ตอนที่ 1 : ชีวิตบัดซบอะไรกันนี่
ตอนที่
[1]
ชีวิตบัดซบอะไรกันนี่
“ฮือ ๆ ท่านพ่อท่านแม่ อย่าขายข้าเลยนะเจ้าคะ ต่อไปข้าจะทำงานหนักยิ่งขึ้น จะหาเงินให้มากกว่า อย่าขายข้าเลย ฮือออ”
“หุบปาก! จะพูดอะไรนักหนา เจ้าอย่าเห็นแก่ตัวมากนักได้หรือนี่ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวเจ้าและเหลียนเออร์ เจ้าไม่สงสารน้องหรือ ยามนี้นางไม่มีสินเดิมเลยแม้แต่น้อย”
ข้าก็ไม่มี
หญิงสาวคิดอย่างน้อยใจ
สายตาแดงก่ำที่หยาดไปด้วยน้ำตาหันไปมองบิดามารดาที่ไร้ซึ่งท่าทีเห็นใจ แต่ถึงกระนั้นนางก็คิดว่าควรจะขอร้องให้มากกว่านี้
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอร้องอย่างขายข้าเลย ข้า…”
เพียะ!!
ทว่าไม่ทันจะได้กล่าวสิ่งใดมาก ใบหน้าที่ซีดเซียวก็ถูกตบเข้าที่แก้มซ้ายอย่างจัง สุดท้ายร่างกายที่มีไข้จากการทำงานหนักมาหลายวัน ไม่อาจจะออกแรงหรือพูดอันใดไม่มากกว่านี้สุดท้ายจึงคล้ายร่างไร้วิญญาณยอมให้ผู้เป็นบิดาและมารดาลากจูงไปได้ตามใจ สติที่กำลังดับลงนั้น หูก็ได้ยินพวกเขาคุยกันว่ายามนี้อยู่หน้าโรงค้าทาสในเมืองหลวงแล้ว
“สภาพมอมแมมผอมบางเช่นนี้ จะเอาไปทำอะไรได้”
“โธ่ อย่าเพิ่งมองในตอนนี้เลย นางแค่ยังไม่อาบชำระกายให้ดี ที่จริงนางเป็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเลยนะขอรับ” บุรุษวัยกลางคนที่เป็นผู้รับหน้าที่ในการประเมินและรับซื้อคนมาเป็นทาสเมียงมองสตรีที่ถูกบิดามารดาจับมาขายอย่างละเอียด ก่อนจะพบว่าสตรีนางนี้ก็มีเค้าความงามอยู่บ้าง หากจับอาบน้ำแต่งตัวดี ๆ ก็คงจะได้ราคาอย่างที่ว่า สุดท้ายเขาจึงได้ตอบตกลง
“ได้ ยี่สิบตำลึงก็ยี่สิบตำลึง”
“ขอบคุณมากขอรับ! ท่านคิดถูกแล้ว รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่ที่ซื้อนางไป” น้ำเสียงแสนจะสดใสดังขึ้นเมื่อคิดว่าตนจะได้เงินก้อนใหญ่
“พวกเจ้ารออยู่ที่นี่จับนางไว้ให้ดี ๆ ข้าจะไปเอาสัญญามา”
“ขอรับ”
ยี่สิบตำลึง
นางมีค่าเพียงยี่สิบตำลึงเงินเท่านั้น
หญิงสาวคิดอย่างเจ็บปวด เมื่อพยายามรวบรวมสติของตนขึ้นมาได้จึงคิดจะขอร้องพวกเขาอีกครั้ง
“ทะ…ท่านพ่อ ทะ…ท่านแม่ ข้าจะหาเงินมากกว่ายี่สิบตำลึง ดะ…ได้โปรด ปล่อย ขะ…”
เพียะ!!
“อย่าพูดมาก ขายคือขาย!”
ใบหน้าด้านซ้ายถูกตบลงมาอีกครั้ง และในตอนนั้นเอง
“เพ้ย ทำรุนแรงเช่นนั้นนางก็ตายกันพอดี” ผู้รับซื้อทาสที่ออกมากับหนังสือสัญญาเอ่ยขึ้นเสียงดังพลางส่งสายตาดุไปทางผู้เป็นบิดา
“ขออภัยขอรับ ๆ ข้าลืมตัวไปหน่อย”
ใบหน้ากะลิ้มกะเหลี่ยที่เต็มไปด้วยการประจบประแจงพยายามฉีกยิ้มไปทางคนตรงหน้า ด้วยกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ
แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำสัญญากันได้สำเร็จ
“เช่นนั้นหากเสร็จธุระแล้ว พวกข้าขอตัวนะขอรับ” กล่าวจบทั้งสามก็รีบรับเงินและจากไปด้วยความยินดี
หญิงสาวผู้ถูกขายพยายามเพ่งสายตาก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับไปเพื่อมองคนที่ตนทุ่มเทให้ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ว่าพวกเขามีความอาลัยอาวรณ์นางบ้างหรือไม่
ทว่า…
แม้เพียงสายตาที่หันกลับมามองพวกเขาก็ล้วนแต่ไม่ทำ ราวกับพวกเขามาขายของชิ้นหนึ่ง รับเงินแล้วก็จากไปเท่านั้น หาได้มีความอาลัยอาวรณ์กับมันไม่ นัยน์ตานางสั่นระริก ในใจเจ็บปวดรวดร้าวราวกับมีเข็มนับพันคอยทิ่มแทง ลำพังเจ็บปวดร่างกายนั้นก็พอทนไหว แต่บัดนี้ใจของนางนั้นทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว คิดแล้วหญิงสาวก็หลับตาลง แม้ว่าจะถูกคนลากไปอย่างไรนางก็ไม่ขอรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว…
.
.
.
.
ซ่า!
ร่างที่ไร้สติเมื่อถูกน้ำเย็น ๆ สาดเข้าที่ใบหน้าทันใดนั้นร่างกายก็ราวกับถูกปลุกขึ้นมากะทันหัน
ดวงตาเบิกโพลงขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนจะยิ่งตกใจมากกว่าเดิมเพราะไม่รู้ว่ายามนี้ตนเองกำลังอยู่ที่ไหนกัน
ที่นี่ที่ไหน!?
เผิงหลันเพ่งมองบริเวณรอบ ๆ ที่ตนอยู่ให้ดีในหัวเต็มไปด้วยคำถาม ทำไมที่นี่เป็นเหมือนห้องขังในซีรีส์โบราณที่เธอเคยดูเลย แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เมื่อกี้ยังกินลูกชิ้นปิ้งในช่วงที่กำลังพักเบรกที่ศูนย์วิจัยที่เธอกำลังทำงานอยู่เลย
ทว่ายังไม่ทันที่จะได้คำตอบ ความทรงจำอันแสนประหลาดและมากมายของใครบางคนก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวจนแทบจะรับไว้ไม่ไหว ดวงตาหญิงสาวเบิกโพลงยิ่งกว่าเดิม ร่างกายโซซัดโซเซก่อนจะล้มลงที่มุมหนึ่งของห้อง
อะไรนะ! เข้าร่างคนอื่น!?
ถูกพ่อแม่พามาขาย!?
แม้ว่าสิ่งที่ประสบอยู่ตอนนี้จะเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ แต่เผิงหลันก็พยายามที่จะรวบรวมสิ่งที่กระจัดกระจายในหัวให้เข้าที่ให้เร็วที่สุด
ก่อนจะได้ความว่า…ตอนนี้เธอได้เข้ามาอยู่ในร่างของสตรีอายุ 17 ในยุคโบราณที่ชื่อ ซู่ชิงหลัน ซึ่งคนคนนี้เป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวชาวบ้านครอบครัวหนึ่งคือตระกูลซู่ ที่กำลังจะถูกบิดาอย่างซู่เหลยและมารดาอย่างเจียวฝาน พร้อมกับน้องสาวอย่างซู่ชิงเหลียนนำมาขายให้กับโรงค้าทาสในเมืองหลวง
ระหว่างทางถูกทุบตีอย่างหนักเพราะพยายามอ้อนวอนแต่ร่างกายที่เพิ่งซมพิษไข้จากการทำงานหนักทนไม่ไหว บวกกับเห็นบิดามารดาและน้องสาวอายุสิบห้าอย่างซู่ชิงเหลียนนั้นไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย สุดท้ายก็สิ้นใจเพราะตรอมใจ จนเธอในเข้าไปอยู่ในร่างตอนนี้?
และหากย้อนไปว่าทำไมสามพ่อแม่ลูกนั่นไม่อะไรกับซู่ชิงหลันเลยนั้น นั่นก็เพราะเจ้าของร่างเป็นลูกสาวบุญธรรม ถูกครอบครัวซู่รับเลี้ยงตั้งแต่ตอนอายุสามขวบ ชีวิตก่อนหน้าเป็นอย่างไรไม่อาจจำได้ จำได้ก็แค่ว่าตนอยู่กับครอบครัวนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว และที่ครอบครัวนี้ต้องเอาซู่ชิงหลันมาขาย ก็เพราะต้องการนำไปเป็นสินเดิมให้กับน้องสาวคนเล็กอย่างซู่ชิงเหลียน ว่ากันว่าจะได้แต่งไปกับลูกเศรษฐีจึงต้องการหาสินเดิมให้มากจะได้ไม่อับอายผู้คนในยามที่ต้องแต่งออกไป และอีกอย่างหากซู่ชิงเหลียนได้แต่งกับคนผู้นั้น ครอบครัวซู่ก็จะสบายจากสินสอดมากมายที่จะได้รับ ดังนั้น การขายซู่ชิงหลันที่ไม่ได้บุตรสาวแท้ ๆ ออกไปนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย
น่าสงสารก็แต่ซู่ชิงหลัน ตั้งแต่เด็กก็เอาแต่ทำงานหนักเพื่อนำมาปรนเปรอครอบครัวนี้อย่างถวายหัว บิดามารดาน้องสาวล้วนแต่อยู่ดีกินดีจากการตรากตรำทำงานของหญิงสาวแทบทั้งสิ้น บ้านนี้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่หัวสูงทว่ากลับขี้เกียจมาก สุดท้ายหน้าที่ในการหาเงินจึงตกเป็นของซู่ชิงหลันเพียงผู้เดียว
นี่มันครอบครัวอะไรกัน ไร้หัวใจเกินไปแล้ว!!
ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ แต่ก็อยู่กันมาหลายปีไม่ใช่หรือยังไง
เผิงหลันกำหมัดแล้วทุบไปที่พื้นด้วยความโกรธ หลังเรียบเรียงทุกอย่างในหัวเสร็จแล้ว
ทว่าไม่ทันที่จะได้ทำอันใดมาก ประตูที่ใช้ปิดห้องขังก็เปิดออก พวกเขามาพร้อมกับกระถางที่มีไฟลุกโชนอยู่ภายในใบหนึ่ง
“ฟื้นแล้วหรือ พวกเจ้ารีบไปทำตีตราทาสบนตัวนาง”
หา!!
เผิงหลันเบิกตากว้างมองเหล็กร้อนที่ถูกเผาไฟจนได้ที่ ที่กำลังเคลื่อนเข้ามาหาตนเองด้วยความตกใจ
นี่มันชีวิตบัดซบอะไรกันนี่!!
