บทที่ 1.7
ความเย็นชาในจวนตระกูลโม่ยังคงดำเนินไป มื้อเย็นบิดาไม่กลับมาและบอกว่าไม่ต้องรอ มารดาของนางกินมื้อเย็นในเรือนตะวันออก โม่อวี๋เองก็ให้คนส่งสำรับมาที่เรือนจวี๋ฮวาเช่นกัน
“คุณหนู” เสี่ยวชุนเรียกนางเสียงเบาราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรม “ท่านไม่โกรธหรือเจ้าคะ”
“โกรธแล้วอย่างไร ไม่โกรธแล้วอย่างไร ข้าเปลี่ยนอะไรไม่ได้ เรื่องผ่านมาตั้งสองปีไม่เคยมีผู้ใดแก้ต่างให้ข้า กลับมาครั้งนี้มาตีโพยตีพายรื้อฟื้นเจ้าคิดว่าจะมีผู้ใดเชื่อในสิ่งที่ข้าพูด”
เช่นกันกับเรื่องแม่นมจ้าว บ่าวไพร่สิ้นใจตายในจวน ร้องทุกข์ไปย่อมไม่มีใครให้ความสนใจ อย่าว่าแต่ไม่มีใครรับเรื่องร้องทุกข์เลย ตัวนางเองก็อาจถูกจับมัดส่งตัวกลับจวนและถูกตำหนิว่าไม่รักษาความลับภายในของตระกูล
เสี่ยวชุนออกไปข้างนอก ดังนั้นจึงรับรู้ทุกเรื่องที่ผู้คนกล่าวถึงโม่อวี๋
...บุตรสาวคนรองใต้เท้ากรมโยธา เอาแต่ใจร้ายกาจถึงขั้นใช้ชีวิตตนเองต่อรองกับบิดามารดา เพียงแค่ไม่อยากแต่งงานกลับกระโดดลงไปในสระบัวหวังปลิดชีพ กระทั่งทำให้แม่นมสิ้นใจแทน ผู้ใดได้ยินก็ล้วนประณามการกระทำนั้น
คำกล่าวที่ว่านางถูกส่งตัวออกไปต่างเมืองเพื่อรักษาอาการป่วย ผู้คนล้วนไม่เชื่อ กลับมั่นใจว่านั่นคือการลงโทษที่นางทำให้มีคนต้องมาสิ้นลมเพราะความเอาแต่ใจ
สองปียังมีคนคิดว่าน้อยเกินไป ดีที่สุดคือนางไม่ต้องกลับเข้าเมืองหลวงอีกเลยตลอดกาล ถึงอย่างนั้นเจ้ากรมโยธายังเมตตาบุตรสาว ขนาดให้คนไปรับกลับมาในที่สุด
ตระกูลโม่ช่าง...น่าเห็นใจยิ่งนัก!!!!
โม่อวี๋หลับตาลงเพื่อข่มกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธ นางปล่อยให้เสี่ยวชุนไปจัดแจงเสื้อผ้าของวันพรุ่งนี้ให้เหมาะสม จากนั้นจึงเดินไปยังข้างหน้าต่าง
อากาศเย็นยามค่ำคืนทำให้หญิงสาวตัวสั่น นางกอดไหล่ตัวเองแต่กลับยังไม่ยอมปิดหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงสังคมในยุคโบราณนี้ หากนางจะเอาตัวรอดนางจะต้องมีสติมากกว่านี้ ใช้ความคิดให้รอบคอบ ก้าวทุกก้าวอย่างระมัดระวัง
ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมระหว่างบุรุษและสตรีนี้ไม่มีใครช่วยนางได้ เช่นกันกับการหนีไปก็ใช่ว่านางจะสามารถเอาตัวรอดได้ ข้างนอกกำแพงสูงนั่นโหดร้ายกว่าที่นางเคยเห็นในละครและเคยอ่านในนิยาย
ตอนอยู่ที่ซางจี๋นางเคยได้ยินมาว่ามีสตรีหลบหนีการแต่งงาน บิดามารดาของนางจับกลับมาและทุบตีนางจนสิ้นใจ ทางการไม่รับร้องเรียนเพราะเป็นเรื่องภายในตระกูล
ยังมีอีกครั้งที่นางเคยเห็นกับตา สตรีที่นั่งขายตัวเป็นทาสเพราะไร้ที่ไป ไม่มีอาหาร ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปในชีวิต หากมีนายท่านสักจวนรับเป็นสาวใช้ก็โชคดี แต่หากมีแม่เล้ามาซื้อตัวไปเป็นนางโลม...
หนักเข้าก็คงหนีไม่พ้นหญิงสาวตัวคนเดียวถูกข่มขืนแล้วสังหารอย่างโหดเหี้ยม กระทั่งทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าจับคนร้ายได้แล้วหรือยัง
อันตรายมีรอบด้านทั้งนอกและในจวน นางต้องระวังทุกย่างก้าว เรื่องที่บิดาเรียกนางกลับมาย่อมต้องมีจุดประสงค์ แต่ไม่ว่าอย่างไรหากถึงที่สุดแล้วนางไม่อาจรอดพ้นชะตากรรม นางย่อมต้องหาทางเพื่อผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นที่สุด
สำนักศึกษาหลวงตั้งอยู่บนเขาเยว่ซานนอกกำแพงเมืองหลวงไม่ไกล ทางขึ้นเขาวกวนแต่ไม่ได้ลาดชันจนน่ากลัว เส้นทางหรือก็ถูกปรับปรุงอย่างดี รถม้าจึงสามารถแล่นไปอย่างราบรื่น
รถม้าสองคันของตระกูลโม่มาถึงปลายทางได้ในเวลาเพียงไม่ถึงก้านธูป ป้ายตระกูลโม่ถูกยื่นออกไปเพื่อให้คนดูแลเข้าไปแจ้งกับ ‘โม่ซางเช่อ’ น้องชายซึ่งนางยังไม่เคยพบหน้าผู้นั้นให้เขาออกมารับข้าวของที่นางนำมา
โม่อวี๋ค่อยๆ ก้าวลงมาจากรถม้าโดยมีเสี่ยวชุนช่วยพยุง นางสวมชุดกระโปรงสีน้ำเงินเข้มไร้ลายปัก คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีเทาเรียบง่าย เรือนผมเพียงรวบยึดด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายเป็นเกลียวยาวจากโคนแหลมขึ้นสู่ปลาย ไม่โดดเด่นและทำให้นางดูไม่สะดุดตา
ลานกว้างหน้าประตูสำนักศึกษาหลวงในที่สุดก็คราคร่ำไปด้วยรถม้ามากมาย ยังดีที่สัญลักษณ์บนรถม้าดูง่าย อีกทั้งหากเป็นรถม้าจากจวนขุนนางจะอยู่ตรงกลางแยกออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ไม่นานโม่ซางเช่อก็หารถม้าของตระกูลโม่พบ
มองพิจารณาชายหนุ่มวัยไม่น่าจะเกินสิบห้าตรงหน้า เขาดูว่าง่ายกว่าที่นางคาด ดวงตาใสซื่อ บุคลิกคล้ายกับหนอนหนังสือทำให้โม่อวี๋อดที่จะเอ็นดูเขาขึ้นมาไม่ได้
“โม่ซางเช่อกระมัง”