ตอนที่ 1 (5)
เพราะพ่อสั่งให้กลับบ้านไวกว่าทุกครั้งแถมยังต้องพาอัญนีไปด้วยอีกต่างหาก ทำให้อัคนีสั่งให้ทุกคนเลิกงานเร็วกว่ากำหนดเพื่อที่จะได้เก็บร้านเสร็จเร็วกว่าทุกครั้ง
ยุพิณและแป้งหอมพนักงานประจำของร้านเมื่อเห็นว่าวันนี้อัคนีดูจะเจ้าอารมณ์กว่าปกติแถมยังใช้งานอัญนีหนักกว่าทุกครั้ง ก็แอบสงสารอยู่ในใจอยากจะเข้าไปช่วยแต่ก็กลัวจะโดนอัคนีเล่นงาน แต่อัญนีก็ส่งสัญญาณให้น้องๆ ทั้งสองคนว่าเธอโอเคไม่ได้เป็นอะไร การที่ถูกอัคนีใช้งานหนักไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเธอเลยอาจจะเพราะความเคยชินแล้วมากกว่า
กว่าจะเก็บเสร็จก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง ยุพิณและแป้งหอมก็เลิกงานกลับบ้านไปแล้ว ส่วนอัญนีก็ทำหน้าที่เป็นคนขับรถยนต์ให้อัคนี จริงๆ อัคนีขับได้แต่อยากให้น้องสาวเป็นคนขับให้มากกว่า เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองมีคนรับใช้ ซึ่งแม้อัญนีจะรู้ว่าพี่คิดอะไรเธอก็ไม่ได้โต้แย้งใดๆ เพราะไม่อยากให้พี่เธออารมณ์ไม่ดี
ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าจะขับรถมาถึงบ้านของพวกเธอสองพี่น้องได้ คฤหาสน์หลังใหญ่โตหรูหรา สวนหน้าบ้านก็ประดับด้วยดอกไม้ต่างๆ นานาชนิด อีกทั้งยังมีของตกแต่งสวนที่เห็นแล้วยังรู้ว่าราคาแพงมากแค่ไหน
"สวัสดีครับ คุณหนูนี คุณหนูอัญ คุณท่านกำลังรอพวกคุณอยู่ในห้องอาหารครับ"
พ่อบ้านเดินมาเปิดประตูรถให้อัคนีแล้วก้มหัวให้เหมือนทุกครั้ง แม้จะไม่ได้ทำแบบนี้กับอัญนีเธอก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะคนรับใช้ทุกคนในบ้านก็ปฏิบัติกับเธอแบบนี้ทุกคน
"สวัสดีค่ะคุณลุงไม้ ไม่ได้เจอกันอาทิตย์กว่าๆ ได้แล้วใช่ไหมคะ?"
อัญนีทักทายพ่อบ้านประจำครอบครัวด้วยท่าทางสุภาพ มาโนช หรือ ไม้ พ่อบ้านที่รับใช้มานานก็ยิ้มให้อัญนีกลับ
"ครับ คุณหนูอัญ เห็นคุณหนูนีบอกว่าคุณหนูไม่ว่างกลับเท่าไร แต่คุณหนูดูสบายดีก็ดีแล้วล่ะครับ"
"เลิกพูดมากได้แล้วไม้ พาฉันไปหาพ่อกับแม่สิ เสียเวลาหมด"
อัคนีพูดแทรกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เพราะเธอไม่อยากให้อัญนีมารับรู้ว่าเธอใส่ไฟว่าร้ายน้องสาวตัวเองแค่ไหน ทุกครั้งที่กลับมาบ้านหาพ่อแม่ อัคนีจะเล่าความเท็จตลอดว่าอัญนีขี้เกียจและชอบหนีเที่ยว ทำให้พ่อแม่ยิ่งไม่ชอบใจมากกว่าเดิม แถมพวกคนใช้เองก็คิดว่าเธอเป็นลูกกตัญญูผิดกับอัญนีที่ไม่มีเวลามาหาพวกท่านเลย แต่แท้จริงแล้วอัคนีแค่แกล้งไม่ให้อัญนีได้กลับบ้านตรงเวลาก็แค่นั้น
"ขอโทษด้วยครับคุณหนูนี เชิญทางนี้เลยครับ"
มาโนชพาอัญนีและอัคนีเข้ามาในบ้าน เดินมายังห้องทานอาหารที่มีอาหารจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วทั้งของคาว ของหวาน พอเข้ามาก็เห็นพ่อแม่นั่งรอทั้งคู่อยู่ก่อนแล้ว
"คุณพ่อ คุณแม่ นีคิดถึงจังเลยค่ะ"
อัคนีเดินเข้าไปกอดพ่อกับแม่แล้วหอมแก้มด้วยท่าทางออดอ้อนเหมือนทุกครั้ง ดนัยกับอรดาก็ยิ้มให้อย่างอบอุ่นแล้วถามอัคนีด้วยความห่วงใย
"มาเหนื่อยๆ เลยล่ะสิเนี่ย หือ ลูก นั่งทานข้าวก่อนเร็ว"
อรดาบอกแล้วจับมืออัคนีให้นั่งลงข้างๆ อัญนียิ้มเจื่อนนิดๆ เพราะทำตัวไม่ถูก พ่อแม่เริ่มทำเหมือนเธอไม่มีตัวตนอีกแล้ว ดนัยเห็นลูกสาวอีกคนยืนนิ่งๆ เลยเอ่ยเรียก
"อัญ นั่งลงสิ"
อัญนีเดินมานั่งข้างๆ พ่อด้วยท่าทางนิ่งๆ
"ค่ะ พ่อแม่สบายดีนะคะ"
"สบายดีจ้ะ ลูกคงไม่มีเวลามาหาแม่เลยสินะ เหมือนจะยุ่งๆ นี่"
อรดาเอ่ยเหน็บลูกสาวคนเล็กอย่างไม่พอใจเล็กน้อย เพราะล่าสุดอัคนีเล่าว่าอัญนีหนีเที่ยวปล่อยให้อัคนีต้องเฝ้าร้านตามลำพัง
"นิดหน่อยค่ะ พี่นีเขา-"
"อย่าไปบ่นน้องเลยค่ะ ก็แค่งานที่ร้านมันเยอะน่ะค่ะ ใช่ไหมอัญ"
อัคนีพูดแทรกแล้วกดเสียงต่ำถามน้องด้วยรอยยิ้มเหมือนจะบอกให้ตามน้ำ อัญนีเงียบแล้วพยักหน้า
"ใช่ค่ะ"
"ว่าแต่คุณพ่อ คุณแม่คะ วันนี้มีเรื่องฉลองอะไรเหรอคะ ทำไมถึงทำอาหารเลี้ยงซะเยอะแยะขนาดนี้"
อัคนีถามแต่ในใจคิดไปไกลแล้วว่าพ่อคงอยากจะยกสมบัติของบริษัทให้กับเธอ อรดาฟังคำถามของลูกสาวสุดรักแล้วก็แสดงสีหน้าเคร่งเครียด ดนัยสบตากับภรรยาคล้ายจะบอกว่าอย่าเพิ่งพูดอะไร
"เดี๋ยวค่อยคุยกัน กินข้าวกันก่อนเถอะ"
อัคนีหน้าหงิกไม่พอใจที่พ่อไม่ยอมพูดออกมาสักที เธอคิดเอาไว้ว่าถ้าพ่อยกสมบัติให้จริงๆ จะได้พูดตอกย้ำให้อัญนีได้รับรู้สถานะตัวเองในอนาคตซะบ้างว่าจะต้องคอยดูแลใครแท้ๆ
"ทานเสร็จแล้วนะคะ สรุปแล้วคุณพ่อมีเรื่องอะไรจะคุยกับนีแล้วก็อัญเหรอคะ?"
อัคนีถามออกมาอีกครั้งหลังจากครอบครัวทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว จริงๆ อัญนีก็สงสัยเหมือนกันแต่ไม่กล้าที่จะถามออกไป โชคดีที่อัคนีเป็นคนตรงๆ กล้าคิดกล้าถามไม่กลัวใครแม้กระทั่งพ่อของตัวเอง
"นั่นสินะ ไม้ ออกไปรอข้างนอกแล้วปิดประตูให้เรียบร้อยด้วยล่ะ"
"ครับ คุณท่าน"
มาโนชรับคำสั่งเสร็จก็เดินออกจากประตูไปพร้อมกับบอกให้คนรับใช้คนอื่นๆ ให้อยู่ห่างๆ จากห้องรับประทานอาหารด้วย
"นี อัญ ฟังสิ่งที่พ่อจะพูดต่อไปนี้ให้ดีนะ"
"ทำไมทำหน้าเครียดขนาดนั้นล่ะคะคุณพ่อ ดูซีเรียสอ่ะ นีไม่ชอบเลย"
"บริษัทเราตอนนี้ติดหนี้อยู่สี่สิบล้าน"
"!!"
สองพี่น้องฟังจบก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจคล้ายไม่เชื่อว่าสิ่งที่พ่อพูดเป็นความจริง แต่เมื่อทั้งคู่หันไปมองแม่ก็เห็นว่านิ่งเงียบไม่พูดออกความเห็นอะไรเลย
"สี่สิบล้าน! คุณพ่อคะ!? เราไปติดหนี้ได้ยังไง แล้วแบบนี้นีจะเอาเงินที่ไหนใช้ล่ะคะ!!"
อัคนีแผดเสียงถามไม่พอใจเพราะไม่อยากให้ตัวเองต้องไปอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุด ถ้าเป็นน้องสาวคนเดียวที่ตกต่ำอัคนีจะไม่ว่าสักคำ อีกอย่างถ้าเพื่อนๆ ไฮไซของเธอรู้ว่าบ้านเธอติดหนี้สี่สิบล้านมีหวังได้ล้อไปยันชาติหน้าแน่ แบบนี้จะกล้าไปสู้หน้าใครได้
"แล้วพ่อจะทำยังไงคะ เราจะไปเอาเงินเยอะขนาดนั้นมาจากไหน"
อัญนีถามด้วยความเป็นห่วงเพราะเงินก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าพ่อเป็นพวกชอบลงทุนแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่เพราะเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่ได้ใคร่จะรักนักรักหนา จะให้ไปเตือนก็มักโดนว่าตลอด
"พวกลูกคงตกใจ แต่อย่าเพิ่งเสียงดังมาก เดี๋ยวคนใช้ข้างนอกจะได้ยินเอานะ"
อรดาเอ่ยเตือนอัคนีเพราะเห็นว่าลูกสาวสุดรักทำท่าจะอาละวาดอีกแล้ว เดี๋ยวคนข้างนอกได้ยินจะเอาไปลือซะเปล่าๆ
"คุณแม่จะไม่ให้นีตกใจได้ยังไงคะ สี่สิบล้านนีเอาไปซื้อกระเป๋าแบรนด์ดังๆ ได้หลายใบเลยนะคะ นี่ถ้าเพื่อนๆ นีรู้มีหวังนีอายเขาแย่!"
"ไม่ต้องห่วงหรอกนี พ่อหาทางออกไว้แล้ว"
"ทางออกเหรอคะ?"
"ใช่ เงินสี่สิบล้านเป็นจำนวนที่หาได้ยากจริงๆ นั่นแหละ แต่พวกลูกน่ะช่วยพ่อกับแม่ได้นะ"
"หนูกับพี่นีเหรอคะ?"
สองพี่น้องต่างมองหน้ากัน ถึงแม้จะมีธุรกิจเป็นร้านขนมชื่อดังในช่วงนี้ก็จริง แต่รายได้ก็ไม่ได้เยอะมากมายเท่ากับที่บริษัทพ่อแม่หาได้หรอกนะ พวกเธอจะหาเงินจำนวนมากมายขนาดนั้นมาจากไหนกัน
"นีไม่มีเงินให้เยอะขนาดนั้นหรอกนะคะ ไม่ต้องมาขอ"
อัคนีรีบปฏิเสธแม้จะมีเงินในบัญชีหลงเหลืออยู่ล้านกว่าบาท แต่เธอไม่มีทางควักเงินจำนวนนี้ออกมาใช้เด็ดขาด
"หนูพอจะมีเงินเก็บบ้างค่ะ แต่สี่สิบล้านนี่คงมีไม่ถึง"
เงินเก็บของอัญนีแม้จะไม่มากแต่เธอก็ยังอยากช่วยพ่อแม่ปลดหนี้สิน ถึงมันจะเล็กน้อยก็ตาม
"ไม่ใช่แบบนั้น พวกลูกจะต้องแต่งงานกับคนที่พ่อหามาให้นะ"
"คะ! / อะไรนะคะ?"
"แลกกับสินสอดสี่สิบล้านไงล่ะ อีกฝ่ายเป็นลูกคนรู้จักของพ่อเอง เขายินดีจะช่วยเหลือหนี้สินของบริษัทแลกกับการให้พวกลูกไปแต่งงานกับลูกชายของเขา"
แต่งงานแลกกับเงินสินสอดสี่สิบล้าน นี่พ่อเธอเอาจริงงั้นเหรอ
