บทที่ 1
บทที่ 1
ท่ามกลางความมืดมิด ในบรรยากาศหนาวเย็นที่เสียดแทงผ่านผิวผ้าลึกลงไปเกินจะทานทนไหว ร่างเล็กเดินสะเปะสะปะอย่างไม่รู้ทิศทาง ร่างกายสั่นสะท้านอ่อนล้า ทรุดตัวลง ความหวาดกลัวเกาะกุมจนร่ำไห้ ดวงตาพร่าเลือนมองไม่เห็นแสงสว่างนานเท่านานจนแทบสิ้นหวัง ตลอดจนเสียงหนึ่งดังแว่วปะปนมากับสายลมจากที่ไกลแสนไกล
‘ปลิตรา...ปลิตรา...’ เสียงเรียกย้ำเบาแสนเบาไม่รู้ทิศทาง เธอไขว่คว้าแม้เสียงจะไกลลิบหรี่ ความหวังแสน เลือนรางสว่างไสวขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
‘ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยฉันด้วย’ น้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนล้า ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แต่กระนั้นดวงตาเล็กที่พร่างพรายไปด้วยหยาดน้ำตายังคงพยายามเพ่งมอง มือเล็กไขว่คว้าอากาศอันว่างเปล่า ราวกับอยากจะให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีตัวตนปรากฏขึ้นชุดรั้งเธอออกจากความมืดมิดอันโหดร้ายนี้
‘ปลิตรา...ปลิตรา...’ เสียงนั่นดังขึ้นอีกแล้ว ครั้งนี้ดูเหมือนจะเข้าใกล้เธอทุกขณะ เสียงแจ่มชัดราวกับเจ้าของเสียงอยู่ตรงหน้าเธอ ห่างเพียงเอื้อมมือสัมผัส แต่แท้จริงแล้วเธอกลับมองไม่เห็น ไม่เห็นอะไรเลย เอื้อมจนสุดแขนก็ไขว่คว้าได้เพียงความหนาวเหน็บอันว่างเปล่าเช่นเคย
‘ปัณณ์นั้นคุณใช่ไหมคะ...คุณอยู่ที่ไหนคะฉันไม่เห็นคุณ’ เธอถามเสียงสะท้านอ่อนล้า รอคอยด้วยใจหวาดหวั่น ทุกนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าดั่งเข็มนาฬิกาต้องการทดเวลาให้ยืดเยื้อออกไปกระนั้น นานเท่าไรไม่รู้ก่อนที่เสียงของเขาจะแว่วมากับสายลมอีกครั้ง พัดผ่านใบหูราวเสียงกระซิบ
‘ผมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ...ตื่นเถอะปลิว’
‘ฉันไม่เห็นคุณ’ เธอย้ำบอก ‘คุณอยู่ที่ไหนคะปัณณ์...อย่าทิ้งปลิวไป’
‘ตื่นเถอะปลิว ผมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ...ตื่นเถอะปลิว ตื่นเถอะปลิว’
เสียงย้ำซ้ำๆ นับสิบก่อนที่สายลมผัดผ่านห่างออกไปเรื่อยๆ คงทิ้งไว้เพียงแต่ถ้อยคำสั่นๆ ที่ยังคงดังสะท้อนอยู่ในภวังค์ความรู้สึกของเธอเนิ่นนาน
‘ปัณณ์คุณอยู่ที่ไหนคะ อย่าทิ้งปลิวไป’ เปลือกตาอันหนักอึ้งหรี่เล็กจวนเจียนจะปิดลง ยากเย็นยิ่งนักที่จะฝืน คำอธิฐานของเธอไม่เคยสมหวังมานานแล้ว ไม่ว่านานเท่าไรเขาก็ไม่เคยกลับมาหาเธอ ลมหายใจแผ่วเบาผ่อนช้าลง พอๆ กับเสียงหัวใจที่เริ่มนิ่งหายไป
นี่เธอกำลังจะตายใช่ไหม? คำถามเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ภายในห้วงสำนึก ก่อนที่ริมฝีปากบางระบายยิ้มเล็กน้อย แม้ที่ปลายหางตาจะพร่างพรายไปด้วยหยาดน้ำที่หลั่งรินออกมา
‘รอปลิวก่อนนะคะ ปลิวกำลังจะไปหาคุณ’
ลมหายใจสุดท้าย ดูเหมือนจะหลุดลอยไปตามกระแสลม แต่ใครเลยจะรู้ว่า...สายลมจะหวนกลับ
ภายในห้องผู้ป่วยวิกฤตสงบเงียบ คงมีแค่เพียงเสียงเครื่องช่วยหายใจที่ยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม ร่างสูงใหญ่ในชุดกาวน์สีขาวสะอาดยืนกอดอกสงบนิ่ง มองร่างบอบบางที่อยู่บนเตียงผู้ป่วยซึ่งบัดนี้มีสายระโยงระยางรอบตัวเต็มไปหมด อาการภายนอกดูเหมือนจะสาหัส แต่เขารู้ดี เธอปลอดภัยด้วยการช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากทีมแพทย์ที่รักษาชีวิตของเธอไว้ได้ แม้จะมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เจ้าหล่อนหยุดหายใจไปก็ตาม แต่เขาก็ยื้อลมหายใจของเธอกลับมาจนได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาจะไม่มีวันปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปแน่ๆ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเวลานี้ เพราะเธอต้องทนรับการสะสางจากเขาเสียก่อน ปลิตรา
ริมฝีปากหนาของนายแพทย์หนุ่มปัฐน์แสยะยิ้มน่ากลัว โดยที่คนป่วยไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย ว่าบัดนี้เจ้ากรรมนายเวรได้ตามติดทวงหนี้กรรมอันแสนสาหัสจากเธอ และยากยิ่งนักที่จะหลีกหนีมันพ้น
แววตาของหมอหนุ่มที่เคยอ่อนโยนสำหรับคนไข้รายอื่นๆ ของเขา แต่บัดนี้เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวสำหรับคนไข้รายนี้เพียงคนเดียว เขาทอดมองร่างของคนป่วยด้วยแววตานั้น แต่ก็อดไม่ได้ตามจรรยาบรรณของแพทย์ คลี่ผ้าห่มที่ตอนนี้คลุมอยู่เพียงแค่เอวของคนไข้ขึ้นคลุมจนถึงหน้าอกให้อย่างแผ่วเบา ระหว่างนั้นเจ้าของเสียงทุ้มก็ก้มต่ำลงไปกระซิบบอกริมใบหูเล็กของกับคนป่วยที่หลับใหลสิ้นสติแม้รู้ว่าเสียงของอาจไปไม่ถึงโสตประสาทของเธอก็ตาม
“ขอให้หายไว้ๆ นะครับ เพราะคุณจะต้องอยู่ชดใช้กรรมกับผมอีกเยอะ”
ริมฝีปากหนาหยักยิ้ม ก่อนที่เขายืดตัวตรง ทอดสายตามองร่างบอบบางอีกครั้ง พร้อมกระชับเสื้อกาวน์เข้ากับตัว ปรับแววตาและท่าทีของตัวเองเสียใหม่ โดยเฉพาะต้องรวบรวมคำพูดที่ดีและตรงประเด็นที่สุดไว้รอ เพราะเขาคงต้องตอบคำถามอีกมากกับญาติผู้ป่วยที่รออยู่ด้านนอก ซึ่งคงไม่ใช่แค่อาการของคนป่วยแน่นอน ถ้าเพียงเขาปรากฏตัวด้วยหน้าตาที่ไม่ผิดเพี้ยนไปจากปัณณ์แม้แต่น้อย และนั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะความเหมือนมันช่างเหมาะเจาะกับการมาค้นหาความจริงเสียนี่กระไร
ประตูปานหนาของห้องไอ.ซี.ยู ปิดสนิทมาเกือบ 2 ชั่วโมงยังไม่มีวี่แววที่จะเปิดออกเสียที แม้อันที่จริงแล้วก่อนหน้านั้นเพียงไม่นาน ทีมแพทย์และพยาบาลก็ทยอยกันออกมาเป็นระยะ แต่ทุกครั้งที่เอ่ยถามก็ได้รับเพียงคำตอบที่ว่า เดี๋ยวหมอใหญ่จะออกมาชี้แจง จนป่านนี้เนิ่นนานเกือบครึ่งชั่วโมงหมอใหญ่ที่ว่าก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะโผล่ออกมาเสียที ทำเอาหญิงสาวใจไม่ดี ร่ำๆ จะเปิดประตูไปดูให้รู้แล้วรู้รอดถ้าเพียงแต่ถ้าไม่ถูกห้ามไว้เสียก่อน
ลดาวลีก็มีอาการไม่ต่างกันมากนัก แต่ก็ยังพยายามรอคอยย่างอดทน แขวนทุกสิ่งไว้บนความเชื่อมั่น ว่าปลิตราจะต้องไม่เป็นอะไร เพื่อนรักจะต้องปลอดภัย เหตุการณ์ทีสาหัสกว่านี้ปลิตรายังเคยผ่านพ้นมาได้ แล้วทำไมแค่นี้เพื่อนของเธอถึงจะผ่านมันไปอีกครั้งไม่ได้
ความอดทนที่แสนยาวนานเหมือนจะสิ้นสุดลงเสียที เมื่อประตูบานกว้างถูกผลักให้เปิดออกจากบุคคลภายใน แต่ทว่าภาพใบหน้าคุ้นเคยของคุณหมอหนุ่ม ทำให้คำถามถูกลบเลือนไปชั่วขณะ เหลือเพียงอาการนิ่งงัน ตื่นตะลึง โดยที่คุณหมอหนุ่มยกยิ้มเพียงมุมปากเล็กน้อยเท่านั้น
เขาปล่อยให้ความเงียบผ่านไปอีกเพียงครู่ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะขยับเดินเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้น รอยยิ้มที่เคยมีแค่มุมปากขยับขยายกว้างก่อนที่เขาจะตอบคำถามโดยไม่มีคนถามเสียนั้นเอง
“คนไข้อาการปลอดภัยแล้วนะครับ แต่ยังให้เข้าเยี่ยมไม่ได้ หมออยากให้คนไข้ได้พักผ่อนก่อน เอาไว้ยังไงพรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมอีกครั้งก็แล้วกันเพราะคงต้องพักที่โรงพยาบาลอีกสักระยะ หมออยากดูอาการให้แน่ใจก่อนเพราะร่างกายของคนไข้บอบช้ำมาก”
คำอธิบายยืดยาวนั้นดูเหมือนจะถูกลดความสำคัญลงไป ชายหนุ่มแสร้งเลิกคิ้วแปลกใจ ก่อนยิ้มมุมปากเล็กน้อยเขายืนรออย่างใจเย็น ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปอีก มีเพียงดวงตาคมที่ไหววาบนิ่งคิด ต้องนับว่าเป็นเรื่องดีทีเดียวกับปฏิกิริยาที่เขาได้รับกลับมา เพราะไม่ผิดไปจากที่คาดหมายไว้เท่าไรนัก แม้จะผิดที่ผิดเวลาไปบ้างแต่ก็ต้องนับว่าเป็นการเปิดตัวที่สวยงามเลยทีเดียว ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นใจให้เขาไปเสียหมด ไม่เว้นแม้แต่กระทั้งความบังเอิญในครั้งนี้ ที่เขาได้รักษาหญิงสาว และเธอก็ยังไม่ตาย!
