ตอนที่ 1: กลิ่นร้าวในรอยไม้ - 1
ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของ "ตรอกโคมหอม" แหล่งที่พำนักของชนชั้นกรรมาชีพ พ่อค้าหาบเร่ และเหล่าบุรุษสัญจรที่มาแสวงหาความสำราญราคาถูกในเมืองหลวง
กลิ่นอายของอาหารถอดวางปนเปกับกลิ่นน้ำครำและควันไฟจากร้านตีเหล็ก ทว่าหากใครบังเอิญเลี้ยวเข้าสู่ซอกตึกที่ลึกที่สุดและเงียบสงัดที่สุด ที่นั่นจะปรากฏป้ายไม้ผุพังที่เขียนด้วยลายมือตวัดหวัดแกว่งว่า "ร้านซ่อมของเก่าสกุลเฉิน"
ภายในร้านขนาดสองคูหาที่ดูเหมือนจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อกลับมีโลกอีกใบซ่อนอยู่ กลิ่นอายที่อบอวลคือส่วนผสมอันซับซ้อนของยางไม้สนเคี่ยว น้ำมันเมล็ดชาที่ใช้ขัดเครื่องเรือน และกลิ่นอับชื้นจาง ๆ ของตำราโบราณที่วางซ้อนกันจนเกือบถึงเพดาน แสงแดดยามบ่ายส่องลอดรอยแตกของหลังคามุงจากลงมาเป็นลำแสงสีทอง เห็นฝุ่นละอองเต้นระบำอยู่ในอากาศประหนึ่งละอองวิญญาณที่คอยเฝ้าสมบัติล้ำค่าที่ถูกทิ้งขว้าง
เฉินจื่ออวี๋ นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้พยุงตัวยาวที่ผิวสัมผัสเรียบกริบจากการใช้งานมาหลายชั่วอายุคน นิ้วเรียวงามของเธอขยับแว่นขยายที่ทำจากผลึกใสเพื่อส่องดูรอยร้าวบนถ้วยชาเคลือบศิลาดลอย่างใจเย็น
สำหรับคนทั่วไป รอยร้าวสีน้ำตาลไหม้นี้เป็นเพียงความเสียหายทางกายภาพที่ลดทอนคุณค่าของวัตถุ แต่สำหรับจื่ออวี๋ เมื่อเธอหลับตาและวางปลายนิ้วลงบนผิวเคลือบที่เย็นเยียบ เธอได้ยินสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ยิน
มันไม่ใช่เสียงพูดที่เป็นภาษามนุษย์ แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนจาง ๆ ที่สะท้อนออกมาจากความทรงจำของสสาร เธอเห็นภาพสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่งที่ดวงตาแดงก่ำด้วยความริษยา ขว้างถ้วยใบนี้ใส่กำแพงเพื่อระบายโทสะที่ถูกสามีหักหลัง เสียง 'เพล้ง' ที่กึกก้องในมโนนึกทำให้จื่ออวี๋ขมวดคิ้วด้วยความเวทนา
"เจ้าช่างอาภัพนัก... ถูกสร้างมาเพื่อให้ผู้คนชื่นชมรสหวานของน้ำชา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเครื่องรองรับรสขมของอารมณ์มนุษย์ที่เจ้าไม่ได้ก่อ"
เธอพึมพำเบา ๆ ประหนึ่งคุยกับสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจ
มือซ้ายของเธอหยิบพู่กันขนจิ้งจอกจุ่มลงในกาวแป้งเปียกที่เคี่ยวจนเหนียวข้นผสมกับผงทองละเอียด การประสานรอยร้าวนั้นไม่ใช่แค่การเชื่อมชิ้นส่วน แต่คือการเยียวยาบาดแผลทีละส่วนอย่างละเมียดละไม
เธอต้องควบคุมจังหวะการหายใจให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของข้อมือ หากสั่นเพียงนิดเดียว เส้นทองจะหนาเกินไปจนเสียรูปทรง
"รุ่ยเอ๋อร์ บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเพิ่งเดินแรง แรงลมจากการสะบัดชายผ้าของเจ้าจะทำให้ผงทองฟุ้งกระจายเสียของ" จื่ออวี๋ดุสาวใช้คู่ใจโดยไม่เงยหน้า
รุ่ยเอ๋อร์ ที่กำลังง่วนอยู่กับการเคี้ยวขนมเปี๊ยะจนแก้มตุ่ยเกือบจะสำลัก
"โธ่ คุณหนูเจ้าคะ ข้าก็เดินย่องประหนึ่งแมวขโมยแล้วนะเจ้าคะ ท่านก็ระวังเกินไป ร้านเราแทบจะไม่มีลูกค้าเข้ารอบสามวันแล้วนะเจ้าคะ ถ้าไม่นับท่านป้าจากโรงเตี๊ยมที่เอาชามข้าวสุนัขร้าว ๆ มาให้ท่านช่วยปะผุ ข้าว่าเราควรเอาเงินไปซื้อโคมไฟใหม่มาแขวนหน้าร้านดีกว่า เผื่อคนจะนึกว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านร้าง"
จื่ออวี๋ไม่ตอบคำถากถางของสาวใช้ เธอสมาธิแน่วแน่จนกระทั่งเส้นทองสุดท้ายเชื่อมรอยร้าวทั้งหมดเข้าด้วยกัน ถ้วยศิลาดลที่เคยแตกสลายบัดนี้มีลวดลายเส้นสายสีทองพาดผ่านงดงามประดุจสายฟ้าที่หยุดนิ่ง มันดูมีค่าและเข้มแข็งกว่าตอนที่ยังไม่แตกเสียอีก นี่คือศาสตร์ที่บิดาผู้ล่วงลับสอนเธอไว้...
"ความงามที่แท้จริงเกิดจากการยอมรับความบกพร่อง และใช้มันสร้างคุณค่าใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม"
ความเงียบสงบในบ่ายวันนั้นถูกทำลายลงในเสี้ยววินาที เมื่อเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะสม่ำเสมอพุ่งตรงมายังหน้าร้าน มันไม่ใช่ฝีเท้าสั้น ๆ ถี่ ๆ ของชาวบ้านหรือขี้เมาในตรอกโคมหอม แต่มันคือฝีเท้าของผู้ที่ผ่านการฝึกฝนวิชาตัวเบาและการต่อสู้มาอย่างเข้มงวด
ม่านไม้ไผ่หน้าร้านถูกปัดออกพร้อมกับการก้าวเข้ามาของบุรุษชุดดำสองคนที่มีรังสีสังหารแผ่ออกมาจาง ๆ และตามมาด้วยบุรุษคนกลางที่ทำให้เวลาในร้านเหมือนจะหยุดหมุน
บุรุษผู้นั้นสวมชุดสีเทาหม่นเรียบง่ายทว่าเนื้อผ้าคือผ้าไหมน้ำแข็งชั้นเลิศที่สั่งทอจากทางใต้ ใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหมวกปีกกว้างที่มีผ้าโปร่งคลุมหน้ามิดชิด ทว่าท่วงท่าการยืนกลับสง่างามประหนึ่งเทพบุตรที่หลงทางลงมาในกองขยะ
กลิ่นที่ลอยมาปะทะจมูกจื่ออวี๋ไม่ใช่กลิ่นแป้งร่ำราคาแพงที่พวกขุนนางชอบใช้ แต่เป็นกลิ่นไม้กฤษณาที่แฝงด้วยกลิ่นคาวเลือดที่เจือจาง... กลิ่นของคนที่คลุกคลีอยู่กับความตายและอำนาจ
"ร้านนี้รับซ่อมทุกอย่างที่แตกสลายจริงหรือไม่"
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและนิ่งลึก ทว่ามีร่องรอยของความสั่นพร่าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชา
จื่ออวี๋วางถ้วยศิลาดลลงช้า ๆ เธอสัมผัสได้ถึงความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขาจนรุ่ยเอ๋อร์ต้องหลบไปหลังชั้นวางของ
"ที่นี่รับซ่อมเพียง 'วัตถุ' เท่านั้นเจ้าค่ะคุณชาย" เธอตอบพลางผายมือให้นั่งบนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่ขาข้างหนึ่งสั้นกว่าอีกข้างเล็กน้อย
"หากเป็นหัวใจที่แตกสลาย หรือชะตาชีวิตที่ผุพัง เชิญท่านไปปรึกษาศาลเจ้าหรือหลุมศพบรรพบุรุษจะตรงจุดกว่า"
