บทที่ 3 คำทำนายใต้เปลวเพลิง
บทที่ 3 คำทำนายใต้เปลวเพลิง
กลางฤดูใบไม้ร่วง รัชศกเทียนอันปีที่ห้า ลมเหนือพัดใบอู๋ถงร่วงเกลื่อนนครหลวงราวสายฝนสีทอง กลางคืนยาวนานกว่ากลางวันดุจจะกลืนแสงตะวันจนหมดสิ้น ไอหนาวแทรกตามซอกประตูอย่างไม่ปรานี กระทั่งแสงโคมในจวนสกุลเยี่ยยังสั่นไหวไม่หยุด ราวรู้ล่วงหน้าถึงเปลวเพลิงที่จะมาเยือน
ปีนั้นเยี่ยชิงหรานอายุสิบขวบ ส่วนเยี่ยอวี๋หนิงเพิ่งครบเจ็ดขวบ
เรือนหนิงเซียงสว่างไสวกว่าทุกแห่ง เพราะธิดาคนรองจับไข้มาสามวัน ฟางซื่อนั่งเฝ้าข้างเตียงแทบไม่หลับ เยี่ยหวยเชิญหมอมีชื่อมาถึงสี่คน ขณะที่บ่าวไพร่วิ่งเข้าออกจนพื้นทางเดินแทบไม่เคยแห้งสนิท
ชิงหรานยืนอยู่นอกม่านพร้อมถ้วยยาลดไข้ นางเพิ่งนำตำรับจากเรือนหมอมาให้ ทว่ายังไม่ทันเข้าใกล้ ฟางซื่อก็หันมาตวาด
"ใครให้เจ้าเข้ามา หากนำไอหนาวติดตัวมาจนน้องอาการหนักขึ้นจะทำอย่างไร"
"ท่านหมอให้ข้านำยามาเจ้าค่ะ"
"วางไว้แล้วออกไป"
เด็กหญิงวัยสิบขวบวางถ้วยลงบนโต๊ะอย่างเชื่อฟัง ก่อนมองผ่านม่านบางเข้าไป คนบนเตียงลืมตาอยู่พอดี ดวงตากลมโตของอวี๋หนิงสบกับนางเพียงชั่วอึดใจ แล้วหลุบลงอย่างหวาดกลัว
ฟางซื่อเห็นเข้าก็รีบดึงม่านปิด "หนิงเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว แม่อยู่ตรงนี้"
ชิงหรานยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดน้องต้องกลัวตน จนกระทั่งซุนหมัวมัวเดินออกมาส่งนางนอกเรือนและเอ่ยด้วยสีหน้าหนักใจ
"คุณหนูใหญ่ คราวก่อนท่านแย่งกำไลของคุณหนูรอง นางตกใจจนจับไข้ หากท่านยังมีความเป็นพี่อยู่บ้าง ช่วงนี้อย่าเพิ่งมาใกล้เลยเจ้าค่ะ"
"ข้าไม่ได้แย่ง" ชิงหรานเถียง "กำไลเส้นนั้นเป็นของท่านแม่ นางนำไปเล่นจนเกือบตกบ่อน้ำ ข้าเพียงเอากลับมา"
"ท่านพูดเช่นไรย่อมได้ แต่คุณหนูรองร้องไห้ทั้งคืน"
ประตูปิดลงตรงหน้า เด็กหญิงจึงได้แต่กำชายแขนเสื้อแน่น
คืนนั้นยามจื่อ เสียงตะโกนว่าไฟไหม้ปลุกคนทั้งจวนให้ตื่น
เปลวเพลิงแดงฉานพวยพุ่งจากเรือนหนิงเซียงสูงเสียดฟ้า ควันดำม้วนตัวบดบังท้องฟ้าทั้งผืน บ่าวไพร่หิ้วถังน้ำวิ่งกันอลหม่านราวมดแตกรัง ฟางซื่อร่ำไห้อยู่กลางลานเพราะอวี๋หนิงยังติดอยู่ด้านใน ประตูห้องนอนถูกคานไม้ที่หล่นลงมาขวางสนิท ไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว
"ช่วยลูกข้า!" ฟางซื่อคว้าแขนบ่าวชายคนหนึ่ง "ผู้ใดพาหนิงเอ๋อร์ออกมาได้ ข้าจะให้รางวัลร้อยตำลึง!"
คำว่าร้อยตำลึงไม่อาจทำให้คนธรรมดาก้าวเข้าไปในกองไฟ
ชิงหรานซึ่งวิ่งมาถึงเห็นมารดาทรุดอยู่บนพื้น นางมองหน้าต่างด้านข้างเพียงครั้งเดียวก็ตัดสินใจ ชุบผ้าคลุมในน้ำจนชุ่มโชก ก่อนใช้มันห่อร่างแล้วลอดเข้าไปทางช่องแคบโดยไม่ลังเล
ไอร้อนแผดเผาจนหายใจแทบไม่ได้ ควันไฟกัดตา น้ำตาไหลพราก เด็กหญิงคลำทางไปตามเสียงไอ กระทั่งพบอวี๋หนิงขดตัวอยู่ใต้โต๊ะ
"จับมือข้า!"
อวี๋หนิงส่ายหน้า ร้องเรียกมารดาไม่หยุด ชิงหรานจึงคลานเข้าไปลากน้องออกมา ขณะนั้นคานไม้ชิ้นเล็กหล่นจากเพดาน นางยกแขนขึ้นบัง เปลวไฟลวกผิวตั้งแต่ข้อมือถึงข้อศอกจนเจ็บราวกับเนื้อถูกฉีก
ทว่านางไม่ปล่อยมือ
เด็กหญิงทั้งสองออกมาทางหน้าต่างได้ก่อนหลังคาจะพังลงเพียงชั่วลมหายใจ ฟางซื่อโผเข้ากอดอวี๋หนิงทันที เยี่ยหวยอันสั่งคนตามหมอ ส่วนชิงหรานนั่งอยู่บนพื้นห่างออกไปอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีผู้ใดหันมามอง แขนซ้ายมีตุ่มพองแดงฉานเจ็บแสบ
ไม่มีผู้ใดเห็นบาดแผลของนาง จนแม่นมชราเดินมาพบและพาไปรักษา
รุ่งเช้า เปลวเพลิงดับลง เหลือเพียงซากเรือนดำไหม้ พ่อบ้านเข้าไปตรวจหาต้นเหตุแล้วนำสิ่งหนึ่งออกมา
มันเป็นตุ๊กตาไม้ตัวเล็ก มีชื่อเยี่ยอวี๋หนิงสลักอยู่กลางอกและเข็มสามเล่มปักตรงศีรษะ ตุ๊กตานั้นถูกพบใต้หน้าต่างซึ่งชิงหรานใช้หนีออกมา
"นี่เป็นของผู้ใด" เยี่ยหวยอันถาม
ปี้เถาซึ่งยังเป็นสาวใช้ตัวเล็กคุกเข่าลง ตัวสั่นราวใบไม้ "บ่าวเคยเห็นคุณหนูใหญ่แกะตุ๊กตาไม้เจ้าค่ะ"
ชิงหรานมองของในมือบิดา นางเคยแกะตุ๊กตาจริง ทว่าเป็นรูปกระต่าย ไม่ใช่รูปคน และมันหายไปจากห้องก่อนเกิดไฟไหม้หลายวัน
"ไม่ใช่ของข้า"
คำปฏิเสธของเด็กสิบขวบเบาเกินกว่าจะสู้กับหลักฐานตรงหน้า
กระทั่งยามสาย นักพรตเจียงผู้เคยทำนายดวงอวี๋หนิงเดินทางมาถึงจวนอย่างประจวบเหมาะ เขาตรวจเรือนที่ไหม้ ก่อนค้นพบกระดาษยันต์ซึ่งรอดจากเปลวเพลิงอย่างน่าอัศจรรย์ บนนั้นมีอักษรสีชาดเขียนไว้ว่า
ดาวมงคลหลั่งน้ำตา เพลิงฟ้าย่อมเผาผลาญเรือน
นักพรตลูบเครายาว พลางทอดถอนใจ "คุณหนูรองเป็นดาวที่ฟ้าส่งมาคุ้มครองสกุล หากนางได้รับความอยุติธรรม โชคลาภย่อมแปรเป็นภัย ครั้งนี้เป็นเพียงคำเตือน วันหน้าหากยังมีผู้คิดทำร้ายนาง เกรงว่าทั้งตระกูลจะไม่อาจรักษาความรุ่งเรืองไว้ได้"
หลังจากวันนั้น กฎเกณฑ์ในจวนสกุลเยี่ยก็เปลี่ยนไป
ไม่มีผู้ใดกล้าตำหนิอวี๋หนิงต่อหน้า
อาหารและอาภรณ์ของนางต้องดีที่สุด หากนางเจ็บป่วย ผู้ที่ทำให้นางไม่พอใจย่อมถูกสอบสวนก่อนเสมอ แม้แต่เยี่ยเหล่าฟูเหรินซึ่งเคยเคร่งครัด ยังสั่งให้ทุกคนหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้ดาวนำโชคเศร้าหมอง
ส่วนชิงหรานถูกเฆี่ยนฝ่ามือยี่สิบครั้งและกักไว้ในเรือนสามเดือน
คืนหนึ่งระหว่างที่บาดแผลจากไฟยังปวดแสบ นางแอบออกไปเอายาและได้ยินเสียงลอดจากห้องด้านข้าง
"หมัวมัว" เสียงอวี๋หนิงถาม "หากทุกคนกลัวว่าข้าจะนำหายนะมา ต่อไปพวกเขาจะไม่ดุข้าอีกแล้วใช่หรือไม่"
ซุนหมัวมัวหัวเราะอย่างเอ็นดู "คุณหนูเป็นดาวมงคล ผู้ใดจะกล้าทำให้ท่านเสียใจเล่าเจ้าคะ"
"แม้แต่ท่านพ่อกับท่านแม่หรือ"
"ยิ่งเป็นนายท่านกับฮูหยิน พวกเขายิ่งต้องทะนุถนอมท่าน"
เด็กหญิงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยอีกครั้ง "แล้วพี่หญิงเล่า"
"นางทำให้ท่านตกใจจนเกิดเพลิงฟ้า ย่อมต้องได้รับโทษ"
"แต่พี่หญิงเป็นคนช่วยข้าออกมา"
"นางก่อเรื่องแล้วช่วยไว้ก็เป็นเพียงการไถ่โทษ คุณหนูอย่าใจอ่อนนะเจ้าคะ"
ชิงหรานยืนฟังอยู่นอกหน้าต่าง ลมหนาวพัดผ่านแขนเสื้อและแผลไฟลวก ความเย็นเสียดเข้าไปถึงกระดูก หากยังไม่อาจเทียบความหนาวกลางใจได้
นั่นเป็นครั้งแรกที่นางเข้าใจว่า ความจริงซึ่งไม่มีผู้ใดอยากฟัง ย่อมเบากว่ากระดาษยันต์เพียงแผ่นเดียว
สิบสามปีผ่านไป กลิ่นไหม้จากเทียนในเรือนชิงหรานดึงนางกลับจากความทรงจำ
นางนั่งคัดบทสวดอยู่ริมหน้าต่างตามโทษกักบริเวณ แขนซ้ายใต้ชายเสื้อยังมีรอยแผลขรุขระจากคืนนั้น แม้เวลาจะทำให้สีของมันจางลง ทว่าไม่เคยลบให้หายไป
เหลียนจือเดินเข้ามาพร้อมตลับยา "คุณหนูรองส่งยาทาหัวเข่ามาให้เจ้าค่ะ"
ชิงหรานเหลือบมองตลับหยก "นำไปคืน"
"คนส่งบอกว่าคุณหนูรองตั้งใจปรุงเอง หากคืนไป เกรงว่าฮูหยินจะ..."
"เช่นนั้นก็วางไว้"
เหลียนจือวางตลับลงอย่างลังเล ชิงหรานใช้พู่กันเขี่ยฝากล่องเปิด กลิ่นการบูรเข้มข้นลอยออกมา นางแพ้การบูรมาตั้งแต่เด็ก ทาเพียงเล็กน้อยผิวหนังก็จะบวมแดง
เรื่องนี้มีเพียงคนในครอบครัวและซุนหมัวมัวที่รู้
"คุณหนูรองอาจลืมก็ได้นะเจ้าคะ" เหลียนจือกล่าว แม้น้ำเสียงไม่มั่นใจ
ชิงหรานมองควันเทียนที่ม้วนตัวเหนือเปลวไฟ ภาพกระดาษยันต์ซึ่งไม่ถูกเพลิงเผายังชัดเจนอยู่ในความคิด ราวถูกสลักไว้กลางดวงตา
กระดาษธรรมดารอดจากกองไฟได้อย่างไร
นักพรตเจียงมาถึงจวนหลังเกิดเหตุเพียงไม่กี่ชั่วยามได้อย่างไร
และเหตุใดไฟครั้งนั้นจึงเริ่มตรงห้องเก็บของที่ไม่มีผู้ใดพัก
คำถามซึ่งเด็กวัยสิบขวบไม่เคยคิด เวลานี้กลับผุดขึ้นทีละข้อ
ชิงหรานปิดตลับยา ก่อนสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เหลียนจือ เก็บมันไว้ อย่าให้ผู้ใดแตะต้อง"
"คุณหนูคิดว่า..."
"ข้ายังไม่คิดสิ่งใดทั้งนั้น" นางหลุบตาลงคัดอักษรต่อ "เพียงแต่ต่อจากนี้ ของทุกชิ้นที่มาจากเรือนหนิงเซียง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยา หรือแม้แต่น้ำเปล่า เจ้าต้องนำมาให้ข้าดูก่อน"
นอกหน้าต่าง เมฆดำเคลื่อนมาบดบังดวงอาทิตย์ แสงในห้องค่อย ๆ มืดลง
เปลวเพลิงเมื่อสิบสามปีก่อนดับไปนานแล้ว
ทว่าเถ้าถ่านของมันเพิ่งเริ่มเผยสิ่งที่ถูกฝังไว้
