหรือยังครับ? ไปหาอะไรทานกันก่อนดีไหม?" ลั่วอวิ๋นเช่อลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปถามหญิงสาวข้างกาย

ลั่วอวิ๋นเยียนพยักหน้า "ไปสิคะ"

"จางอี้ นายเฝ้าอยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวฉันซื้อมาฝาก" ลั่วอวิ๋นเช่อพูดจบก็เดินออกไปพร้อมกับลั่วอวิ๋นเยียน

"รับทราบครับบอส"

น่าสงสารผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่พอได้ยินว่าบอสใหญ่มา ก็รีบวิ่งลงมาข้างล่างจนวิกผมเบี้ยว แต่ปรากฏว่าบอสใหญ่ไปเสียแล้ว

บ้าจริง! น่าโมโหชะมัด! ต้องมาเสียเวลาจัดวิกใหม่อีกละ

ในลิฟต์ ลั่วอวิ๋นเช่อถามอย่างระมัดระวัง

"อยากทานอะไรครับ? ร้านอาหารข้าง ๆ นี้เครือลั่วซื่อร่วมหุ้นอยู่ รสชาติซี่โครงหมูน้ำแดงของที่นั่นใช้ได้เลย พอจะทานรองท้องไปก่อนได้ไหม?"

ลั่วอวิ๋นเยียนอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอชอบทานซี่โครงหมูน้ำแดงจริง ๆ เชฟที่ 'หอหรูอี้' ถูกเธอเคี่ยวเข็ญให้ปรับสูตรไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง กว่าจะได้รสชาติที่เธอพอใจ

เมื่อได้สติ ลั่วอวิ๋นเยียนก็พยักหน้า "ค่ะ"

ทั้งคู่มาถึงห้องวีไอพีในร้านอาหาร ลั่วอวิ๋นเช่อยื่นเมนูให้ลั่วอวิ๋นเยียน

"ลองดูสิครับว่าอยากทานอะไร"

"ขอซี่โครงหมูน้ำแดงกับหมูผัดเปรี้ยวหวานค่ะ อย่างอื่นคุณสั่งตามใจชอบเลย" พูดจบเธอก็เลื่อนเมนูคืนให้เขา

ลั่วอวิ๋นเช่อสังเกตเห็นว่าสายตาของเธอจดจ้องอยู่ที่เมนูกุ้งอบน้ำมันอยู่หลายครั้ง เขาจึงสั่งเมนูกุ้งเพิ่ม และสั่งกับข้าวอย่างอื่นมาอีกสองสามอย่าง

ลั่วอวิ๋นเยียนเงยหน้ามองเขา แววตามีความสงสัยเล็กน้อย

"อยากทานก็สั่งเลย เดี๋ยวผมแกะให้เอง" ลั่วอวิ๋นเช่อเดาใจเธอออกจึงยิ้มให้

"ขอบคุณค่ะ"

จังหวะนั้นพนักงานถามขึ้นอย่างเหมาะสม "ทั้งสองท่านมีอะไรที่ไม่ทานไหมคะ? พวกต้นหอมผักชี"

"ไม่ใส่ต้นหอมค่ะ"

"ไม่ใส่ต้นหอมครับ"

ทั้งคู่พูดขึ้นมาพร้อมกัน แล้วก็หันมามองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย ลั่วอวิ๋นเยียนรีบเบือนหน้าหนีด้วยความไม่เป็นธรรมชาติ

ตอนเด็ก ๆ น้องสาวชอบทานกุ้งและอาหารรสเปรี้ยวหวานมาก แต่ขี้เกียจแกะเปลือกเองทุกครั้ง เลยมักจะอ้อนให้พี่ ๆ เป็นคนแกะให้เสมอ

ส่วนเรื่องต้นหอม บนโต๊ะอาหารของตระกูลลั่วแทบจะไม่เคยมีปรากฏให้เห็นเลย

ลั่วอวิ๋นเช่อเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

หลังจากพนักงานออกไป ลั่วอวิ๋นเช่อลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะถามออกไป "คุณหาเบอร์ผมเจอได้ยังไง? แถมยังเป็นเบอร์ส่วนตัวด้วย"

"ให้คนไปสืบมาค่ะ"

อืม...ก็ลูกน้องนั่นแหละ

แต่คำพูดนี้ในหัวของลั่วอวิ๋นเช่อกลับจินตนาการไปไกลว่า:เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่กินไม่อิ่มนอนไม่อุ่น ต้องตรากตรำล้างจานเก็บเงินเพื่อจ้างนักสืบระดับสูงให้ตามหาที่มาของตัวเอง

เพราะนักสืบทั่วไปคงไม่มีความสามารถพอ นานขนาดนี้กว่าจะเจอครอบครัว เธอช่างน่าสงสารเหลือเกิน...

ลั่วอวิ๋นเยียน:ขอบคุณที่จินตนาการค่ะ แต่ความจริงคือใช้เวลาแค่ 5 นาที และไม่ต้องเสียเงินสักหยวน

"แล้วเธอ...หลายปีมานี้ไปอยู่ที่ไหนมา? มีคนรับไปเลี้ยงหรือเปล่า? อยู่สบายดีไหม?"
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel